STARTUP THAILAND

EARLY STAGE STARTUPS IN THAILAND:

LEARNING FROM REGIONAL PATHWAYS

FOR GREEN INNOVATION

ถอดบทเรียนเส้นทางสตาร์ตอัปไทยสู่การเติบโต จากมุมมองนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำด้านนวัตกรรม

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การสร้างสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation และ Climate Tech ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ตั้งแต่งานวิจัย การเข้าถึงเงินทุน การทดลองใช้งานจริง ไปจนถึงการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก

เวทีเสวนา “Early Stage Startups in Thailand: Learning from Regional Pathways for Green Innovation” ภายในงาน SITE 2026 จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้นำด้านนวัตกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถอดบทเรียนว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างไร เพื่อผลักดันผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA, คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ Head of Portfolio จาก The Radical Fund และ ดร. เคอิตะ โอโนะ Chief Innovation Officer จาก KX Knowledge Xchange โดยมี ดร. ณัฐชา ตุลยสุวรรณ Country Director จาก New Energy Nexus Thailand รับหน้าที่ดำเนินรายการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ต้นแบบที่ต้องลอกเลียน แต่เป็นบทเรียนที่ไทยควรนำมาปรับใช้

คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เปิดประเด็นด้วยมุมมองของนักลงทุนที่ติดตามการเติบโตของสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech ในภูมิภาค โดยระบุว่าปัจจุบันกว่า 50% ของพอร์ตการลงทุนของ The Radical Fund อยู่ในสิงคโปร์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาด ทำให้ผู้ก่อตั้งต้องคิดถึงการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกตั้งแต่วันแรก หลายบริษัทสามารถขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ตั้งแต่ช่วง Seed หรือ Series A

อีกปัจจัยสำคัญคือ ระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด หรือ “Lab to Market” ซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจ Climate Tech ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีนานกว่าสตาร์ตอัปด้านซอฟต์แวร์ทั่วไป ทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม คุณจีรยาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลของสิงคโปร์ทุกประการ แต่ควรสร้าง “Playbook” ของตนเอง โดยใช้จุดแข็งและบริบทของประเทศเป็นฐาน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สามารถพาเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

จุดแข็งของไทย คือการเป็นสนามทดสอบนวัตกรรมของภูมิภาค

ในมุมมองของภาครัฐ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินจาก Venture Capital ไม่มากเท่าสิงคโปร์ แต่กลับมีข้อได้เปรียบจากการมี Corporate Venture Capital (CVC) และองค์กรขนาดใหญ่ที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรม รวมถึงการมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร โดยเฉพาะในภาคอาหาร เกษตร และการผลิต

ศักยภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็น Testbed หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งมองหาเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจสำหรับสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณปริวรรตยอมรับว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ ทั้งที่ประเทศไทย “ใหญ่พอสำหรับการเริ่มต้น แต่ไม่ใหญ่พอสำหรับการเติบโต” NIA จึงมุ่งผลักดันแนวคิด Global from Day One เพื่อให้สตาร์ตอัปไทยออกแบบธุรกิจโดยคำนึงถึงตลาดโลกตั้งแต่เริ่มต้น

ประเทศไทยยังต้องเติมเต็ม “Accelerator” เพื่อเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ สะท้อน คือ แม้ประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยและศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) จำนวนมาก แต่กลับยังขาด Accelerator ที่ทำหน้าที่เร่งการเติบโตและเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ KX จึงพัฒนาโครงการ Tech Bite ภายใต้แนวคิด Spin-in Model เปิดโอกาสให้องค์กรขนาดใหญ่นำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลงานวิจัยที่ยังไม่ได้ต่อยอด มาร่วมพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่กับสตาร์ตอัปภายนอก

ตัวอย่างที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือความร่วมมือกับ Ajinomoto ซึ่งสามารถดึงการลงทุนจากบริษัทแม่ได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าหากสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเร่งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว

 

NIA ยกระดับการสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านโมเดล 4G

ในช่วงการนำเสนอแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ได้อธิบายกรอบการดำเนินงานของ NIA ผ่าน 4G Framework ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก Groom ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่การเข้าถึงห้องปฏิบัติการ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อเทคโนโลยีพร้อมพัฒนา NIA จะสนับสนุนผ่าน Grant สำหรับการสร้างต้นแบบ (Prototype/MVP) และการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตร อาหาร สุขภาพ และ Climate Tech ก่อนต่อยอดสู่ Growth ผ่านโครงการ Accelerator เฉพาะด้าน ได้แก่ AGROWTH, Space-F, Climate X และ Future Move และในขั้นสุดท้ายคือGlobal ซึ่งมุ่งผลักดันสตาร์ตอัปไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป

นอกจากการสนับสนุนผ่านโครงการต่าง ๆ แล้ว คุณปริวรรตยังกล่าวถึงการยกระดับบทบาทของ NIA จาก “ผู้สนับสนุนทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่อเชื่อมโยงเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และกองทรัสต์เข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมไทย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ครอบคลุมมากขึ้น ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน แต่ยังเปิดประตูสู่เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันว่า การสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่แข็งแรงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้แต่ละฝ่ายจะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ต่างก็ให้ความสำคัญกับการสร้างตลาด การเปิดโอกาสให้เกิดการทดลองใช้งานจริง และการสร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมไทย

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ Secure the Market หรือการสร้างตลาดให้กับสตาร์ตอัป โดยเฉพาะการใช้ภาครัฐเป็นลูกค้ารายแรกผ่านระบบบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างผลงานอ้างอิง และเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและต่างประเทศ

ด้าน คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เห็นว่า สิ่งที่ ที่สุดไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่คือโอกาสในการทำ Corporate Pilot กับองค์กรจริง เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีลูกค้าที่พร้อมนำไปใช้งานและยอมจ่ายเงินจริง พร้อมเสนอให้มีการแบ่งปันผลลัพธ์จากโครงการนำร่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันให้ทั้งระบบนิเวศ

ขณะที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ เน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของนวัตกรรมไทย พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศที่สามารถดึง Accelerator ชั้นนำจากกลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่าง Maria 01 ให้ประกาศลงทุนในสตาร์ตอัปไทยด้านความยั่งยืนบนเวทีได้ทันที ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศแล้ว และสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างต่อไป คือความเชื่อมั่นจากคนไทยและองค์กรไทยด้วยกันเอง

.

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การสนับสนุนด้านเงินทุน การทดลองใช้งานจริง การสร้างตลาด และการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก

แม้ประเทศไทยจะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำในภูมิภาค แต่ก็มีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านฐานอุตสาหกรรม เครือข่ายองค์กรขนาดใหญ่ และศักยภาพในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาค หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา “Playbook แบบไทย” ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ พร้อมสร้างผู้ประกอบการที่คิดไกลและมองตลาดโลกตั้งแต่วันแรก ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมสีเขียวและสตาร์ตอัปด้านความยั่งยืนในภูมิภาคได้อย่างมั่นคงในอนาคต.

Shopping Basket