IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรมของ Corporate Venture Capital (CVC) เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน จากงาน SITE 2026

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม

ของ Corporate Venture Capital

เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน 

จากงาน SITE 2026

โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายที่องค์กรธุรกิจต้องรับมือ แต่กำลังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ และมองหาพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรชั้นนำเลือกใช้ คือ Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนใน Startup ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากกว่าการเป็นนักลงทุนที่มอบเงินทุน แต่ทำหน้าที่เป็น “Strategic Partner” ที่ช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ธุรกิจหลัก พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและสตาร์ตอัป

จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 ที่รวบรวมผู้บริหารด้านการลงทุนของ CVC ชั้นนำของประเทศไทย ทั้ง AddVentures by SCG, InnoPower และบ้านปู CVC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เกมการลงทุน” ได้เปลี่ยนไปแล้ว และองค์กรต่างกำลังมองหา Startup ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคตได้อย่างแท้จริง

จากนักลงทุน สู่ “Gateway” เชื่อม Startup เข้าสู่ธุรกิจระดับโลก

คุณชาติวัฒน์ เลิศวงศ์วีรชัย Senior Investment Manager จาก AddVentures by SCG อธิบายว่า บทบาทของ AddVentures ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่เป็น “Gateway” ที่เปิดประตูให้ Startup จากทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศธุรกิจของ SCG ภายใต้แนวคิด “You Innovate, We Scale”

แนวคิดนี้สะท้อนว่าคุณค่าที่ Startup จะได้รับไม่ได้มีเพียงเงินลงทุน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โรงงาน เครือข่ายธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่มีอยู่ ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจได้เร็วกว่าการขยายตลาดด้วยตนเอง

ทิศทางการลงทุนของ AddVentures ในช่วงต่อจากนี้จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

  • Clean Energy
  • Climate Tech
  • New Materials
  • Data & Industrial AI
  • New Business Model และแพลตฟอร์มดิจิทัล

โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ Startup ที่อยู่ในระดับ Series A ขึ้นไป ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง (Problem-Solution Fit) และพร้อมเข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ (Scaling) เพราะเป็นช่วงที่ทรัพยากรขององค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้ามาเร่งการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อ “Decarbonization” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โลกกำลังให้ความสำคัญกับ Energy Security

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจากคุณชยุตม์ จตุนวรัตน์ Investment Principal, Venture Capital จาก InnoPower ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานอย่างชัดเจน

ในอดีต การลงทุนด้าน Climate Tech มักให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) เป็นหลัก แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือวิกฤตพลังงาน ทำให้องค์กรต้องเพิ่มมิติของ “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” เข้ามาควบคู่กัน

นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคตจะไม่ได้ถูกประเมินจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้ประเทศ อุตสาหกรรม และผู้ใช้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ ด้วยเหตุนี้ InnoPower จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น

  • ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long Duration Energy Storage)
  • เทคโนโลยีเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience)
  • เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuel)
  • เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ (Next Generation Nuclear)

โดยมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานโลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

AI Boom กำลังสร้าง “โอกาสการลงทุนใหม่” ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น

ขณะที่หลายคนมองว่า AI คือซอฟต์แวร์หรือโมเดลภาษา แต่ในมุมของนักลงทุน CVC กลับมองลึกลงไปกว่านั้น

คุณเพชร วรรณิสสร Head of Corporate Venture Capital จากบ้านปู CVC อธิบายว่า การเติบโตของ AI ทำให้โลกต้องการ Data Center จำนวนมหาศาล และ Data Center ทุกแห่งล้วนต้องใช้ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

บ้านปูจึงมองเห็น “ช่องว่างทางนวัตกรรม” ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านแนวคิด Energy Symphonics ซึ่งเป็นการสร้างระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 3D Investment ได้แก่

  • Decentralization การกระจายศูนย์การผลิตพลังงาน
  • Digitalization การใช้ AI และซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ
  • Decarbonization การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากแนวคิดดังกล่าว บ้านปูจึงมองหา Startup ที่ไม่ได้พัฒนา AI โดยตรง แต่พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ AI สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • ระบบระบายความร้อน (Cooling System)
  • Semiconductor ที่ใช้พลังงานต่ำ
  • ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
  • Energy Management Platform
  • โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center

สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ CVC ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ยุคใหม่ของ CVC ไม่ได้ลงทุนเพื่อ “กำไร” เพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อสร้าง Synergy

หนึ่งในประเด็นที่ผู้บริหารทั้งสามองค์กรเห็นตรงกัน คือ CVC ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด คือ Strategic Return หรือผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์

กล่าวคือ Startup ที่จะได้รับความสนใจ ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจหลักขององค์กรแม่ ไม่ว่าจะเป็น

  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • ลดต้นทุน
  • เปิดตลาดใหม่
  • สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
  • หรือช่วยเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้วยเหตุนี้ การสร้าง “Synergy” ระหว่าง Startup กับองค์กร จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว

 

Startup ไทยจะคว้าโอกาสจาก CVC ได้อย่างไร

แม้ประเทศไทยจะมี Startup ที่โดดเด่นในหลายสาขา เช่น Food Tech, Health Tech และ Medical Tech แต่ผู้บริหาร CVC ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ Startup ไทยยังต้องเร่งพัฒนา คือการคิดแบบ Think Global, Day One

หรือการออกแบบเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น

พร้อมกันนั้น Startup ควรมุ่งสร้าง Deep Tech หรือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและยากต่อการลอกเลียนแบบ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว และเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีที่ชัดเจน สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ทีละขั้น (Step-by-step Proof) โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาและเงินลงทุนสูง การแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในแต่ละช่วงจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับ CVC ได้มากขึ้น

 

บทสรุป: โลกใหม่ของ CVC คือการเติบโตไปด้วยกัน

ภาพรวมของการลงทุนด้านนวัตกรรมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า Corporate Venture Capital ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เน้นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนทางการเงิน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและอุตสาหกรรม

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของ AI การลงทุนในอนาคตจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างทั้ง “ความยั่งยืน” และ “ความมั่นคง” ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Climate Tech, Clean Energy, Energy Security, AI Infrastructure หรือ Deep Tech

สำหรับ Startup ไทย โอกาสยังเปิดกว้างกว่าที่เคย แต่การจะดึงดูด CVC ระดับโลกได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีไอเดียที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง สร้างคุณค่าร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ และมีศักยภาพในการเติบโตสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก

ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เงินลงทุน” อาจไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทั้ง Startup และ CVC ต่างกำลังมองหาร่วมกัน คือ “พันธมิตรที่สามารถเติบโตไปด้วยกัน” เพราะผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคต ไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริง สร้างผลกระทบทางธุรกิจได้จริง และร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกในระยะยาว

Z63_6324
14

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น: เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ “Scale Up to Global: JAPAN”

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น:

เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ

Scale Up to Global: JAPAN”

ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปและ SME เทคโนโลยีจากประเทศไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแส แต่สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของสังคมยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ ด้วยศักยภาพที่พร้อมเติบโตนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. จึงได้นำคณะสตาร์ตอัปไทยบินลัดฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความร่วมมือและขยายตลาดต่างประเทศ (Collaboration & Market Expansion Program) ภายในงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีสากลอย่างเต็มตัว 

อย่างไรก็ตาม การพาสตาร์ตอัปไป SusHi Tech Tokyo 2026  ไม่ใช่เพียงการออกงานต่างประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเติบโตที่ สนช. ออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเชื่อมต่อพันธมิตร การสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไปจนถึงการส่งต่อเข้าสู่Scale Up Program เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งด้านการขยายตลาด การจับคู่ธุรกิจ การลงทุน รายได้ และ impact ต่อเศรษฐกิจไทย โครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของ สนช. ในการเป็น Global Connector ที่เชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก และยกระดับนวัตกรรมไทยให้เติบโตได้จริงในตลาดสากล

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของญี่ปุ่น ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 3 หน่วยงานพันธมิตรที่จะเข้ามาเติมเต็มการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยในทุกมิติ เริ่มต้นจาก Leave a Nest ที่เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ TAKANAWA GATEWAY Link Scholars’ Hub (LiSH) จะช่วยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุน พื้นที่ทดลองนวัตกรรมในสถานการณ์จริง (Sandbox) และเครือข่ายองค์กรชั้นนำ และปิดท้ายด้วย Tokyo SME Support Center ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ตลอดจนการเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจในระดับท้องถิ่น

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะเทคโนโลยี การทดลองใช้งานจริง การเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สนช. ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสตาร์ตอัปไทยกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับนานาชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่า “นวัตกรรมไทย” มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเติบโต แข่งขัน และปักหมุดความสำเร็จในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

จากสุขภาพเชิงป้องกัน สู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เทคโนโลยีด้านสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท วีทีเค อินโน กรุ๊ป จำกัด (VTK Inno Group) จึงนำเสนอ “Haruna” (ฮารุนะ) นวัตกรรมอาหารเชิงการแพทย์ในรูปแบบผงผักพรีไบโอติกจากธรรมชาติ 100% ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และบรรเทาปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว

จุดเด่นสำคัญของ Haruna คือการมีงานวิจัยและผลการศึกษาทางคลินิกรองรับ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถตอบโจทย์ตลาดสุขภาพของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยของผู้บริโภค นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร สุขภาพ และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมตอบโจทย์การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

 

เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคน: เมื่อองค์ความรู้กลายเป็นสินทรัพย์ขององค์กร

อีกหนึ่งความท้าทายที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการขาดแคลนแรงงานและการส่งต่อองค์ความรู้จากแรงงานรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง บริษัท วายวีอาร์ จำกัด (YVR) จึงนำเสนอแพลตฟอร์ม Virtual Reality (VR) ที่ช่วยจำลองสถานการณ์การทำงานจริงเพื่อใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ และบุคลากรผู้สอน นอกจากช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมแล้ว ยังช่วยรักษาองค์ความรู้สำคัญขององค์กรไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับการเกษียณอายุของบุคลากร ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่หลายองค์กรญี่ปุ่นกำลังให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน

 

เปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้กลายเป็นวัสดุแห่งอนาคต

ในมิติของความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัท เอเวอร์เจน เทคโนโลยี จำกัด (Evergen Technologies) ได้สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในประเทศ ผ่านการพัฒนาวัสดุชีวภาพจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ “PiLeatha”

บริษัทสามารถพัฒนาวัสดุทดแทนหนังที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังสัตว์ แต่ปราศจากพลาสติกและสารเคมีอันตราย สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลาย นวัตกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ภาคธุรกิจกำลังมองหาวัสดุทางเลือกเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

Deep Tech ไทย กับการสร้างเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากการตอบโจทย์ด้านสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืนแล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงศักยภาพด้าน Deep Tech และ Smart City ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างครบวงจร จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอัจฉริยะคือการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ โดย บริษัท คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ จำกัด (Cleantech and Beyond) ได้พัฒนา Digital Temperature Indicator (DTI) อุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้โรงงานและโครงสร้างพื้นฐานสามารถติดตามสภาพการทำงานของอุปกรณ์ในพื้นที่ที่ระบบเซนเซอร์ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Condition-Based Maintenance)

เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ บริษัท พรีโมเวิร์ล จำกัด (Primoworld) ได้เข้ามาเสริมศักยภาพองค์กรด้วยแพลตฟอร์ม CRM และ Omnichannel ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางเข้าสู่ระบบเดียว ทำให้องค์กรสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและยกระดับประสบการณ์การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การบริหารจัดการพื้นที่เมือง บริษัท อินฟิไลท์ จำกัด (Infilight) ได้นำเสนอระบบบริหารจัดการลานจอดรถอัจฉริยะที่ใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการควบคุมการเข้า-ออก ช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ สอดประสานกับ บริษัท เนกซ์เทียร์ จำกัด (Nextere) ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำผ่านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ การบริหารจัดการเมืองในอนาคตยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แม่นยำ บริษัท กราฟฟิตี้ เทคโนโลยี จำกัด (Graffity Technologies) จึงนำเทคโนโลยี AI และ Augmented Reality มาสร้างแผนที่สามมิติและ Digital Twin เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจำลอง วิเคราะห์ และบริหารจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด (Vekin) จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AI Carbon Auditor เพื่อช่วยองค์กรติดตามข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการดำเนินงานด้าน ESG แบบอัตโนมัติ เพิ่มความโปร่งใสและรองรับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับด้านการเดินทางและระบบขนส่งสาธารณะ บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (VIA Group) ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม ViaBus ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ พร้อมต่อยอดสู่โซลูชันสำหรับการบริหารจัดการระบบคมนาคมเมือง และปิดท้ายห่วงโซ่อุปทานด้วย บริษัท แซดพีเอส คอร์เปอเรชั่น จำกัด (ZPS Corporation) ที่นำ AI มาพัฒนาแพลตฟอร์ม ZUPPORTS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่าสตาร์ตอัปไทยเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีแบบแยกส่วน หากแต่กำลังร่วมกันสร้างระบบนิเวศของเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การบริหารพลังงาน การคมนาคม ความยั่งยืน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเร่งขับเคลื่อน Smart City และ Carbon Neutral Society อย่างเต็มรูปแบบ

ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจด้วยโปรแกรม “Scale Up to Global: JAPAN”

เพื่อเร่งรัดการเติบโตและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดที่มีมาตรฐานสูงและซับซ้อนอย่างประเทศญี่ปุ่น สนช. จึงได้ริเริ่มโครงการเรือธงอย่าง “Scale Up to Global: JAPAN” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพสูง ให้สามารถขยายตลาดในญี่ปุ่น พร้อมสร้างโอกาสการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชิงลึก ยกระดับนวัตกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนในระดับสากล

ความสำเร็จของโครงการ Scale Up to Global: JAPAN เกิดขึ้นจากการผสานกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรระดับแนวหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นที่เข้ามาเติมเต็มลู่วิ่งการเติบโตในทุกมิติ ได้แก่

  • Leave a Nest: ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ช่วยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก
  • Fukuoka City: เมืองหลวงแห่งสตาร์ตอัปของญี่ปุ่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์และการจัดตั้งฐานธุรกิจ
  • Ibaraki Prefecture: ศูนย์กลางการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยเปิดประตูสู่การร่วมทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ภายใต้โครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ มี 5 สตาร์ตอัปไทย ที่ผ่านการคัดเลือกและเข้ามาเป็นตัวแทนสะท้อนว่านวัตกรรมสัญชาติไทยมีศักยภาพสูงและพร้อมเติบโตในตลาดสากล ได้แก่ บริษัท ทีไออี สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด, บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด, บริษัท อินโนไฟโตเทค จำกัด และ บริษัท อไลฟ์ลูป จำกัด

การผลักดันผ่านโครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของ สนช. ที่กำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มกำลังในการช่วยเหลือสตาร์ตอัปไทยให้สามารถขยายตลาดและความร่วมมือในต่างประเทศ โดย สนช. มุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่โมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมธุรกิจญี่ปุ่น ทลายกำแพงด้านกฎระเบียบต่างประเทศ และปักหมุดความสำเร็จในฐานะตัวจริงบนเวทีเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน