IPT2026-002 Global Startup Hub 2026

29 สตาร์ตอัปไทย สู่โอกาสธุรกิจในตลาดโลก จาก Scale Up to Global 2026

การสร้างสตาร์ตอัปศักยภาพสูงในประเทศไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถก้าวออกจากตลาดไทย ไปแข่งขัน สร้างรายได้ และเติบโตในตลาดโลกได้จริง

นี่คือแนวคิดสำคัญของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการขับเคลื่อนโครงการ Scale Up to Global 2026 ซึ่งมองการขยายตลาดต่างประเทศมากกว่าการพาสตาร์ตอัปไปออกงานหรือพบปะคู่ค้า แต่เป็นกระบวนการสร้างความพร้อมตั้งแต่การเข้าใจตลาด การค้นหาพันธมิตร การตรวจสอบความต้องการของลูกค้า การทดลองใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาโครงการร่วม การลงทุน และการวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

ตลอดโครงการ มีสตาร์ตอัปไทย 29 บริษัท เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ AI และข้อมูลดิจิทัล สุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม อาหาร เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน

แม้แต่ละบริษัทจะมีเทคโนโลยีและโจทย์ทางธุรกิจแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือการนำความสามารถที่พัฒนาจากประเทศไทยไปตอบโจทย์ของตลาดและอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

เมื่อ AI และดิจิทัลเปลี่ยนจาก “เทคโนโลยี” สู่โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

หนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว คือสตาร์ตอัปด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เนื่องจากโซลูชันจำนวนมากสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรในหลายประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

BOTNOI พัฒนาแพลตฟอร์ม Enterprise AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้า การขาย และการดำเนินงานขององค์กร ครอบคลุมทั้ง Voicebot, Chatbot, Digital Human และ AI Knowledge/RAG รองรับหลายภาษาและเชื่อมต่อกับระบบองค์กร ขณะที่ Guardian AIพัฒนา AI CoWorker ที่สามารถเข้าใจเป้าหมาย เชื่อมโยงข้อมูล และทำงานหลายขั้นตอนร่วมกับระบบขององค์กร ตั้งแต่งานขาย บริการลูกค้า บัญชี การตลาด ไปจนถึงงานปฏิบัติการ

ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล Wang Data Market ให้บริการจัดเก็บและทำ Data Labeling สำหรับเทคโนโลยีระดับลึก พร้อมพัฒนาโมเดล Data-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และระบบเมืองอัจฉริยะ โดยมีทิศทางขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออก

ขณะที่ Wisesight นำข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์มาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ได้

ในด้านการตลาดดิจิทัล PRIMO พัฒนาระบบ Loyalty CRM และโซลูชันทางการตลาดที่ใช้AI ช่วยให้แบรนด์บริหารข้อมูลลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ส่วน SABLE พัฒนา Agentic AI Marketing Cloud และ CDP ที่รวมข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง วิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ และสร้างการสื่อสารแบบอัตโนมัติ

อีกหนึ่งโซลูชันด้านข้อมูลลูกค้าคือ PAM Real CDP ซึ่งรวมข้อมูลจากหลายจุดสัมผัสเข้าสู่มุมมองลูกค้าเดียว เพื่อทำ Customer Segmentation, Personalized Journeys, Marketing Automation และ Omnichannel Engagement

ด้านค้าปลีก AIYA นำ AI และระบบตรวจจับตำแหน่งลูกค้ามาใช้กับพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมข้อมูลผู้ที่อยู่ในพื้นที่เข้ากับโปรโมชั่น ระบบขาย และ CRM เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากหน้าร้านให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่วัดผลได้

ส่วน VIA GROUP หรือ ViaBus พัฒนาแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะด้วย AI แบบเรียลไทม์ ทั้งสำหรับผู้โดยสารและผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านคนใน 4 ประเทศ พร้อมระบบจอข้อมูลการเดินทางและระบบบริหารจัดการการขนส่งสำหรับองค์กร

ในกลุ่มโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ HORGA หรือ Horganice พัฒนาระบบบริหารจัดการหอพัก ตลาดนัด และพื้นที่ให้เช่า ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสถานะการเช่า การออกบิล เอกสารทางบัญชี ไปจนถึงการจัดทำรายงาน ช่วยให้การบริหารอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีเป้าหมายขยายโซลูชันไปยังตลาดต่างประเทศ

ขณะที่ PRAIN FINTECH หรือ ChillPay พัฒนาแพลตฟอร์มด้านการชำระเงินดิจิทัลและPayment Gateway ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนอีกมิติของเทคโนโลยีไทยที่สามารถขยายไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าข้ามพรมแดน

ภาพรวมของกลุ่มนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของ AI แต่แสดงให้เห็นการขยับของเทคโนโลยีดิจิทัลไทยจากเครื่องมือเฉพาะด้าน ไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศ

HealthTech จากการรักษา สู่การดูแลสุขภาพข้ามพรมแดน

HealthTech เป็นอีกกลุ่มที่มีโอกาสขยายตลาด เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญโจทย์ร่วมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง และความต้องการลดภาระของระบบสาธารณสุข

PERCEPTRA พัฒนา Inspectra AI แพลตฟอร์มวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกด้วยภาพมากกว่า 3 ล้านภาพ ครอบคลุมภาพเอกซเรย์ปอด เต้านม สมอง และจอประสาทตา พร้อมเชื่อมต่อกับระบบโรงพยาบาลเดิม และมีทิศทางขยายตลาดในภูมิภาค

PRECISION DIETZ หรือ Dietz.asia พัฒนา Telemedicine และระบบติดตามผู้ป่วยระยะไกลที่ใช้ AI เชื่อมโยงโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบ AI และระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เพื่อรองรับการใช้งานในระบบสาธารณสุขและตลาดอาเซียน

ด้านการดูแลผู้สูงอายุ TECH CARE SYSTEM พัฒนาไม้เท้าอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจจับการล้ม มีปุ่ม SOS รวมถึง GPS และ GSM โดยออกแบบและผลิตทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยทีมไทย

ขณะที่ SATI พัฒนา AI สำหรับโรงพยาบาล ช่วยสรุปเวชระเบียน เข้ารหัส ICD และตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งเบิก เพื่อลดภาระของบุคลากรและลดปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาที่ไม่ครบถ้วน โดยมีเป้าหมายขยายสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

RAVIS TECHNOLOGY พัฒนาระบบจัดการเอกสารคุณภาพและคลังความรู้สำหรับโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง อาหาร และยา โดยรวมกระบวนการ สูตร และมาตรฐานการทำงานไว้ในระบบเดียว และมีทิศทางขยายสู่ประเทศในภูมิภาค

ส่วน HEAL AND SOUL TECHNOLOGY ผสานการวิเคราะห์คลื่นสมอง EEG แบบเรียลไทม์กับ VR เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพจิตและระบบประสาทที่สามารถวัดผลได้ ปัจจุบันผ่านการพิสูจน์ในโรงพยาบาล และกำลังขยายการใช้งานไปสู่โรงแรม ศูนย์สุขภาพ และโปรแกรมสุขภาพพนักงานในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกหนึ่งบริษัทที่ช่วยขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพคือ ARINCARE ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Pharmacy เชื่อมเภสัชกร บริษัทยา และระบบขนส่ง พร้อมบริการ Telepharmacy สำหรับให้คำปรึกษาผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า HealthTech ไทยกำลังขยายขอบเขตจากอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีเพื่อการรักษา ไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงการวินิจฉัย การติดตามผู้ป่วย การบริหารโรงพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และการเข้าถึงยา

ClimateTech และ EnergyTech เมื่อโจทย์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นตลาดโลก

ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ร่วมของหลายประเทศ ทำให้เทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย หรือบริหารจัดการคาร์บอน มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกได้จากความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

NICHA CARBON CAPTURE พัฒนาเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จาก CO₂ จากภาคอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนเป็นสารละลายคาร์บอเนตสำหรับบำบัดน้ำเสีย วัสดุก่อสร้าง การฟื้นฟูดิน และการกักเก็บคาร์บอนแบบถาวร พร้อมเป้าหมายขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

GEPP SA-ARD ใช้ IoT และระบบชั่งน้ำหนักอัจฉริยะเพื่อเก็บข้อมูลขยะและวัสดุรีไซเคิลแบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม GEPP เพื่อคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและจัดทำรายงาน ESG และ EPR

ด้านการจัดการพลังงาน TIE SMART SOLUTIONS พัฒนา T-CON แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับเชื่อมต่อ วิเคราะห์ และควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบน้ำเย็น และการใช้พลังงานในอาคาร โรงงาน และโรงไฟฟ้า พร้อมระบบติดตามและตรวจวัดผลการประหยัดพลังงาน

ENERGY RESPONSE พัฒนา BODA Platform ที่นำข้อมูลพลังงานและข้อมูลอาคารที่กระจัดกระจายมาวิเคราะห์ด้วย AI และเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการ เพื่อเปลี่ยนการบริหารพลังงานจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การคาดการณ์ล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ผลิตภาพ และความปลอดภัย

ขณะที่ VEKIN ใช้ AI และบล็อกเชนเพื่อเปลี่ยนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้วางแผนลดการปล่อยได้จริง เชื่อมโยงความต้องการด้านความยั่งยืนเข้ากับการบริหารจัดการในระดับอุตสาหกรรม

ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ALIVE LOOP พัฒนา FOILYMER™ ซึ่งเปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากให้เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนสำหรับพาเลท บรรจุภัณฑ์ขนส่ง และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

ส่วน RIFFAI นำดาวเทียมและ AI มาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมระบบควบคุมและบริหารงานจากระยะไกลสำหรับภาคพลังงาน สิ่งแวดล้อม และภารกิจที่ต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ClimateTech และ EnergyTech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงกับต้นทุน ประสิทธิภาพ ความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

DeepTech ที่สร้างตลาดใหม่จากเทคโนโลยีเฉพาะทาง

ความน่าสนใจอีกด้านของสตาร์ตอัปไทยคือเทคโนโลยีที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย

MUI ROBOTICS พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรสามารถรับรู้และวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติ โดยผสานเซนเซอร์ ฮาร์ดแวร์ และ AI เพื่อเปลี่ยนข้อมูลทางเคมีให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม และการแพทย์

การขยายตลาดของ DeepTech จึงไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “จะนำสินค้าไปขายที่ไหน” แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาเฉพาะด้านใดในตลาดโลก และใครคือพันธมิตรที่สามารถช่วยนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้งานจริง

FoodTech จากนวัตกรรมอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ในกลุ่ม FoodTech นวัตกรรมกำลังเชื่อมโยงอาหารเข้ากับสุขภาพ โภชนาการ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

INNOPHYTOTECH หรือ SweetRevolution พัฒนาเทคโนโลยีเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในวัตถุดิบธรรมชาติให้เป็นพรีไบโอติก FOS ช่วยลดน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มโดยยังคงรสชาติ กลิ่น สี และคุณลักษณะของวัตถุดิบเดิม

VTK INNO GROUP หรือ Haruna พัฒนาพรีไบโอติก RS3 จากธรรมชาติ เพื่อช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และลดอาการท้องผูก โดยมีผลงานวิจัยทางคลินิกรองรับ

ส่วน NERAMIT FOODTECH หรือ Whale Rice พัฒนา “ข้าวที่ไม่ใช่ข้าว” จากโปรตีนปลาและไฟเบอร์จากสาหร่าย ให้มีลักษณะและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงข้าว แต่มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างออกไป

ทั้งสามบริษัทสะท้อนโอกาสของ FoodTech ไทยในการเชื่อมโยงกับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่แข่งขันด้วยเทคโนโลยี วัตถุดิบ งานวิจัย และความสามารถในการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

29 บริษัท กับเส้นทางสู่ตลาดโลกที่แตกต่างกัน

เมื่อมองสตาร์ตอัปทั้ง 29 บริษัทพร้อมกัน จะเห็นชัดว่าเส้นทางสู่ตลาดโลกไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว

สตาร์ตอัปบางกลุ่มสามารถขยายผ่านซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม เช่น BOTNOI, Guardian AI, PRIMO, SABLE, PAM Real CDP, Wisesight, AIYA, Horganice และ ChillPay ซึ่งสามารถนำโซลูชันไปปรับใช้กับลูกค้าในประเทศใหม่ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ ระบบกฎหมาย และรูปแบบธุรกิจของตลาดปลายทาง

บางบริษัทต้องอาศัยพันธมิตรและระบบนิเวศในประเทศเป้าหมาย เช่น VIA GROUP, PERCEPTRA, Dietz.asia, SATI และ ARINCARE เพราะการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงต้องเชื่อมโยงกับโรงพยาบาล ผู้ให้บริการขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ

ขณะที่ NICHA CARBON CAPTURE, VEKIN, TIE SMART, ENERGY RESPONSE, GEPP และ ALIVE LOOP ต้องพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพทางเทคนิค ความคุ้มค่าทางธุรกิจ และความเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดปลายทาง

ส่วน MUI ROBOTICS, SweetRevolution, Haruna และ Whale Rice สะท้อนเส้นทางของเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต้องอาศัยทั้งการพิสูจน์เทคโนโลยี งานวิจัย มาตรฐาน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การพาสตาร์ตอัปออกไปต่างประเทศไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกบริษัทได้ แต่ต้องออกแบบเส้นทางให้สอดคล้องกับความพร้อมของเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และลักษณะของตลาดเป้าหมาย

Business Matching ไม่ใช่แค่การพบกัน แต่คือการทดสอบตลาด

ด้วยเหตุนี้ Business Matching จึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างจำนวนการพบปะ

การพูดคุยกับ Corporate นักลงทุน หรือพันธมิตรในต่างประเทศ เป็นโอกาสให้สตาร์ตอัปตรวจสอบว่าโจทย์ที่กำลังแก้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ลูกค้ายินดีจ่ายหรือไม่ เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้หรือไม่ และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การทดลองใช้ การทำโครงการร่วม หรือการซื้อขายเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่

สำหรับสตาร์ตอัปบางราย ผลลัพธ์อาจเป็นการได้ลูกค้าใหม่ ขณะที่บางรายอาจนำไปสู่ PoCหรือ Pilot บางรายอาจพัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ การลงทุน หรือการจัดตั้งบริษัทในประเทศเป้าหมาย

ดังนั้น คุณค่าของ Business Matching จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการพบกัน

จาก Scale Up to Global สู่ Business Impact

ตลอดการขับเคลื่อน Scale Up to Global 2026 NIA ทำหน้าที่เชื่อมต่อสตาร์ตอัปไทยกับตลาดต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงหน่วยงานและเครือข่ายสำคัญ อาทิ HKSTP, Cyberport, InvestHK, HKTDC, JETRO, Startup City Fukuoka, Leave a Nest, Ibaraki Prefecture และ e27 ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ

ผลลัพธ์จึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่เริ่มเห็นการขยับจาก Activity ไปสู่ Business Impact

มีสตาร์ตอัปไทยมากกว่า 30 บริษัทได้รับโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ เกิด Business Matching มากกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ตอัปมากกว่า 8 บริษัทที่เริ่มจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ

โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ เป็นสัญญาณที่สะท้อนมากกว่าการไปสำรวจตลาด เพราะหมายถึงการตัดสินใจที่จะลงทุนทรัพยากร สร้างทีม และวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดนั้นอย่างจริงจัง

เส้นทางของสตาร์ตอัปไทยจึงกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางออกไปพบตลาด ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและทดสอบความต้องการของลูกค้า ก่อนต่อยอดสู่การทดลองใช้จริง การพัฒนาโครงการร่วม และการทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

Business Matching จึงไม่ได้จบลงที่การพบปะ แต่สามารถพัฒนาไปสู่ความร่วมมือและข้อตกลงทางธุรกิจ การนำเสนอธุรกิจไม่ได้มุ่งเพียงสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสด้านการลงทุน ขณะที่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้หยุดอยู่ที่การทดลองตลาดระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่การขยายธุรกิจและสร้างฐานการดำเนินงานในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ NIA เป้าหมายของ Scale Up to Global จึงไม่ใช่เพียงการทำให้สตาร์ตอัปไทย “ออกไปต่างประเทศ” แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้เทคโนโลยีไทยค้นหาตลาดที่เหมาะสม พบพันธมิตรที่ใช่ พิสูจน์การใช้งานจริง และเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง

เพราะการไปตลาดโลกไม่ได้จบลงเมื่อสตาร์ตอัปเดินทางกลับประเทศไทย หากแต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการที่ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อในตลาดนั้นได้ด้วยตัวเอง มีลูกค้า มีรายได้ มีพันธมิตร และมีโอกาสขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสตาร์ตอัประดับโลกไม่ได้หมายถึงเพียงการพาธุรกิจไทยออกไปให้โลกได้รู้จัก แต่คือการสร้างธุรกิจที่สามารถยืนอยู่ในตลาดโลกได้จริง และเติบโตจากตลาดโลกกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

Shopping Basket