Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย
กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์
สิงคโปร์อาจไม่ใช่ตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีในระดับองค์กร และต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาค
ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยสิงคโปร์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม Top 10 โดยเติบโตถึง 24.4% ขณะที่ Singapore City ขยับเข้าสู่ Top 10 เมืองระบบนิเวศสตาร์ตอัปของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่10 และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7%
การเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนสตาร์ตอัปที่เพิ่มขึ้น แต่ครอบคลุมทั้งปริมาณกิจกรรมในระบบนิเวศ คุณภาพของธุรกิจและเงินทุน ตลอดจนความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์มีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางของผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และองค์กรระดับภูมิภาค
ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงมีบทบาทเป็นฐานสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการบริหารธุรกิจในเอเชีย โดย Singapore Economic Development Board ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การเชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่ทำให้สิงคโปร์มีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นพื้นที่สำหรับพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกับพันธมิตร และต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในอาเซียน
ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้อง “แก้โจทย์ได้จริง”
หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการนำเสนอ “เทคโนโลยี” ไปสู่การนำเสนอ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”
สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานไม่ได้เกิดขึ้นจากความน่าสนใจของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างไร
โดยเฉพาะในกลุ่ม AI แนวโน้มของสิงคโปร์ในปี 2026 กำลังขยับจากการทดลองใช้ไปสู่การนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจอย่างจริงจัง สิงคโปร์มีการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 5 ปี เพื่อสนับสนุนการวิจัย AI การประยุกต์ใช้จริง และการพัฒนาบุคลากร ขณะที่ภาครัฐยังพัฒนาแนวทางด้าน Responsible AI และ AI Governance เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำ AI ไปใช้งานในองค์กร
หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปิดตัว Model AI Governance Framework for Agentic AIในปี 2026 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำหรับองค์กรในการนำ Agentic AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบของมนุษย์ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต
ดังนั้น กระบวนการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบเพียงการนำเสนอ Product Demo แต่ต้องสามารถพัฒนาไปสู่การทดลองใช้งานจริง การทำ Pilot การพิสูจน์ผลลัพธ์ และการขยายการใช้งานในระดับองค์กรหรือภูมิภาค
นี่คือบริบทที่ทำให้ Deep Tech ไทยมีโอกาส เพราะตลาดสิงคโปร์เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีที่มีความเฉพาะทางและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงเข้าไปตอบโจทย์องค์กร
5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงในตลาดสิงคโปร์
การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ของสตาร์ตอัปไทยสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงกับปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง และมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับองค์กร
Botnoi Group: จาก Chatbot สู่ Agentic AI สำหรับองค์กร
เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โอกาสในตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้าง Chatbot แต่รวมถึงการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้
Botnoi Group มีจุดแข็งจากประสบการณ์ในการทำงานกับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย และสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่การวางตำแหน่งในฐานะผู้พัฒนา Agentic AI ที่ทำหน้าที่เป็น Engineering Layer เหนือโมเดล AI พื้นฐาน เพื่อจัดการ Multi-step Workflows และปรับระบบให้เข้ากับกระบวนการเฉพาะของแต่ละองค์กร
จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถ “ตอบ” ได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถเข้าไป “ทำงาน” และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้
โอกาสของ Botnoi จึงอยู่ที่การนำประสบการณ์จากตลาดไทยไปต่อยอดในตลาดที่องค์กรให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง
VEKIN (THAILAND) เมื่อ Climate Tech กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ
อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของตลาดสิงคโปร์คือ Climate Tech ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรไปสู่เรื่องของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ
ในปี 2026 ข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูลสภาพภูมิอากาศของสิงคโปร์ยังคงเดินหน้า โดยบริษัทที่อยู่ใน Straits Times Index มีข้อกำหนดให้รายงาน Scope 3 GHG emissions ตั้งแต่ Financial Year 2026 ขณะที่ SGX ยังคงปรับแนวทางการรายงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
บริบทดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีอย่าง VEKIN เข้าไปมีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องมือด้าน ESG แต่สามารถวางตำแหน่งเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรรวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบ
หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายและใช้แรงงานในการจัดเก็บ ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการรายงาน การตรวจสอบ และการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง
Wisesight เปลี่ยน Social Listening สู่ Intelligence Infrastructure
แม้ Marketing Analytics อาจไม่ใช่ภาพจำแรกของ Deep Tech แต่ในโลกธุรกิจที่การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลแบบ Real-time ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็น Insight ยังคงเป็นโอกาสสำคัญ
Wisesight จึงมีโอกาสขยับจากการเป็น Social Listening Platform ไปสู่การเป็น Intelligence Infrastructure สำหรับองค์กร โดยนำข้อมูลจากโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการตลาด การบริหารแบรนด์ การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และการจัดการภาวะวิกฤต
ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Insight ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันเวลา
สำหรับตลาดสิงคโปร์ การวางตำแหน่งเช่นนี้ยังช่วยให้ Wisesight สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทที่ใช้สิงคโปร์เป็น Regional Headquarters ซึ่งต้องการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในหลายตลาดพร้อมกัน
Ravis Technology AI กับโอกาสใน Health Tech และ Life Science
อุตสาหกรรม Health Tech และ Life Science เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปแก้ปัญหาเชิงกระบวนการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและข้อกำหนดด้าน Regulatory Compliance ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความแม่นยำสูง
Ravis Technology พัฒนา AI-Powered Compliance เพื่อช่วยลดภาระจากกระบวนการทำงานแบบ Manual และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการจัดการเอกสารและกระบวนการด้าน Regulatory Submissions
การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทันที แต่สามารถเริ่มจากการสร้างความร่วมมือกับองค์กร สถาบันวิจัย หรือผู้เล่นในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและทดสอบโซลูชันร่วมกัน
แนวทาง Co-development จึงเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ช่วยให้เทคโนโลยีจากไทยเข้าใจโจทย์เฉพาะของตลาด และในขณะเดียวกันก็สร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่
Guardian AI Lab (Human Zero) เริ่มจากความไว้วางใจ ก่อนขยายสู่ Pilot
สำหรับสตาร์ตอัประยะ Pre-seed อย่าง Guardian AI Lab โอกาสในตลาดสิงคโปร์อาจไม่ได้อยู่ที่การเร่งปิดการขาย แต่คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและทำความเข้าใจโจทย์ขององค์กรอย่างลึกซึ้ง
Guardian AI Lab ผสาน Workflow Automation เข้ากับแนวคิดด้าน Cybersecurity เพื่อช่วยให้องค์กรลดเวลาที่สูญเสียไปกับงานซ้ำซาก พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับกระบวนการทำงาน
สำหรับบริษัทในระยะเริ่มต้น การเข้าสู่ตลาดจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้าง Trust การเรียนรู้ข้อกำหนดด้าน Data Governance และการค้นหา Use Case ที่เหมาะสม ก่อนพัฒนาไปสู่โครงการ Pilot ในอนาคต
กรณีของ Guardian AI Lab สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขาย แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่ถูกต้องกับองค์กรเป้าหมาย
สิงคโปร์ในฐานะ “Gateway” สู่ Regional Scale
สิ่งที่ทั้ง 5 บริษัทสะท้อนร่วมกัน คือการขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เปิดตลาดใหม่” แต่เป็นการยกระดับความสามารถของธุรกิจให้พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาค
ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของบริษัทระดับภูมิภาค โดย EDB ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีบริษัทระดับโลกจำนวนมากใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการบริหารและขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย
สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี จุดแข็งดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเข้าถึงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลูกค้าในประเทศ แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน พันธมิตร และ Regional Headquarters ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ
ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเดินหน้าสนับสนุน Deep Tech และสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง โดยใน Budget 2026 มีการจัดสรรเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Deep Tech ทั้งระยะเริ่มต้นและระยะเติบโตผ่านกลไก Startup SG Equity
ภาพดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มี “ผู้ซื้อ” แต่เป็นตลาดที่มีทั้ง ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตร และโครงสร้างสนับสนุน ซึ่งสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพัฒนาจากการทดลองตลาดไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาค
จาก Local Success สู่ Regional Scale
ตลาดประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างฐานลูกค้า แต่เมื่อธุรกิจต้องการเติบโตในระดับ Venture Scale การพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
การออกไปยังตลาดที่มีองค์กรระดับภูมิภาค นักลงทุน และพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต
กรณีของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การ Scale ไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายธุรกิจทั้งหมดออกจากประเทศไทย แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรระดับภูมิภาค และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน
โอกาสของ Deep Tech ไทย ไม่ได้อยู่ที่การแข่งว่าใคร “ล้ำกว่า” แต่คือใคร “แก้โจทย์ได้ดีกว่า”
การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Deep Tech ไทย เพราะตลาดแห่งนี้ต้องการมากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้จริง มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน
จาก AI และ Automation ไปจนถึง Climate Tech, Data Intelligence, Health Tech และ Cybersecurity ทั้ง 5 สตาร์ตอัปไทยกำลังสะท้อนให้เห็นว่า “โจทย์จริง” ขององค์กรสามารถกลายเป็นประตูสู่ตลาดใหม่ได้ หากผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด
และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการ Scale Up สู่สิงคโปร์ — ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเทคโนโลยีของเราดีแค่ไหน แต่เริ่มจากคำถามว่า เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาดได้บ้าง
เมื่อคำตอบนั้นชัดเจน สิงคโปร์จึงไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ของสตาร์ตอัปไทย แต่สามารถเป็นพื้นที่พิสูจน์ศักยภาพ สร้างพันธมิตร ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและระดับโลก
จากโอกาสตลาด สู่การ Scale ธุรกิจในระดับภูมิภาค
โอกาสในตลาดสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์ไปวางขายในประเทศใหม่ แต่คือการสร้างความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเข้าใจตลาด ปรับเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตร และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคได้
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงสตาร์ตอัปไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ นักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายในตลาดเป้าหมายของอาเซียน
การสนับสนุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพาสตาร์ตอัปไปพบกับตลาดต่างประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด การสร้างความเข้าใจในบริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ การเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างโอกาสในการเกิด Business Matching และความร่วมมือทางธุรกิจที่สามารถพัฒนาไปสู่การขยายตลาดในระยะยาว
เพราะการ Scaleup ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้ว่า เทคโนโลยีของเราจะเข้าไปแก้ปัญหาอะไร ใครคือผู้ใช้หรือพันธมิตรที่ใช่ และจะเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นการเติบโตได้อย่างไร
จากสิงคโปร์สู่ตลาดอาเซียน NIA มุ่งสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยได้ก้าวออกจากตลาดภายในประเทศ เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค และเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่สามารถ Scale ได้จริงในตลาดโลก