Startup Thailand Connext:
GO ASEAN เจาะโอกาสอินโดนีเซีย – สปป.ลาว
การขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ตลาดอาเซียนอาจดูเหมือนเป็นก้าวที่ไม่ไกลนัก ทั้งในแง่ระยะทาง ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง แต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบธุรกิจ และกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปใช้ในต่างประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของตลาด จึงอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในระยะยาว
นี่คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ภายใต้โครงการGlobal Startup Hub 2026 ที่เปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการไทยเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายของการขยายธุรกิจในอาเซียน ผ่านประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและสตาร์ตอัปที่เคยลงสนามจริง โดยบทความนี้จะพาไปสำรวจ 2 ตลาดที่มีบริบทแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ สปป.ลาว และอินโดนีเซีย
หากลาวเป็นตลาดใกล้ตัวที่น่าสนใจจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และบทบาทในการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค อินโดนีเซียกลับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านดิจิทัล พลังงาน ความยั่งยืน และสุขภาพ ความแตกต่างนี้ทำให้ทั้งสองตลาดมี “บทบาท” ที่ต่างกันบนเส้นทาง GO ASEAN และสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกตลาดสำหรับสตาร์ตอัปไม่ควรมองเพียงขนาดของตลาด แต่ต้องมองว่าตลาดนั้นมีโจทย์อะไร และธุรกิจของเราสามารถเข้าไปสร้างคุณค่าได้อย่างไร
ลาว: ตลาดใกล้ตัวที่ต้องมองไกลกว่าขนาดประชากร
ในหัวข้อ “Unlocking Laos: Your Market Entry Guide” คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO, Startbox – Laos ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางการเข้าสู่ตลาด สปป.ลาว โดยชี้ให้เห็นว่า การมองลาวจากจำนวนประชากรเพียงประมาณ 7 ล้านคน อาจทำให้ผู้ประกอบการประเมินศักยภาพของตลาดต่ำกว่าความเป็นจริง
จุดแข็งสำคัญของลาวไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดผู้บริโภค แต่คือ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ลาวกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวสู่การเป็น Land-linked Hub เชื่อมโยงไทย จีน เวียดนาม และตลาดอื่นในภูมิภาค โดยมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟจีน–ลาว และท่าบกท่านาแล้งเข้ามาเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โอกาสของธุรกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำสินค้าเข้าไปขายในลาว แต่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิต การแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ การจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดน
สำหรับสตาร์ตอัปไทย ลาวจึงอาจเป็นทั้ง ตลาดทดลอง ตลาดสำหรับสร้างพันธมิตร และฐานเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทดสอบเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจในบริบทที่มีความใกล้เคียงกับประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ลาวไม่ควรเดินเพียงลำพัง เพราะความแตกต่างด้านระบบราชการ การเงิน และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การมีLocal Partner ที่เข้าใจตลาด มีเครือข่าย และสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือภาคธุรกิจในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและเร่งการเข้าสู่ตลาด
ลาวจึงอาจไม่ใช่ตลาดที่โดดเด่นด้วย “ขนาด” แต่เป็นตลาดที่โดดเด่นด้วย “ตำแหน่ง” และศักยภาพในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้าสู่ภูมิภาค
อินโดนีเซีย: ตลาดขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีเพียงตลาดเดียว
หากลาวต้องมองผ่านเลนส์ของ Supply Chain และ Connectivity อินโดนีเซียต้องมองผ่านเลนส์ของ ขนาด ความหลากหลาย และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ
ในหัวข้อ “Gateway to Indonesia: Support and Services for Thai Startups” Ms. Ester Widya, VP Business & Marketing, KUMPUL, Indonesia ได้นำเสนอภาพรวมของตลาดและแนวทางสนับสนุนสำหรับสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจของอินโดนีเซีย
การขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียเปรียบเสมือนการเข้าไปสำรวจใน “สวนสนุก” ที่มีเครื่องเล่นทุกรูปแบบสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชอบความท้าทายตื่นเต้น (Thrill Seekers) หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย (Safe Net) แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดแห่งนี้ก็เปรียบเสมือน”ผืนป่าอันกว้างใหญ่” ที่มีทั้งโอกาสในการพบเหมืองทองคำหรืออาจจะเผชิญหน้ากับเสือป่า ซึ่งความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้นำทางและคุณสามารถเชื่อมต่อกับใครในประเทศนี้
อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 221 ล้านคน หรือเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมด ขนาดของประชากรประกอบกับการเติบโตของ Digital Adoption ทำให้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี
แต่ตัวเลข 280 ล้านคนอาจไม่ได้หมายความว่าสตาร์ตอัปสามารถใช้กลยุทธ์เดียวแล้วเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ เพราะอินโดนีเซียประกอบด้วยเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากกว่า 700 กลุ่ม และมีภาษาท้องถิ่นจำนวนมาก แม้ Bahasa Indonesia จะเป็นภาษาประจำชาติ แต่ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการทำธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ
ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เพียง “จะขายอะไรให้คน 280 ล้านคน” แต่คือ“จะเริ่มจากพื้นที่ใด ลูกค้ากลุ่มไหน และปัญหาใด”
แนวคิด Hyper-Localization จึงมีความสำคัญอย่างมาก การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียจำเป็นต้องเริ่มจากการเลือกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม ก่อนค่อยขยายไปยังพื้นที่อื่น ไม่จำเป็นต้องพยายามครอบคลุมทั้งประเทศตั้งแต่วันแรก
3 เศรษฐกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทย
ความน่าสนใจของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนประชากร แต่ยังอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเปิดพื้นที่ให้เกิดธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ในหลายสาขา
ด้านแรกคือ Digital Economy ที่ครอบคลุมตั้งแต่ E-Commerce, New Retail และ D2C ไปจนถึง Digital Government, Smart City และ EdTech การที่ประชากรจำนวนมากเข้าสู่ระบบดิจิทัลกำลังสร้างความต้องการใหม่ทั้งในฝั่งผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาครัฐ
ด้านที่สองคือ Green Economy อินโดนีเซียมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น นิกเกิลและน้ำมันปาล์ม และกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้เกิดความต้องการด้าน Renewable Energy, Energy Transition, Sustainable Agriculture รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว
สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่คือพื้นที่ที่ Climate Tech, Energy Tech, Agritech, FoodTech และ Carbon Management สามารถเข้าไปสร้างมูลค่าได้ โดยเฉพาะโซลูชันที่ช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม
ด้านที่สามคือ Wellness Economy ซึ่งครอบคลุม HealthTech, Telemedicine, Digital Health, Wellness Tourism ตลอดจนธุรกิจสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาวะ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างบาหลีที่มี ecosystem ด้าน Wellness แข็งแรง
เมื่อทั้งสามด้านมาบรรจบกันจึงเกิดโอกาสใหม่ เช่น AI ที่ช่วยบริหารระบบสุขภาพ เทคโนโลยี IoT สำหรับจัดการพลังงาน หรือ Green Logistics ที่ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับสตาร์ตอัปไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่ที่การนำ “สินค้าไทย” ไปแข่งขันในอินโดนีเซียเท่านั้น แต่อยู่ที่การนำ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปแก้โจทย์ของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย
ตลาดยังมีโอกาส แม้เงินลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้น
แม้ตลาดสตาร์ตอัปอินโดนีเซียจะมีศักยภาพสูง แต่สถานการณ์การลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า มูลค่าการระดมทุนของสตาร์ตอัปลดลงประมาณ 49% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 355.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะ Fintech, New Retail & D2C และ E-Commerce
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การชะลอตัวของเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าโอกาสในตลาดหายไป แต่การแข่งขันจะเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง
สำหรับสตาร์ตอัปไทย อินโดนีเซียจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตลาดสำหรับระดมทุน แต่ควรถูกมองเป็น ตลาดสำหรับสร้างลูกค้า Corporate Partner และ Proof of Concept ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การขยายธุรกิจในระยะยาว
เลือก “สนามแรก” ให้เหมาะกับธุรกิจ
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการอาจพบเมื่อเข้าสู่อินโดนีเซีย คือการมองประเทศทั้งประเทศเป็นตลาดเดียว ทั้งที่ในทางปฏิบัติแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน
อินโดนีเซียมีการปกครองแบบกระจายอำนาจและแบ่งออกเป็น 38 จังหวัด ทำให้รายละเอียดด้านกฎระเบียบ ข้อกำหนด และสิทธิประโยชน์อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับระบบของ BKPM และ Online Single Submission (OSS) ซึ่งช่วยรวมขั้นตอนการขอเอกสารและใบอนุญาตหลายประเภทไว้ในระบบกลาง
การเลือกพื้นที่จึงควรสอดคล้องกับ Business Model หากเป็นธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล จาการ์ตาและบาหลี เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการสร้างเครือข่ายและทดสอบตลาด ขณะที่ธุรกิจด้านการผลิตควรพิจารณาพื้นที่ที่มีฐานอุตสาหกรรมและทรัพยากรที่เหมาะสม เช่น สุมาตราและบอร์เนียว
สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขยายทั้งประเทศ แต่ควรเลือก First Market ที่มีโอกาสสร้าง Product-Market Fit และ Partnership ได้ดีที่สุด ก่อนนำผลลัพธ์ไปต่อยอด
ในอินโดนีเซีย “ความสัมพันธ์” คือโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ
เทคโนโลยีที่ดีอาจทำให้เกิดการนัดหมายครั้งแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การทำธุรกิจได้ทันที
หนึ่งในบทเรียนสำคัญของตลาดอินโดนีเซียคือรูปแบบการทำธุรกิจที่มีลักษณะ Relationship-Driven และ Partnership-Based ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสำคัญไม่แพ้ข้อเสนอทางธุรกิจ
ดังนั้น Business Matching ที่ดีจึงไม่ควรจบลงเพียงการพบปะหรือแลกนามบัตร แต่ควรนำไปสู่การทำความเข้าใจ Pain Point ของคู่ค้า การพัฒนาโครงการร่วม การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการทำ Proof of Concept
สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติที่ยังไม่มีทีมในประเทศ การมี Local Partner จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เพราะพันธมิตรในพื้นที่สามารถช่วยเชื่อมต่อกับลูกค้า Corporate หน่วยงานรัฐ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจที่อาจเข้าถึงได้ยากหากดำเนินการเพียงลำพัง
KUMPUL: จากเครือข่าย Ecosystem สู่ประตูเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย
ในบริบทนี้ KUMPUL มีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งใน National Ecosystem Enabler ของอินโดนีเซีย โดยเริ่มต้นจาก Coworking Space ในบาหลีเมื่อปี 2015 ก่อนขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ
ปัจจุบัน KUMPUL มีเครือข่ายฮับและพันธมิตรท้องถิ่นมากกว่า 130 แห่ง และมีพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย พร้อมประสบการณ์สนับสนุนทั้ง MSMEs และสตาร์ตอัป รวมถึงการทำ Business Matching และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างชาติเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย
สำหรับสตาร์ตอัปไทย คุณค่าของเครือข่ายลักษณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงการ “แนะนำตลาด” แต่คือการช่วยลดระยะห่างระหว่าง Market Knowledge กับ Market Access
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมี Corporate ขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธนาคารและการเงิน เช่น Mandiri, BNI และ BRI กลุ่มโทรคมนาคมและเทคโนโลยี เช่น Lintasarta และ Indosat Ooredoo Hutchison ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย และ FMCG
ดังนั้น โอกาสของสตาร์ตอัปไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้บริโภคกว่า 280 ล้านคน แต่ยังรวมถึงตลาด B2B, Corporate Innovation และ Industrial Solutions ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
3 สตาร์ตอัปไทย กับบทเรียนจากการลงสนามจริง
นอกจากข้อมูลตลาดแล้ว เวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ยังถ่ายทอดประสบการณ์จากสตาร์ตอัปไทยที่เคยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่าง TIE Smart Solutions, BOTNOI Group และ ViaBus ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่า การเข้าสู่ตลาดจริงต้องเตรียมตัวอย่างไร
TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่า “ข้อมูล” สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือได้ บริษัทเลือกเริ่มต้นจากการวัดและประเมินประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานให้กับลูกค้า เพื่อสร้างข้อมูลที่พิสูจน์ผลลัพธ์ของระบบ ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้สนับสนุนการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ
อีกบทเรียนคือการเลือกสร้างพันธมิตรแทนการเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่นโดยตรง การถ่ายทอดองค์ความรู้และทำงานร่วมกับ Local Partner ช่วยให้สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องนำทีมจากไทยเข้าไปดูแลทุกขั้นตอน
ด้าน BOTNOI Group เปรียบเทียบการเข้าสู่ตลาดเหมือน “การปีนเขา” ที่ต้องสำรวจเส้นทางก่อนขึ้นไปถึงยอด การลงพื้นที่จริง การกลับมาปรับผลิตภัณฑ์ และการหาเพื่อนร่วมทางในประเทศเป้าหมาย จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน
สิ่งที่น่าสนใจคือการทำ Localization ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการลงทุนจำนวนมากเสมอไป การใช้บุคลากรต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยมาช่วยทดสอบระบบและพัฒนาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในฐานะเจ้าของภาษา สามารถช่วยให้สตาร์ตอัปเรียนรู้ตลาดและลดความเสี่ยงก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ
ขณะที่ ViaBus แสดงให้เห็นความสำคัญของการเข้าใจโครงสร้างตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและบริการสาธารณะ ซึ่งแต่ละเมืองมีผู้เล่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และโครงสร้างอำนาจแตกต่างกัน
การศึกษาตลาดจึงไม่ได้หมายถึงการศึกษาคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่า ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล และใครคือพันธมิตรที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำงานร่วมด้วย
ViaBus เลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยจำลองบริบทของประเทศคู่ค้า เพื่อให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถแก้ปัญหาเฉพาะของพื้นที่นั้นได้อย่างไร
ทั้งสามกรณีจึงสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า การขยายตลาดต่างประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เรามีอะไร” แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ตลาดมีปัญหาอะไร และเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร”
จากลาวสู่อินโดนีเซีย: ไม่มีสูตรเดียวสำหรับ GO ASEAN
เมื่อมองสองตลาดร่วมกัน จะเห็นว่า ลาวและอินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสองแห่งที่มีขนาดแตกต่างกัน แต่มีบทบาทที่แตกต่างกันบนเส้นทางการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย
ลาวมีความน่าสนใจจากความใกล้ชิดกับประเทศไทยและบทบาทของประเทศในฐานะ Land-linked Hub เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงด้าน Supply Chain การผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจที่ต้องการทดลองโซลูชันในตลาดที่มีความใกล้เคียงกับไทย
อินโดนีเซียในทางกลับกัน เป็นตลาดสำหรับธุรกิจที่พร้อมรับมือกับความซับซ้อนและต้องการ Scale ในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ Digital Economy, Green Economy และ Wellness Economy
ดังนั้น การเลือกตลาดจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ประเทศไหนใหญ่กว่า” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ปัญหาของตลาดสอดคล้องกับความสามารถของธุรกิจเราหรือไม่”
GO ASEAN ไม่ใช่แค่การออกไปขาย แต่คือการเข้าไปเติบโต
ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจาก Startup Thailand Connext: GO ASEAN ไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าสตาร์ตอัปไทยควรเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองต่อการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ
การ Go ASEAN ไม่ใช่การนำสินค้าที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยใส่กระเป๋าแล้วนำไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือการออกไปเรียนรู้ว่าแต่ละตลาดมีโจทย์อะไร มีระบบนิเวศแบบไหน ใครคือพันธมิตรที่สำคัญ และธุรกิจจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ได้อย่างไร
สำหรับลาว โอกาสอาจอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมต่อภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียกำลังเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปเข้าไปมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโต
แต่ไม่ว่าตลาดจะเล็กหรือใหญ่ บทเรียนสำคัญยังคงเหมือนกัน นั่นคือ เทคโนโลยีที่ดีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจตลาด พันธมิตรที่เหมาะสม และความสามารถในการปรับตัว
เพราะการเติบโตในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อธุรกิจ “เข้าไปถึงตลาด” แต่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจสามารถ เข้าใจตลาด สร้างความไว้วางใจ แก้ปัญหาได้จริง และเติบโตไปพร้อมกับตลาดนั้น ได้ในระยะยาว.










