เมื่อ “ดาต้า” บีบให้ธุรกิจเปลี่ยนเกณฑ์:
ถอดรหัสกรีนสตาร์ตอัปยุคใหม่
เติบโตอย่างไรในวันที่กำไรไม่ใช่คำตอบเดียว
จากเวทีเสวนา หัวข้อ “Redefining Growth – GreenTech Startups Leading the Change” โครงการ Global Startup Hub 2026
เมื่อข้อมูลและมลพิษบีบให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดความสำเร็จ
ท่ามกลางกระแสโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของผู้คนและการขับเคลื่อนธุรกิจกำลังถูกท้าทายด้วย “ดาต้า” หรือข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงระดับบุคคลและองค์กรมากขึ้น บนเวทีเสวนาครั้งนี้ คุณรัชวุฒิ พิชญาพันธุ์ (Fixzy) ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ข้อมูลรอบตัวเราที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสุขภาพส่วนบุคคลหรือตัวเลขมลพิษอย่าง PM 2.5 ได้ลบล้างความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าการไม่รู้คือการไม่มีปัญหา เพราะเมื่อมีตัววัดค่าที่ชัดเจน ทุกคนจึงเริ่มตระหนักและอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับในโลกของธุรกิจที่ดาต้าได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณู จนทำให้การแข่งขันในปัจจุบันก้าวข้ามเพียงเรื่องเทคโนโลยีทั่วไป แต่กลายเป็นการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อควบคุมต้นทุนที่มองไม่เห็น ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในเซสชันนี้มี GreenTech Startup สัญชาติไทย 4 บริษัท มาร่วมแบ่งปันมุมมองและโซลูชันที่จับต้องได้จริง
SEMPLY เผยกลยุทธ์จับต้องไฟฟ้าที่มองไม่เห็นมาลดต้นทุนอาคารแบบเรียลไทม์
เมื่อพูดถึงต้นทุนที่ควบคุมได้ยากในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือค่าไฟฟ้าและเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างเครื่องจักรชำรุด สตาร์ตอัปแต่ละรายจึงนำเสนอทางออกที่แตกต่างกันไปตามความเชี่ยวชาญ คุณวิชิต พลสูงเนิน จาก SEMPLY ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานและระบบอาคารอัตโนมัติ โดยรวบรวมระบบโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ อีวีชาร์จเจอร์ และเครื่องจักรต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในหน้าจอเดียว เพื่อแปลงค่าไฟฟ้าที่เคยเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ให้เห็นภาพชัดเจนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องรอเห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนแล้วค่อยตระหนกตกใจ แต่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันที เช่น เคสของลูกค้ารายหนึ่งที่พบว่าค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติในช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นของทุกวัน เมื่อระบบนำข้อมูลมารวมกันจึงทำให้ค้นพบว่า เป็นช่วงที่แสงแดดเริ่มหมด ส่งผลให้โซล่าเซลล์ผลิตไฟได้น้อยลง ขณะที่มีเครื่องจักรตัวหนึ่งกำลังทำงานหนักอยู่พอดี การเห็นข้อมูลนี้จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Merlinium สกัดความเสียหายล่วงหน้าด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะรู้ก่อนพัง
ในมิติของความเสียหายเชิงกายภาพ คุณนฤชา อมรดิษฐ์ จาก Merlinium ได้นำเสนอเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำและการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance เพื่อเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วก่อนที่ความเสียหายขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น โดยย้อนกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการพัฒนาโมดูลอัจฉริยะให้เซ็นเซอร์หน้างานประมวลผลได้รวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอเก็บดาต้ายาวนานถึงหกเดือนจนเครื่องจักรพังไปเสียก่อน การประมวลผลที่ฉับไวนี้ช่วยร่นระยะเวลาเรียนรู้พฤติกรรมของเครื่องจักร ส่งข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เปลืองค่าดาต้า และทำให้เจ้าของโรงงานรับรู้ล่วงหน้าว่าอุปกรณ์ชิ้นใดกำลังเหนื่อยหรือเริ่มฝืด เพื่อวางแผนซ่อมบำรุงในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่สายการผลิตจะหยุดชักงักแล้ว ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพอีกด้วย
GEPP Sa-Ard พลิกโฉมข้อมูลขยะรายชั้นสู่นโยบายบริหารองค์กรที่ใช้งานได้จริง
นอกเหนือจากเรื่องพลังงานและเครื่องจักรแล้ว “ขยะ” ก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนแฝงในด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกบังคับด้วยเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในกลุ่มสโคปสาม (Scope 3) ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน คุณโดม บุญญานุรักษ์ จาก GEPP Sa-Ard (เก็บสะอาด) อธิบายว่า ระบบดาต้าที่ดีคือระบบที่ได้นำไปใช้งานจริง ทางบริษัทจึงพัฒนาฮาร์ดแวร์ไอโอทีอย่างตาชั่งขยะและซอฟต์แวร์บันทึกข้อมูลที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์คนหน้างาน โดยเข้าไปช่วยให้อาคารสำนักงานสามารถแทร็กข้อมูลขยะได้ละเอียดเป็นรายชั้น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายที่ตรงจุด เช่น ในกรณีตึกสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่สามารถตรวจสอบจนพบว่าโซนครัวอาหารสร้างขยะมากที่สุดและไม่มีการแยกขยะ เนื่องจากข้อจำกัดในสัญญาเดิม นำไปสู่การปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ให้เวนเดอร์รับผิดชอบขยะของตนเอง ช่วยลดต้นทุนค่าจัดการขยะของอาคารที่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าได้อย่างเป็นธรรม ทั้งยังเปลี่ยนกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เป็นเพียงครั้งคราวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโอเปอเรชันในชีวิตประจำวัน
NICHA CCUS เปลี่ยนมุมมองคาร์บอนจากรายจ่ายให้กลายเป็นรายรับหมุนเวียน
ขณะเดียวกัน ทางด้านคาร์บอน ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย คุณปกรณ์ อินต๊ะเทพ จาก NICHA CCUS กลับนำเสนอแง่มุมที่พลิกผันว่า คาร์บอนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้มหาศาล ผ่านเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากปล่องไอเสียอุตสาหกรรมแล้วเปลี่ยนให้เป็นสารละลายคาร์บอเนตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การนำไปจัดเก็บในดินเพื่อประพรมดิน บำบัดน้ำเสีย หรือผลิตคอนกรีตคาร์บอนต่ำ ซึ่งกระบวนการจัดการที่ไซส์งานโดยตรงนี้ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันทางบริษัทกำลังศึกษาการฟื้นฟูทะเลร่วมกับกลุ่ม ปตท. ด้วยกระบวนการเพิ่มความเป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในมหาสมุทร ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาในรูปแบบของคาร์บอนเครดิตราคาสูง เป็นการเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง
เจาะลึกกลยุทธ์ “Data & AI” ของสตาร์ตอัปยุคใหม่ กับคำถามแทงใจดำเรื่องความแม่นยำ
เมื่อคุณรัชวุฒิ ยิงคำถามสำคัญ อย่างเวลาลูกค้าถามว่า AI หรือ IoT ของคุณแม่นยำแค่ไหน และต้องใช้เวลารอเก็บข้อมูลนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มเห็นผล สตาร์ตอัปส่วนใหญ่มักจะอึกอักและตอบได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับ GreenTech Startup ทั้ง 4 บริษัทนี้ พวกเขาเตรียมเทคนิคการจัดการดาต้ามาอย่างเหนือชั้นเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ
จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าธุรกิจไทย “ไม่สนโลก ไม่สนดาต้า” ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
เพื่อจำลองภาพให้เห็นเด่นชัด คุณรัชวุฒิ ได้ตั้งคำถามในมุมของธุรกิจบริการทั่วไป เช่น ธุรกิจรับซ่อมแซมบ้าน ว่าหากในอนาคตเขายังคงเลือกที่จะไม่สนใจเรื่องคาร์บอน ไม่แยกขยะ ไม่ติดเซ็นเซอร์อัจฉริยะ โดยเชื่อมั่นเพียงแค่ว่าตนเองมีฝีมือและบริการที่ดีอย่างเดียวจะอยู่รอดไหม คำตอบที่ได้รับจากเหล่าสตาร์ตอัปบนเวที สะท้อนภาพอนาคตอันน่ากลัวที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญหากยังไม่ยอมปรับตัว
ทางรอดและ Quick Win ของธุรกิจไทยท่ามกลางสมรภูมิความยั่งยืนที่เลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองไปในอนาคตอันใกล้ หากธุรกิจใดยังเลือกที่จะนิ่งเฉย แรงกดดันจากคู่ค้าและมาตรการสากลจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจอย่างรุนแรง ยิ่งในตลาดยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเก่า โจทย์การทำ ESG จึงยากขึ้นและต้องการทางเลือกที่คุ้มค่า เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและเซ็นเซอร์อัจฉริยะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระจายตัวเข้าสู่ทุกภาคส่วน ซึ่งคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่ต้องการทางลัดในการเริ่มต้น หรือ Quick Win คือการมอนิเตอร์และจัดการเรื่องพลังงานเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งที่เห็นผลลัพธ์สะท้อนกลับมาในบิลค่าใช้จ่ายชัดเจนที่สุดตั้งแต่เดือนแรก
บทสรุปและ Key Takeaway ที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก
การเติบโตในมิติใหม่ของโลกธุรกิจยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำดาต้ามาบริหารจัดการต้นทุนควบคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างชาญฉลาด บทเรียนสำคัญจากเวทีนี้คือข้อคิดที่ว่าทุกธุรกิจต่างเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งกันและกัน
การเตรียมความพร้อมและเริ่มศึกษาข้อกำหนดด้าน ESG ตั้งแต่วันนี้ ในขณะที่ยังไม่ถูกกฎหมายบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบ ค้นพบแนวทางลดรายจ่าย หรือแม้กระทั่งสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ ๆ ได้ก่อนคนอื่น หากผู้ประกอบการไทยร่วมมือกันปรับตัวโดยใช้พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นผลไวที่สุด เป้าหมายสูงสุดอย่างการพาประเทศไทยไปสู่ Net Zero ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความยั่งยืนนี้เองที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต