STARTUP THAILAND

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก:

เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์

แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ “AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สตาร์ตอัปไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามกับตนเองว่า “เราจะสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกได้จริงหรือ?”

แต่บทสนทนาบนเวทีเสวนา “AI: The Invisible Architect of Future Industry” ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชวนให้มองอนาคตในอีกมุมหนึ่ง มุมที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งการแข่งขัน หากแต่เป็นสถาปนิกที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังออกแบบอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และศักยภาพของมนุษย์ในอนาคต

การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง อ.เชน-ดร.ยศชนัน รมว.อว. และ พีพี-ดร.พัทน์ MIT Media Lab ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพยากรมากที่สุด หรือมี AI ที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้คน และสร้างนวัตกรรมที่มีรากฐานจากจุดแข็งเฉพาะตัวของประเทศ

     จาก AI Substitution สู่ Intelligence Augmentation

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนกรอบคิดจาก “AI แทนที่มนุษย์” ไปสู่ “AI เสริมศักยภาพมนุษย์”

ในขณะที่โลกกำลังพยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทั้งการเข้าใจภาษา ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้คน แต่ในทางกลับกัน หลายองค์กรกลับออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้มนุษย์ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนไม่ต่างจากเครื่องจักร

โจทย์สำคัญของนวัตกรรมในอนาคตจึงไม่ใช่การสร้าง AI ที่ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่คือการออกแบบ AI ที่ช่วยให้มนุษย์คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น Digital Twin ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถสำรวจอนาคตของตนเองผ่านการจำลองตัวตนดิจิทัล หรือ AI Watchdog ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่ลดบทบาทของมนุษย์

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเริ่มต้นจากสิ่งที่ยังไม่มีใครเข้าใจ

อีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจจาก MIT Media Lab คือเรื่องราวของการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในยุคแรก

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน แนวคิดการใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอถูกมองว่าไม่มีอนาคต หลายคนตั้งคำถามถึงความสะอาด ความแม่นยำ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

แต่ในปัจจุบัน หน้าจอสัมผัสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่ามหาศาล

บทเรียนดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญของ DeepTech ว่า งานวิจัยที่เปลี่ยนโลกจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์รายได้ในวันพรุ่งนี้ หากแต่เกิดจากการมองเห็นปัญหาและโอกาสในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย หากต้องการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที

     ทางลัดของ DeepTech ไทย ไม่ใช่การทำทุกอย่างเอง

ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปสาย DeepTech คือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นกำลังประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือเงินลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างด้วยตนเองเสมอไป

บทบาทของภาครัฐในอนาคตคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม AI เครื่องมือวิจัย หรือเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่าย ความได้เปรียบไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่มาจากความสามารถในการเชื่อมโยงทรัพยากรและสร้างความร่วมมือที่เหมาะสม

เมื่อ Soft Power กลายเป็นสนามแข่งขันของ DeepTech ไทย

     หากประเทศไทยพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจด้าน AI ในสนามเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล โอกาสในการแข่งขันอาจมีข้อจำกัด

     แต่หากนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของประเทศ โอกาสใหม่ก็จะเกิดขึ้น

     แนวคิด HT-AI (Heritage, Technology, Art and Innovation) คือภาพสะท้อนของแนวทางดังกล่าว

     ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย การสร้างประสบการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือการพัฒนา Wellness Economy ที่ผสานข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และวิถีชีวิตแบบไทย ล้วนเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

     ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งที่ยากต่อการลอกเลียนแบบกลับเป็นบริบท วัฒนธรรม และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น

อนาคตไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่คน

     ประเด็นสำคัญที่สุดจากเวทีเสวนาอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของผู้คน

     อนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่เรามี หรือจำนวนโมเดล AI ที่เราสร้างขึ้น แต่ถูกกำหนดโดยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในโลกยุคดิจิทัล

     การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลอง การวิจัย การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Change Maker รุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด AI อาจไม่ได้มาแทนที่มนุษย์

แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ค้นพบศักยภาพของตนเองได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

และสำหรับสตาร์ตอัปไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “AI จะทำอะไรได้บ้าง”

แต่คือ “เราจะใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตแบบไหนให้กับประเทศและโลกใบนี้”

อ่านบทวิเคราะห์ เจาะลึกกระแส และสรุปบรรยากาศจากงานเสวนานี้เพิ่มเติมได้ที่:

Shopping Basket