STARTUP THAILAND

Scaleup to Global:

ปักหมุดนวัตกรรมไทยสู่ฮ่องกง

เปิดประตูธุรกิจสู่จีนและตลาดโลก

ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้นในระดับโลก การสร้างนวัตกรรมที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากผู้ประกอบการไม่สามารถขยายธุรกิจ เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับนานาชาติได้จริง

ด้วยเป้าหมายในการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Scaleup to Global 2026 นำคณะสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมงานเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผ่านสองเวทีสำคัญ ได้แก่ JUMPSTARTER 2026 และ InnoEx 2026 ซึ่งเป็นเวทีรวมตัวของผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน บริษัทชั้นนำ และผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของเอเชีย

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไปจัดแสดง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการ Soft Landing Program ร่วมกับ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และภูมิภาคเอเชียในระยะยาว

ฮ่องกงถือเป็นหนึ่งในประตูสำคัญสู่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น เซินเจิ้น กว่างโจว และมาเก๊า จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงทั้งตลาด ผู้บริโภค นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมสุขภาพไทย ตอบโจทย์สังคมสูงวัยโลก

หนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัปที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

HealSphere นำเสนอแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพจิตผ่านการผสานเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) การวิเคราะห์คลื่นสมอง (EEG) และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยประเมินภาวะเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างแม่นยำมากขึ้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการประเมินผ่านแบบสอบถามเป็นหลัก เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีการใช้งานจริงทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนแล้วในปัจจุบัน

ด้าน Tech Care System พัฒนา “Smart Stick” หรือไม้เท้าอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดิน แต่ยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบเคลื่อนที่ ภายในติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีพ ระบบ GPS และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่สามารถส่งข้อมูลไปยังผู้ดูแลหรือสถานพยาบาลได้ทันที ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง

ขณะที่ VTK Inno Group เจ้าของผลิตภัณฑ์ “Haruna” ได้นำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์จุลินทรีย์ในลำไส้มาพัฒนาอาหารเชิงการแพทย์จากพรีไบโอติกธรรมชาติ เพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะท้องผูกเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหาร เทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนการต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในตลาดโลก

Future Food จากประเทศไทยสู่ผู้บริโภคยุคใหม่

อีกหนึ่งกลุ่มนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยคืออุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกระแสการดูแลสุขภาพและการบริโภคอย่างยั่งยืน

Whale Rice จาก Neramitfoodtech นำเสนอ “ข้าวทางเลือก” ที่ผลิตจากโปรตีนปลาและเส้นใยสาหร่ายทะเล ซึ่งสามารถรับประทานแทนข้าวทั่วไปได้ แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำและค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการทางเลือกด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยังคงรูปแบบการบริโภคที่คุ้นเคยของคนเอเชีย ซึ่งนิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ทำให้สามารถตอบโจทย์ตลาดขนาดใหญ่ทั้งในฮ่องกง จีน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้อย่างมีศักยภาพ

 AI ไทย ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก สตาร์ตอัปไทยหลายรายได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Botnoi Group นำเสนอแพลตฟอร์ม Conversational AI และ Voice AI ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและภาษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปรับแต่งโมเดล AI ให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเงิน ประกันภัย และสาธารณสุข

ขณะที่ Wang Data Market ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI ผ่านระบบรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะข้อมูลด้านภาษาและบริบททางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก

ส่วน AIYA.AI พัฒนาแพลตฟอร์ม Unified Commerce ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านเทคโนโลยี AiBeacon และ Generative AI ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจังหวะและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

ขับเคลื่อนอนาคตด้วยพลังข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านสุขภาพ อาหาร และ AI แล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

SABLE พัฒนาแพลตฟอร์ม Customer Data Platform (CDP) และระบบการตลาดอัตโนมัติที่ผสานการทำงานของ Agentic AI และศาสตร์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขาย การรักษาฐานลูกค้า และการวางกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร

ด้าน PAM CDP จาก 3DS Interactive นำเสนอโซลูชันบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบครบวงจร โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วย AIเพื่อสร้างมุมมองลูกค้าแบบ 360 องศา ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ Customer Journey และส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้แบบเรียลไทม์

ขณะที่ RIFFAI สะท้อนศักยภาพของไทยในกลุ่ม DeepTech ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผสานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ภาพถ่ายจากระบบสังเกตการณ์โลก และข้อมูลสภาพอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ AI ในการประมวลผลและคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในภาคพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนเมือง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ

ความสำเร็จบนเวทีนานาชาติ

ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสตาร์ตอัปไทย แต่ยังสร้างการยอมรับในระดับสากล โดยมีสตาร์ตอัปไทย 2 ราย ได้แก่ Mui Robotics และ Osseolabs ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบ Top 30 Global Finalists ของการแข่งขัน JUMPSTARTER 2026 และมีโอกาสนำเสนอธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก

นอกจากนี้ NIA ยังได้หารือเพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำของฮ่องกง อาทิ HKSTP, HKAI LAB และ Alibaba Ecosystem เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวในการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย ทั้งด้านการเข้าถึงตลาด การระดมทุน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ

NIA กับบทบาทการเร่งขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยสู่สากล

ความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ NIA ในการเป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรมภายในประเทศ แต่เร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ การปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดเป้าหมาย การสนับสนุนการทดสอบตลาดจริง การสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน ตลอดจนการสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสในการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย

การปักหมุดที่ฮ่องกงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติ หากแต่เป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในภูมิภาค Greater Bay Area และสร้างเส้นทางการเติบโตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Global Startup ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

Shopping Basket