29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

มาเลเซียอาจไม่ได้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจที่มีโซลูชันด้าน Deep Tech, AI, Energy, Climate Tech, HealthTech และ ESG ซึ่งสามารถเข้าไปตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ได้โดยตรง

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ระบุว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก ด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป ขยับขึ้น 3 อันดับจากปีก่อน และยังคงเป็น อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ Kuala Lumpur อยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค ส่วน George Town หรือ Penang อยู่ในอันดับที่ 361 ของโลก

 

ขณะเดียวกัน Global Innovation Index 2025 ของ WIPO จัดให้มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 139 เศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศทั้งในด้านตลาด เทคโนโลยี และความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้มาเลเซียมีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับ พิสูจน์เทคโนโลยี สร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

นี่จึงเป็นบริบทของการเดินทางภายใต้โครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่นำ 5 สตาร์ตอัปไทยศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กร นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสำรวจโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้จริง

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยี” แต่ต้อง “ตอบโจทย์ธุรกิจ”

ความท้าทายของการขยายธุรกิจสู่มาเลเซียไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอว่าเทคโนโลยีของสตาร์ตอัปมีความล้ำเพียงใด แต่คือการทำให้ลูกค้าและพันธมิตรเห็นว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถแก้ปัญหาอะไร และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

โดยเฉพาะตลาด B2B การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้มักเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ไปจนถึงฝ่ายการเงินและความยั่งยืน ดังนั้น การมี Product Demo เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่องค์กรต้องการคือหลักฐานว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

แนวคิดนี้ทำให้ Pilot Project กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการเข้าสู่ตลาด เพราะช่วยให้องค์กรสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนตัดสินใจขยายไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

สำหรับสตาร์ตอัปไทย การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียจึงควรเปลี่ยนจากการเตรียมเพียง Product Pitch ไปสู่การเตรียม Pilot Proposal ที่ตอบให้ได้ว่า ปัญหาคืออะไร ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร ใช้เวลานานเพียงใด ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร และหาก Pilot ประสบความสำเร็จจะสามารถขยายผลต่ออย่างไร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจมาเลเซีย

การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียของสตาร์ตอัปไทยทั้ง 5 รายสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสของ Deep Tech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับโจทย์สำคัญขององค์กรได้ตั้งแต่การลดคาร์บอน การดูแลสุขภาพ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึง ESG และประสิทธิภาพของอาคาร

Nicha Carbon Capture: Decarbonization in Practice

ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตเดิม Nicha Carbon Capture จึงนำเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว โดยโอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยี แต่คือการหาพื้นที่สำหรับทดลองใช้และพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

Perceptra: AI กับการเพิ่มขีดความสามารถของ Healthcare

ระบบ Healthcare ต้องรับมือกับทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านการคัดกรอง และข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ Perceptra จึงนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขยายขีดความสามารถของระบบ โดยโจทย์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดคือการสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความปลอดภัย การเชื่อมต่อกับระบบเดิม และข้อกำหนดของภาค Healthcare

Energy Response: Smarter Operations

สำหรับองค์กรที่มีอาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่ การใช้พลังงานและการบริหารระบบวิศวกรรมเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน Energy Response นำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการระบบพลังงาน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบ Reactive ไปสู่การบริหารจัดการที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

GEPP Sa-Ard: เปลี่ยนข้อมูล ESG ให้เป็น Business Value

เมื่อองค์กรต้องจัดเก็บข้อมูลด้าน ESG และความยั่งยืนจากหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการรายงานให้ครบ แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ GEPP Sa-Ard จึงเข้ามาตอบโจทย์ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ

TIE Smart Solutions: Energy Efficiency at Scale

อาคารและโรงงานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับการลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะระบบปรับอากาศหรือ HVAC ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานสูง TIE Smart Solutions นำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ HVAC เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยโจทย์สำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลประหยัดที่สามารถวัดได้จริง

ทั้ง 5 บริษัทจึงมีจุดร่วมสำคัญ คือการเปลี่ยนจาก “Technology-led” ไปสู่ “Problem-led”หรือจากการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีอยู่ ไปสู่การเริ่มต้นจากปัญหาของลูกค้าและออกแบบแนวทางความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

 

จาก Startup Ecosystem สู่ Business Opportunity

หนึ่งในสิ่งที่สตาร์ตอัปไทยต้องเข้าใจเมื่อเข้าสู่มาเลเซียคือ ไม่ควรมองประเทศเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมด

ข้อมูล StartupBlink 2026 ระบุว่า Ecosystem ของมาเลเซียเติบโตขึ้น 18.9% โดย Kuala Lumpur ยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ ขณะที่เมืองอื่น ๆ มีจุดแข็งแตกต่างกันไป

สำหรับสตาร์ตอัปที่ทำธุรกิจด้าน AI, Enterprise Technology และ Corporate SolutionsKuala Lumpur อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจ

ขณะที่ Penang มีความน่าสนใจสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Manufacturing, Electronics และ Industrial Technology จากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ส่วน Johor มีโอกาสสำหรับธุรกิจด้าน Logistics, Supply Chain และ Cross-border Solutions จากความเชื่อมโยงกับสิงคโปร์

การเลือก Market Entry Point จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Go-to-Market ไม่แพ้การเลือกประเทศ เพราะการมี Local Partner ที่เข้าใจทั้งอุตสาหกรรม ลูกค้า และกระบวนการตัดสินใจ สามารถช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก

Built to Deliver: เปลี่ยน Business Matching เป็น Business Problem Solving

แนวคิด “Built to Deliver” จึงถูกนำมาใช้เป็นแกนกลางของ Roundtable Session ภายใต้หัวข้อ “How Thai Innovation Is Solving Malaysia’s Energy, Health, and ESG Challenges”

รูปแบบการหารือไม่ได้มุ่งเน้นให้สตาร์ตอัปขึ้นเวทีเพื่อขายสินค้า แต่เริ่มต้นจาก Problem Current Solution Opportunity Pilot Long-term Solution

ในกรณีของ Nicha Carbon Capture คำถามสำคัญคือ องค์กรกำลังเผชิญกับอุปสรรคอะไรในการลดคาร์บอน และอะไรจะทำให้พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ไปทดลองใช้

สำหรับ Perceptra ประเด็นอยู่ที่ข้อจำกัดของระบบ Healthcare และสิ่งที่องค์กรต้องเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI-assisted Screening และ Diagnostics

ด้าน Energy Response และ TIE Smart Solutions มุ่งสำรวจว่าความไม่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานเกิดขึ้นตรงไหน และองค์กรสามารถวัดผลการประหยัดพลังงานจากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร

ขณะที่ GEPP Sa-Ard ชวนองค์กรตั้งคำถามว่า ข้อมูล ESG ที่เดิมถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับ Compliance จะสามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่ช่วยลดต้นทุน สร้างประสิทธิภาพ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้หรือไม่

การพูดคุยในรูปแบบนี้จึงเปลี่ยน Business Matching จากการ “รู้จักกัน” ไปสู่การ “หาปัญหาที่สามารถร่วมกันแก้ได้”

จาก Pilot สู่ Commercialization

บทเรียนสำคัญจากการเข้าสู่ตลาดมาเลเซียคือ Pilot ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ Commercial Relationship

การทำ Pilot ที่ดีควรตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า หากโครงการประสบความสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ใช้งาน การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ การทำสัญญาเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาโครงการร่วมกันในระยะยาว

ดังนั้น เส้นทางของการขยายธุรกิจจึงควรเป็น

Connection Conversation Pilot Commercialization Regional Expansion

การเดินทางไปมาเลเซียจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนการพบปะเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าการพบปะเหล่านั้นสามารถนำไปสู่ Pilot, Partnership, Investment หรือ Commercial Deal ได้มากน้อยเพียงใด

มาเลเซีย: ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทาง แต่เป็นสนามทดสอบการ Scale

การเดินทางของ Nicha Carbon Capture, Perceptra, Energy Response, GEPP Sa-Ard และ TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของนวัตกรรมไทยในอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ออกไปขาย แต่คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของภาคธุรกิจ

ตั้งแต่การลดคาร์บอน การเพิ่มประสิทธิภาพ Healthcare การบริหารจัดการพลังงาน การจัดการข้อมูล ESG ไปจนถึง Energy Efficiency ของอาคาร ทั้ง 5 โซลูชันต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกันคือ การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง

และเมื่อผลลัพธ์นั้นได้รับการพิสูจน์ Pilot หนึ่งโครงการก็สามารถต่อยอดเป็น Commercial Deal หนึ่งราย ก่อนขยายไปสู่ Partnership และตลาดอื่นในภูมิภาค

ดังนั้น สำหรับสตาร์ตอัปไทย มาเลเซียอาจไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับการเริ่มต้นขายสินค้า แต่เป็นสนามสำหรับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไทยสามารถ “Built to Deliver” ได้จริงในตลาดอาเซียน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยผ่านโครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ เครือข่ายนักลงทุน และพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในตลาดโลก

Shopping Basket