OKRs สำหรับ Founder:
เครื่องมือจัดทีมให้พร้อม
ก่อนบุกตลาดและเร่งการเติบโต
ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงคราม หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเติบโตของสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การดำเนินธุรกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่การเข้ามาของ AI ก็ยิ่งเร่งให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น กลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ที่ผลักดันให้สตาร์ตอัปต้องปรับตัวให้เร็ว และสร้างความได้เปรียบเพื่อความอยู่รอด
ในบริบทเช่นนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทีม “โฟกัสถูกจุด” และ “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริษัทเทคระดับโลกคือ OKR (Objectives and Key Results)
คุณอ้อ พรทิพย์ กองชุน Co-Founder จาก Jitta หนึ่งในผู้บุกเบิกสตาร์ตอัปไทยรุ่นแรก ที่มีโอกาสเรียนรู้การใช้ OKR จาก Google ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงไม่กี่องค์กรในโลกที่เข้าถึงแนวคิดนี้ ได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับสตาร์ตอัปไทยกว่า 30 บริษัท ภายใต้โครงการ Global Startup Hub 2026 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำ OKR ไปใช้จริง และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตในระดับสากล
OKRs หรือ Objectives and Key Results คือเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งองค์กร “มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน” และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสตาร์ตอัปที่กำลังเติบโตหรือเตรียมขยายตลาด การมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ใช่ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต หลายองค์กรพบปัญหาว่า ทีมทำงานหนักแต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะพนักงานจำนวนมากไม่เข้าใจว่า “เป้าหมายของบริษัทคืออะไร” OKR จึงเข้ามาแก้โจทย์นี้ ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามความคืบหน้าได้จริง
Elements ของ OKRs
OKR ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ต้องทำงานสอดคล้องกัน คือ Objective และ Key Results
Objective คือ “สิ่งที่อยากไปให้ถึง” เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน มีทิศทาง และสร้างแรงผลักดันให้ทีม เช่น การเป็นผู้นำตลาด หรือการขยายไปสู่ต่างประเทศ เป้าหมายนี้สามารถตั้งได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ต้องชัด เข้าใจง่าย และสร้างแรงร่วมให้ทั้งทีมอยากไปถึง
Key Results คือ “ตัวชี้วัดผลลัพธ์” ที่บอกว่าเราเข้าใกล้ Objective มากแค่ไหน เป็นคำตอบของคำถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังไปถูกทางและใกล้สำเร็จแล้ว” โดยต้องอยู่ในรูปแบบที่วัดผลได้อย่างชัดเจน เช่น ตัวเลขยอดขาย จำนวนผู้ใช้งาน อัตราการเติบโต หรือส่วนแบ่งตลาด
สิ่งสำคัญคือ Key Results ต้องสะท้อน “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม” เช่น แทนที่จะตั้งว่า “ทำแคมเปญการตลาด” ควรเปลี่ยนเป็น “เพิ่มผู้ใช้งาน 30%” เพราะสิ่งที่องค์กรต้องการจริง คือผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยทั่วไป ในหนึ่งช่วงเวลา สตาร์ตอัปควรมี OKR ประมาณ 3–5 เรื่อง เพื่อให้ทีมโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างเต็มที่
OKRs SET UP
การตั้ง OKR ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่เขียนเป้าหมายให้สวย แต่ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง
ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายระดับปี และแตกออกเป็นรายไตรมาส (Quarter) เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้า และปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ
อีกหัวใจสำคัญคือการสร้าง Alignment ภายในองค์กร ซึ่งต้องเกิดทั้งจาก Top-down (ผู้บริหารกำหนดทิศทาง) และ Bottom-up (ทีมมีส่วนร่วม) เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมายร่วมกัน
ในทางปฏิบัติ หนึ่ง Key Result มักต้องอาศัยหลายทีมทำงานร่วมกัน เช่น Marketing, Sales และ Customer Support ดังนั้น การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นและที่สำคัญ OKR ต้องถูกแปลงเป็น Action Plan ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการลงมือทำจริง
DEEP DIVE INTO OKRs
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ OKR คือการตั้งเป้าแบบ “10X” หรือ Moonshot ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตาม OKR ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำได้ครบ 100% โดยเฉพาะเป้าหมายที่ท้าทาย หากทำได้ประมาณ 70–80% ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะแสดงว่าทีมกำลังตั้งเป้าที่มีความหมายและท้าทายจริง
แนวคิด “Think Big, Start Small” จึงเป็นสิ่งสำคัญ คือคิดให้ใหญ่ แต่เริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริง และค่อยๆ ปรับตามข้อมูลและผลลัพธ์
อีกประเด็นสำคัญคือ “ความยืดหยุ่น” โดยเฉพาะ Key Results ที่สามารถปรับได้ตามสถานการณ์ หากพบวิธีที่ดีกว่า การปรับไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการเพิ่มโอกาสในการไปถึงเป้าหมาย
OKRs CHECK-IN
OKR ที่ดีจะไม่มีความหมาย หากไม่มีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ การ Check-in คือการพูดคุยกันในทีมเพื่อดูความคืบหน้าของ OKR โดยโฟกัสที่ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่แค่ “งานที่ทำ” เพราะการทำงานเยอะ ไม่ได้แปลว่าเข้าใกล้เป้าหมายการ Check-in ควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อให้สามารถมองเห็นปัญหาและปรับแผนได้ทันเวลา
สิ่งสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารแบบเปิด ให้ทีมสามารถพูดคุยถึงความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคได้อย่างตรงไปตรงมา
เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง OKR จะไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหาร แต่จะกลายเป็น “ระบบขับเคลื่อนองค์กร” ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างมีทิศทาง
ท้ายที่สุดแล้ว OKR ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการตั้งเป้าหมาย แต่คือกรอบความคิดที่ช่วยให้สตาร์ตอัป “โฟกัสในสิ่งที่สำคัญ” และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
สำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังมองหาทางเติบโต อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะความชัดเจนไม่ได้มาจากการคิดให้นานขึ้น แต่เกิดจากการ “ลงมือทำ วัดผล และปรับตัวให้เร็ว”
ในเกมของสตาร์ตอัป คนที่ไปได้ไกล ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่คือคนที่ “ตั้งเป้าได้ชัด วัดผลได้จริง และพาทีมไปในทิศทางเดียวกันได้”