Global Startup Hub 2026 จาก 30 สตาร์ตอัป สู่ 60+ Matching และ 6 PoC เมื่อการเติบโตต้องพิสูจน์ได้ในตลาดจริง
สำหรับสตาร์ตอัป การมีเทคโนโลยีที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นจะเติบโตได้ทันที เพราะโจทย์สำคัญที่ตามมาคือ ใครคือลูกค้า ปัญหาที่กำลังแก้คืออะไร และตลาดพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้จริงหรือไม่
นี่คือโจทย์ที่ Startup Thailand 2026: Global Startup Hub โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญ โดยนำ 30 สตาร์ตอัปจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาที่ไม่ได้มองเพียงเรื่อง Technology แต่ให้ความสำคัญกับ เป้าหมายการเติบโต การเข้าถึงตลาด และการทดสอบโอกาสทางธุรกิจ
สิ่งที่น่าสนใจของโครงการในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวน 30 บริษัท แต่คือการพยายามตอบคำถามว่า เมื่อสตาร์ตอัปมีเทคโนโลยีแล้ว จะพาเทคโนโลยีนั้นไปเจอตลาดและเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร
เริ่มต้นด้วย OKR เพื่อให้การเติบโตมี “เป้าหมาย” ไม่ใช่เพียง “กิจกรรม”
ก่อนที่จะไปพบลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ สตาร์ตอัปจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองต้องการเติบโตไปในทิศทางใด
Global Startup Hub จึงนำ OKR (Objectives and Key Results) มาใช้ตั้งแต่ช่วงต้นของโครงการ ผ่าน OKR Workshop เพื่อให้แต่ละบริษัทกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้
ประเด็นสำคัญคือ OKR ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อกำหนดตัวเลข แต่ช่วยให้สตาร์ตอัปมองเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คืออะไร และกิจกรรมแต่ละขั้นจะช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างไร
บางบริษัทอาจต้องการลูกค้าองค์กรรายแรก บางบริษัทต้องการขยายตลาด บางบริษัทต้องการ Partner เพื่อพัฒนา PoC ขณะที่บางบริษัทอาจต้องการ Investor หรือพันธมิตรที่จะช่วยให้สามารถ Scale ได้เร็วขึ้น
เมื่อเป้าหมายแตกต่างกัน การเข้าสู่ Business Matching จึงไม่ใช่การพาสตาร์ตอัปไปพบองค์กรจำนวนมากที่สุด แต่คือการ หาคู่ที่ตรงกับโจทย์การเติบโตของแต่ละบริษัท
นี่ทำให้ OKR กลายเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เพราะช่วยให้การ Mentoring, Business Matching และ PoC ในขั้นต่อไปมีทิศทางเดียวกัน และทำให้สตาร์ตอัปเห็นภาพว่าการเข้าร่วมโครงการจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร
30 สตาร์ตอัป กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้าไปตอบโจทย์ธุรกิจจริง
จากทั้ง 30 บริษัทที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แยกออกจากภาคธุรกิจ แต่กำลังเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การผลิต การค้าปลีก การก่อสร้าง การบริหารอาคาร การจัดการพลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการเดินทางและบริการสำหรับผู้บริโภค
กลุ่ม AI & IoT กำลังขยับจากการเป็นเครื่องมือทดลอง ไปสู่การใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น
Dynamic Intelligence Asia (DIA) พัฒนา DUSCAP เพื่อช่วยทีมที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Coding สร้าง Application สำหรับงานในภาคการผลิตและค้าปลีก ขณะที่ SIONIC AI พัฒนา STORM Platform สำหรับองค์กรที่ต้องการออกแบบและบริหาร Generative AI Agents จากข้อมูลภายในของตัวเอง
ขณะที่ PIASPACE นำ Vision-Language Model มาใช้กับ CCTV เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติแบบ Real-time ส่วน BOT AND LIFE นำ AI มาใช้สร้าง Avatar และ Voice สำหรับการสื่อสารขององค์กร
ในด้าน Operations THAICLOUD PAC หรือ Packiko ใช้ AI ช่วยจัดการ Order และ Fulfillment ส่วน FLO AINO เชื่อม AIoT และ Physical AI เข้ากับ Learning Platform ขณะที่ The MagicWand AI ใช้ AI ช่วยบริหารโฆษณาดิจิทัลตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการติดตามผล
ส่วน REEZLIVE นำ AI ไปใช้กับระบบ Live Streaming และ Real-time Beauty Enhancement ขณะที่ PRIMO WORLD ใช้ AI Assistant สนับสนุน CRM และ Marketing Automation
อีกสองบริษัทคือ DAY ONE TECH หรือ Scamtify ที่นำ Data Intelligence มาใช้กับ CrimeTech และ UPSIGHT ที่ใช้ Multimodal AI วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพหน้างานก่อสร้างและเชื่อมต่อกับ BIM
เมื่อมองทุกบริษัทพร้อมกัน จุดที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ AI กำลังถูกออกแบบให้เข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม
นี่เป็นโจทย์สำคัญของการนำ AI ไปใช้ในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมกับข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงานที่มีอยู่จริง
ส่วนกลุ่ม IoT แสดงให้เห็นอีกด้านของการนำ Technology ไปใช้ในภาคธุรกิจ อย่าง MERLINIUM ใช้ Sensor และ AI ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรในอาคารและโรงงาน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนบำรุงรักษาก่อนเกิดปัญหา ขณะที่ YINGYONG SMART BIZ หรือ Tiger Cashbox เชื่อม Smart Deposit Machine เข้ากับ SaaS เพื่อช่วยบริหารจัดการเงินสด สะท้อนว่า IoT ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการเก็บข้อมูล แต่ต้องตอบต่อให้ได้ว่า ข้อมูลนั้นช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นอย่างไร
นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะทาง เช่น PetTech โดย DEEMMI PETหรือ Pettagu ซึ่งพัฒนา Platform สำหรับจัดการข้อมูลตัวตนและสุขภาพสัตว์เลี้ยงผ่านNFC/QR Smart Tag พร้อม Application และ AI สำหรับช่วยประเมินอาการเบื้องต้น
Climate Tech กำลังเปลี่ยนโจทย์จาก “ลดผลกระทบ” สู่ “ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ”
อีกกลุ่มที่โดดเด่นคือ Climate Tech, Sustainability และ Agri-climate ซึ่งมีความหลากหลายตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง การจัดการอาหารและขยะ ไปจนถึง Carbon Capture และการเกษตร
P&P Partners หรือ VIDENVAREN+ พัฒนาวัสดุฉนวนที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดการใช้พลังงาน ขณะที่ LightBlue Environmental Consulting ใช้ FIT Tech ติดตาม Food Waste เพื่อให้ธุรกิจอาหารและโรงแรมสามารถมองเห็นปริมาณของเสียและนำข้อมูลไปลดต้นทุนได้
GEPP SA-ARD นำ IoT มาช่วยจัดการขยะและข้อมูล ESG รวมถึง Carbon Scope 3 ขณะที่ CHALUPAS&CO. พัฒนาวัสดุทางเลือกจากเศษวัสดุการเกษตร และ ALIVE LOOP นำพลาสติกหลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากกลับมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุตสาหกรรม
ในภาคอาคาร ALTOTECH GLOBAL ใช้ข้อมูลเพื่อบริหารระบบระบายอากาศและน้ำให้ใช้พลังงานน้อยลง ส่วน EKOBLOK พัฒนาบล็อกก่อสร้างจากแกลบที่ผ่านการ Upcycleพร้อมเพิ่มคุณสมบัติด้านการกันความร้อนและเสียง
ขณะเดียวกัน KYN PARTNERS พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุความสดของดอกไม้NICHA CCUS พัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture สำหรับภาคอุตสาหกรรม TONSON MORTAR นำ Industrial Waste มาพัฒนาวัสดุ Self-Leveling และ LOCOL พัฒนาสารเสริมอาหารสัตว์จากสารสกัดเปลือกโกโก้ที่มุ่งช่วยลด Methane Emission และเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์
ส่วน SIAM INNOVATE SOLUTIONS พัฒนา Air Flow Block ที่ใช้หลักการ Convection เพื่อช่วยลดความร้อนและการใช้พลังงานในอาคาร
เมื่อดูภาพรวมจะเห็นว่า Sustainability ในวันนี้ไม่ได้ถูกวางแยกออกจากเรื่องธุรกิจ แต่กำลังถูกนำมาเชื่อมกับ ต้นทุน ประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากร และข้อกำหนดใหม่ของตลาด
นี่ทำให้ Climate Tech มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ขององค์กรได้มากขึ้น เพราะโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจ
Energy และ Mobility: เทคโนโลยีที่กำลังสร้างระบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรม
ด้าน Energy Tech ที่สะท้อนโจทย์คนละด้านของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
COSMOS LAB พัฒนา Aqueous Zinc-Metal Battery สำหรับการกักเก็บพลังงาน ขณะที่ ESSCO CORPORATION พัฒนา SEMPLY Platform ที่เชื่อมระบบบริหารพลังงานและการควบคุมอาคาร/โรงงาน โดยสามารถบริหาร Solar PV, BESS, EV Charger และ HVAC ได้
สิ่งที่เห็นคือ Energy Tech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างแหล่งพลังงานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถ จัดเก็บ บริหาร และใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะที่ EV & Mobility มี Qres Group ซึ่งพัฒนา Engineering-as-a-Service และ R&D สำหรับชิ้นส่วน EV, Robotics และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และ Venture Lab หรือ ThaiGo ซึ่งพัฒนา Day Pass Platform สำหรับบริการด้านการเดินทางและ Mobility
แม้จะอยู่คนละส่วนของตลาด แต่ทั้งสองบริษัทสะท้อนภาพเดียวกันว่า Mobility กำลังขยายออกจากเรื่อง “ยานพาหนะ” ไปสู่ทั้ง Engineering, Technology และ Digital Services
การมีเทคโนโลยีที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การนำไปทดสอบกับตลาดจริงคือบทพิสูจน์ที่แท้จริง
เมื่อสตาร์ตอัปมี Technology และกำหนดเป้าหมายการเติบโตผ่าน OKR แล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยีไปทดสอบกับตลาดจริง โดย Business Matching มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสตาร์ตอัปเข้ากับองค์กรและพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้แต่ละบริษัทได้เห็นว่าเทคโนโลยีของตนสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ของปัญหาที่ต้องการแก้ ความพร้อมในการนำไปทดลองใช้ การปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับระบบขององค์กร ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือในระยะต่อไป ดังนั้น Matching ที่ดีจึงไม่ได้วัดจากจำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำไปสู่บทสนทนาและโอกาสที่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดย Global Startup Hub 2026 มีการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 60 ครั้ง กับองค์กรและพันธมิตร อาทิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, TPG (Tripetch), Central Retail, PTT, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), PTG Energy, MAX Venture, Thai Oil, Kubota และ AIS สำหรับ 30 สตาร์ตอัปในโครงการ การจับคู่เหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเทคโนโลยีออกจากพื้นที่การพัฒนา ไปพบกับความต้องการ ข้อจำกัด และรูปแบบการทำงานของลูกค้าจริง ก่อนพัฒนาไปสู่ขั้นตอน PoC ซึ่งในโครงการเกิดขึ้นร่วมกับองค์กรกว่า 6 บริษัท เพื่อทดสอบว่าเทคโนโลยีสามารถทำงานได้จริงภายใต้บริบทขององค์กร ทั้งระบบ ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่ หากผลการทดลองเป็นไปได้ดี ความร่วมมือก็สามารถต่อยอดไปสู่การซื้อขาย การทำสัญญา การร่วมพัฒนา หรือการขยายไปยังหน่วยงานอื่นได้
เมื่อมองทั้ง 30 สตาร์ตอัป จะเห็นความหลากหลายของ Technology ตั้งแต่ AI, IoT, วัสดุและเทคโนโลยีด้าน Climate Tech, Carbon Capture, Energy Tech, Battery ไปจนถึง EV และMobility แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกบริษัทเข้าด้วยกันคือความพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาด และสามารถนำไปใช้จริงได้มากเพียงใด นี่จึงเป็นเหตุผลที่การกำหนด OKR ตั้งแต่ต้นโครงการมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แต่ละสตาร์ตอัปมีเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจน และสามารถใช้เป้าหมายนั้นเป็นทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยี การหาพันธมิตร การเข้าถึงลูกค้า และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ Business Matching ทำหน้าที่นำเป้าหมายดังกล่าวไปทดสอบกับตลาด และ PoC ช่วยยืนยันความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง ก่อนที่แต่ละบริษัทจะนำผลลัพธ์ไปต่อยอดเป็นลูกค้า รายได้ การลงทุน พันธมิตร หรือการขยายตลาด ดังนั้น Global Startup Hub 2026 จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสร้าง Technology ที่ดี แต่ให้ความสำคัญกับการพาสตาร์ตอัปจาก “คำตอบทางเทคโนโลยี” ไปสู่ “โจทย์ที่ตลาดต้องการ” ผ่านกระบวนการตั้งเป้าหมาย พบพันธมิตร ทดลองใช้ และต่อยอดทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุด Matching คือจุดเริ่มต้นของโอกาส PoC คือการทดสอบความเป็นไปได้ และ Commercialization คือการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง