เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม
ของ Corporate Venture Capital
เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน
จากงาน SITE 2026
โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายที่องค์กรธุรกิจต้องรับมือ แต่กำลังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ และมองหาพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
หนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรชั้นนำเลือกใช้ คือ Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนใน Startup ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากกว่าการเป็นนักลงทุนที่มอบเงินทุน แต่ทำหน้าที่เป็น “Strategic Partner” ที่ช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ธุรกิจหลัก พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและสตาร์ตอัป
จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 ที่รวบรวมผู้บริหารด้านการลงทุนของ CVC ชั้นนำของประเทศไทย ทั้ง AddVentures by SCG, InnoPower และบ้านปู CVC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เกมการลงทุน” ได้เปลี่ยนไปแล้ว และองค์กรต่างกำลังมองหา Startup ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคตได้อย่างแท้จริง
จากนักลงทุน สู่ “Gateway” เชื่อม Startup เข้าสู่ธุรกิจระดับโลก
คุณชาติวัฒน์ เลิศวงศ์วีรชัย Senior Investment Manager จาก AddVentures by SCG อธิบายว่า บทบาทของ AddVentures ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่เป็น “Gateway” ที่เปิดประตูให้ Startup จากทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศธุรกิจของ SCG ภายใต้แนวคิด “You Innovate, We Scale”
แนวคิดนี้สะท้อนว่าคุณค่าที่ Startup จะได้รับไม่ได้มีเพียงเงินลงทุน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โรงงาน เครือข่ายธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่มีอยู่ ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจได้เร็วกว่าการขยายตลาดด้วยตนเอง
ทิศทางการลงทุนของ AddVentures ในช่วงต่อจากนี้จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่
- Clean Energy
- Climate Tech
- New Materials
- Data & Industrial AI
- New Business Model และแพลตฟอร์มดิจิทัล
โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ Startup ที่อยู่ในระดับ Series A ขึ้นไป ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง (Problem-Solution Fit) และพร้อมเข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ (Scaling) เพราะเป็นช่วงที่ทรัพยากรขององค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้ามาเร่งการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
เมื่อ “Decarbonization” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โลกกำลังให้ความสำคัญกับ Energy Security
อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจากคุณชยุตม์ จตุนวรัตน์ Investment Principal, Venture Capital จาก InnoPower ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานอย่างชัดเจน
ในอดีต การลงทุนด้าน Climate Tech มักให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) เป็นหลัก แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือวิกฤตพลังงาน ทำให้องค์กรต้องเพิ่มมิติของ “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” เข้ามาควบคู่กัน
นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคตจะไม่ได้ถูกประเมินจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้ประเทศ อุตสาหกรรม และผู้ใช้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ ด้วยเหตุนี้ InnoPower จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น
- ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long Duration Energy Storage)
- เทคโนโลยีเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience)
- เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuel)
- เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ (Next Generation Nuclear)
โดยมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานโลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
AI Boom กำลังสร้าง “โอกาสการลงทุนใหม่” ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น
ขณะที่หลายคนมองว่า AI คือซอฟต์แวร์หรือโมเดลภาษา แต่ในมุมของนักลงทุน CVC กลับมองลึกลงไปกว่านั้น
คุณเพชร วรรณิสสร Head of Corporate Venture Capital จากบ้านปู CVC อธิบายว่า การเติบโตของ AI ทำให้โลกต้องการ Data Center จำนวนมหาศาล และ Data Center ทุกแห่งล้วนต้องใช้ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
บ้านปูจึงมองเห็น “ช่องว่างทางนวัตกรรม” ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านแนวคิด Energy Symphonics ซึ่งเป็นการสร้างระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 3D Investment ได้แก่
- Decentralization การกระจายศูนย์การผลิตพลังงาน
- Digitalization การใช้ AI และซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ
- Decarbonization การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
จากแนวคิดดังกล่าว บ้านปูจึงมองหา Startup ที่ไม่ได้พัฒนา AI โดยตรง แต่พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ AI สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น
- ระบบระบายความร้อน (Cooling System)
- Semiconductor ที่ใช้พลังงานต่ำ
- ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
- Energy Management Platform
- โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center
สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ CVC ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ยุคใหม่ของ CVC ไม่ได้ลงทุนเพื่อ “กำไร” เพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อสร้าง Synergy
หนึ่งในประเด็นที่ผู้บริหารทั้งสามองค์กรเห็นตรงกัน คือ CVC ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
สิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด คือ Strategic Return หรือผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์
กล่าวคือ Startup ที่จะได้รับความสนใจ ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจหลักขององค์กรแม่ ไม่ว่าจะเป็น
- เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
- ลดต้นทุน
- เปิดตลาดใหม่
- สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
- หรือช่วยเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ด้วยเหตุนี้ การสร้าง “Synergy” ระหว่าง Startup กับองค์กร จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว
Startup ไทยจะคว้าโอกาสจาก CVC ได้อย่างไร
แม้ประเทศไทยจะมี Startup ที่โดดเด่นในหลายสาขา เช่น Food Tech, Health Tech และ Medical Tech แต่ผู้บริหาร CVC ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ Startup ไทยยังต้องเร่งพัฒนา คือการคิดแบบ Think Global, Day One
หรือการออกแบบเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น
พร้อมกันนั้น Startup ควรมุ่งสร้าง Deep Tech หรือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและยากต่อการลอกเลียนแบบ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว และเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุน
ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีที่ชัดเจน สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ทีละขั้น (Step-by-step Proof) โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาและเงินลงทุนสูง การแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในแต่ละช่วงจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับ CVC ได้มากขึ้น
บทสรุป: โลกใหม่ของ CVC คือการเติบโตไปด้วยกัน
ภาพรวมของการลงทุนด้านนวัตกรรมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า Corporate Venture Capital ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เน้นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนทางการเงิน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและอุตสาหกรรม
ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของ AI การลงทุนในอนาคตจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างทั้ง “ความยั่งยืน” และ “ความมั่นคง” ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Climate Tech, Clean Energy, Energy Security, AI Infrastructure หรือ Deep Tech
สำหรับ Startup ไทย โอกาสยังเปิดกว้างกว่าที่เคย แต่การจะดึงดูด CVC ระดับโลกได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีไอเดียที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง สร้างคุณค่าร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ และมีศักยภาพในการเติบโตสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก
ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เงินลงทุน” อาจไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทั้ง Startup และ CVC ต่างกำลังมองหาร่วมกัน คือ “พันธมิตรที่สามารถเติบโตไปด้วยกัน” เพราะผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคต ไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริง สร้างผลกระทบทางธุรกิจได้จริง และร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกในระยะยาว


