IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7

Startup Thailand Connext: Scale with AIเปิดโรดแมป AI ไทย พร้อมถอดบทเรียนสตาร์ตอัป B2B สู่การเติบโตในยุค AI Co-Pilot

Startup Thailand Connext:

Scale with AI

 

เปิดโรดแมป AI ไทย พร้อมถอดบทเรียนสตาร์ตอัป B2B สู่การเติบโตในยุค AI Co-Pilot

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “Co-Pilot” หรือผู้ช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร การวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในทุกอุตสาหกรรม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้ประกอบการจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า ธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไร สตาร์ตอัปจะใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตได้อย่างไร และภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มากน้อยเพียงใด

งาน “Startup Thailand Connext: Scale with AI” ภายใต้โครงการ Global Startup Hub โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผ่าน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การฉายภาพอนาคต AI ของประเทศไทย และการถอดประสบการณ์จริงจากสตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดองค์กร (B2B)

Thailand’s AI Forward: เมื่อประเทศไทยกำลังสร้างรากฐาน AI Ecosystem แห่งอนาคต

การเสวนาหัวข้อ “Thailand’s AI Forward: โอกาสของธุรกิจไทยในยุค AI และการสนับสนุนจากภาครัฐ” ได้รวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดัน AI Ecosystem ของประเทศ ประกอบด้วย

  • คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA)
  • คุณชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ นักวิจัย ทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
  • ดร. ศิธร กุลรดาธร รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การกำหนดจุดยืนของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ระดับโลกแม้การแข่งขันในระดับชิปประมวลผล โครงสร้างพื้นฐาน หรือโมเดล AI ขนาดใหญ่จะถูกครอบครองโดยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลในระดับการประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจริง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความได้เปรียบจากความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หัวใจสำคัญของโอกาสดังกล่าวคือ “Localized Data” หรือข้อมูลเฉพาะบริบทของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลภาคอุตสาหกรรม หรือข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและยากต่อการลอกเลียนแบบ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเป็น AI Solutions ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประเทศ ตั้งแต่การช่วยแพทย์วินิจฉัยโรค การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลในการวางแผนและบริหารจัดการอย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบผ่านกลไกที่ครอบคลุมทั้งด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างตลาด

“NIA สนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุนและตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

“NECTEC สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูล ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และโมเดลภาษาไทยที่เปิดให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดได้”

“ขณะที่ depa ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้จริงผ่านมาตรการด้านภาษี ระบบรับรองมาตรฐาน และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย”

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานจึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัปและธุรกิจไทยในระยะยาว

B2B: How to Unlock Access to Corporate ถอดบทเรียนจริงจากสนามธุรกิจ

หาก Session แรกเป็นภาพใหญ่ของโอกาสและการสนับสนุนจากภาครัฐ Session ที่สองคือการลงลึกสู่ประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญความท้าทายในการขายเทคโนโลยีให้กับองค์กรขนาดใหญ่

การเสวนาหัวข้อ “B2B: How to Unlock Access to Corporate” จาก 4 สตาร์ตอัปไทย ได้แก่

  • คุณวีร์ สิรสุนทร Co-founder & CEO, Primo
  • คุณโชค วิศวโยธิน CEO, MagicwandAI
  • คุณธีรวีร์ ศิรินภสวัสดิ์ CEO, Thai Cloud
  • คุณธวัชชัย อิงบุญมีสกุล CEO, Bot and Life

แม้แต่ละบริษัทจะมีโมเดลธุรกิจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนตรงกันคือ การขายให้กับองค์กรขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ความเข้าใจปัญหาของลูกค้า และความสามารถในการส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

Primo: จังหวะที่ใช่ สำคัญไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ดี

คุณวีร์ สิรสุนทร เล่าถึงเส้นทางการสร้างธุรกิจ Loyalty Platform ว่า การได้ลูกค้าองค์กรรายแรกไม่ได้เกิดจากโชคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองเห็น “จังหวะ” ที่เหมาะสมของตลาด

Primo สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับ “เดอะวัน” ในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังมองหาพันธมิตรใหม่เพื่อขยายระบบ Loyalty ออกนอกเครือธุรกิจเดิม จึงสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้พอดี

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ ในยุค AI ผู้ประกอบการต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ แต่ต้องสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับข้อมูลที่มีอยู่ Primo จึงพัฒนา AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกและสรุป Insight ทางการตลาดแบบอัตโนมัติ ช่วยให้นักการตลาดสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

“ข้อมูลที่มีอยู่จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจได้”

MagicwandAI: หากยังไม่มีชื่อเสียง ผู้ก่อตั้งต้องเป็นคนสร้างความน่าเชื่อถือ

คุณโชค วิศวโยธิน สะท้อนว่า สำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ในวันที่ยังไม่มี Case Study หรือผลงานอ้างอิง ผู้ก่อตั้งต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของตนเองเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง

MagicwandAI เลือกทำงานกับองค์กรที่มีงบประมาณด้านการตลาดสูง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสื่อและลดต้นทุนโฆษณาได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือก็จะตามมาเอง

คุณโชคยังเน้นย้ำว่า ความเร็วคือหัวใจสำคัญในยุค AI สตาร์ตอัปไม่ควรเสียเวลาสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ควรเลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด เพื่อเร่งการเข้าสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

Thai Cloud: เข้าใจปัญหาธุรกิจให้ลึกกว่าคู่แข่ง

คุณธีรวีร์ ศิรินภสวัสดิ์ เล่าถึงการปิดดีลระดับองค์กรตั้งแต่ช่วงที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจระบบบริหารคลังสินค้าและกระบวนการหลังบ้านขององค์กร แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว Thai Cloud เลือกพูดถึงผลกระทบทางธุรกิจที่องค์กรกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่สูญเสียจากการบริหารสต็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือความผิดพลาดในการจัดการคำสั่งซื้อ การเข้าไปพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง โดยเฉพาะฝ่ายการเงินและฝ่ายบัญชี ทำให้สามารถเชื่อมโยงคุณค่าของระบบเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง

บทเรียนสำคัญคือ “อย่าขายฟีเจอร์ แต่จงขายผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับ”

Bot and Life: ความทุ่มเทและการลงมือแก้ปัญหาหน้างาน คือสิ่งที่องค์กรจดจำ

คุณธวัชชัย อิงบุญมีสกุล เล่าถึงการพัฒนาระบบ AI Assistant สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ว่า หลายครั้งความแตกต่างระหว่างการชนะและการแพ้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า

ทีมงานต้องลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมแก้ไขปัญหาตลอดเวลาเพื่อให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความใส่ใจในรายละเอียดและความพร้อมในการสนับสนุนลูกค้า คือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว และนำไปสู่การขยายความร่วมมือในอนาคต

คุณธวัชชัยยังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาคู่แข่งและมองหา Pain Point ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในตลาด เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

Contract, Cash, Customer: สูตรอยู่รอดของสตาร์ตอัปในโลกแห่งความไม่แน่นอน

แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่บทเรียนด้านการบริหารธุรกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว

ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

Contract

การจัดการสัญญาและข้อตกลงทางธุรกิจให้รัดกุม เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรขนาดใหญ่มักใช้เวลานานกว่าที่คาด และอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจได้

Cash

การบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย รู้สถานะทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ และสามารถวางแผนรักษา Runway เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางธุรกิจ

Customer

การยึดผลลัพธ์และความสำเร็จของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะลูกค้าที่ประสบความสำเร็จจะกลายเป็นกรณีศึกษา ผู้แนะนำ และพันธมิตรสำคัญในการขยายธุรกิจในอนาคต

AI ไม่ใช่คลื่นที่ต้องหลบ แต่คือโอกาสที่ต้องคว้า

บทเรียนสำคัญจากงาน Startup Thailand Connext: Scale with AI ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีสร้างธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วโลก

ขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนให้พร้อมสำหรับยุค AI ผู้ประกอบการเองก็ต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจลูกค้า สร้างคุณค่าที่แตกต่าง และรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

เพราะในท้ายที่สุด ผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถนำ AI ไปแก้ปัญหา สร้างผลลัพธ์ และส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้ดีที่สุด.

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7 สำเนา

EARLY STAGE STARTUPS IN THAILAND: LEARNING FROM REGIONAL PATHWAYS FOR GREEN INNOVATION

EARLY STAGE STARTUPS IN THAILAND:

LEARNING FROM REGIONAL PATHWAYS

FOR GREEN INNOVATION

ถอดบทเรียนเส้นทางสตาร์ตอัปไทยสู่การเติบโต จากมุมมองนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำด้านนวัตกรรม

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การสร้างสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation และ Climate Tech ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ตั้งแต่งานวิจัย การเข้าถึงเงินทุน การทดลองใช้งานจริง ไปจนถึงการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก

เวทีเสวนา “Early Stage Startups in Thailand: Learning from Regional Pathways for Green Innovation” ภายในงาน SITE 2026 จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้นำด้านนวัตกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถอดบทเรียนว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างไร เพื่อผลักดันผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA, คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ Head of Portfolio จาก The Radical Fund และ ดร. เคอิตะ โอโนะ Chief Innovation Officer จาก KX Knowledge Xchange โดยมี ดร. ณัฐชา ตุลยสุวรรณ Country Director จาก New Energy Nexus Thailand รับหน้าที่ดำเนินรายการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ต้นแบบที่ต้องลอกเลียน แต่เป็นบทเรียนที่ไทยควรนำมาปรับใช้

คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เปิดประเด็นด้วยมุมมองของนักลงทุนที่ติดตามการเติบโตของสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech ในภูมิภาค โดยระบุว่าปัจจุบันกว่า 50% ของพอร์ตการลงทุนของ The Radical Fund อยู่ในสิงคโปร์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาด ทำให้ผู้ก่อตั้งต้องคิดถึงการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกตั้งแต่วันแรก หลายบริษัทสามารถขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ตั้งแต่ช่วง Seed หรือ Series A

อีกปัจจัยสำคัญคือ ระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด หรือ “Lab to Market” ซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจ Climate Tech ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีนานกว่าสตาร์ตอัปด้านซอฟต์แวร์ทั่วไป ทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม คุณจีรยาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลของสิงคโปร์ทุกประการ แต่ควรสร้าง “Playbook” ของตนเอง โดยใช้จุดแข็งและบริบทของประเทศเป็นฐาน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สามารถพาเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

จุดแข็งของไทย คือการเป็นสนามทดสอบนวัตกรรมของภูมิภาค

ในมุมมองของภาครัฐ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินจาก Venture Capital ไม่มากเท่าสิงคโปร์ แต่กลับมีข้อได้เปรียบจากการมี Corporate Venture Capital (CVC) และองค์กรขนาดใหญ่ที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรม รวมถึงการมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร โดยเฉพาะในภาคอาหาร เกษตร และการผลิต

ศักยภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็น Testbed หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งมองหาเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจสำหรับสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณปริวรรตยอมรับว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ ทั้งที่ประเทศไทย “ใหญ่พอสำหรับการเริ่มต้น แต่ไม่ใหญ่พอสำหรับการเติบโต” NIA จึงมุ่งผลักดันแนวคิด Global from Day One เพื่อให้สตาร์ตอัปไทยออกแบบธุรกิจโดยคำนึงถึงตลาดโลกตั้งแต่เริ่มต้น

ประเทศไทยยังต้องเติมเต็ม “Accelerator” เพื่อเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ สะท้อน คือ แม้ประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยและศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) จำนวนมาก แต่กลับยังขาด Accelerator ที่ทำหน้าที่เร่งการเติบโตและเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ KX จึงพัฒนาโครงการ Tech Bite ภายใต้แนวคิด Spin-in Model เปิดโอกาสให้องค์กรขนาดใหญ่นำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลงานวิจัยที่ยังไม่ได้ต่อยอด มาร่วมพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่กับสตาร์ตอัปภายนอก

ตัวอย่างที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือความร่วมมือกับ Ajinomoto ซึ่งสามารถดึงการลงทุนจากบริษัทแม่ได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าหากสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเร่งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว

 

NIA ยกระดับการสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านโมเดล 4G

ในช่วงการนำเสนอแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ได้อธิบายกรอบการดำเนินงานของ NIA ผ่าน 4G Framework ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก Groom ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่การเข้าถึงห้องปฏิบัติการ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อเทคโนโลยีพร้อมพัฒนา NIA จะสนับสนุนผ่าน Grant สำหรับการสร้างต้นแบบ (Prototype/MVP) และการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตร อาหาร สุขภาพ และ Climate Tech ก่อนต่อยอดสู่ Growth ผ่านโครงการ Accelerator เฉพาะด้าน ได้แก่ AGROWTH, Space-F, Climate X และ Future Move และในขั้นสุดท้ายคือGlobal ซึ่งมุ่งผลักดันสตาร์ตอัปไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป

นอกจากการสนับสนุนผ่านโครงการต่าง ๆ แล้ว คุณปริวรรตยังกล่าวถึงการยกระดับบทบาทของ NIA จาก “ผู้สนับสนุนทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่อเชื่อมโยงเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และกองทรัสต์เข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมไทย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ครอบคลุมมากขึ้น ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน แต่ยังเปิดประตูสู่เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันว่า การสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่แข็งแรงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้แต่ละฝ่ายจะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ต่างก็ให้ความสำคัญกับการสร้างตลาด การเปิดโอกาสให้เกิดการทดลองใช้งานจริง และการสร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมไทย

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ Secure the Market หรือการสร้างตลาดให้กับสตาร์ตอัป โดยเฉพาะการใช้ภาครัฐเป็นลูกค้ารายแรกผ่านระบบบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างผลงานอ้างอิง และเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและต่างประเทศ

ด้าน คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เห็นว่า สิ่งที่ ที่สุดไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่คือโอกาสในการทำ Corporate Pilot กับองค์กรจริง เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีลูกค้าที่พร้อมนำไปใช้งานและยอมจ่ายเงินจริง พร้อมเสนอให้มีการแบ่งปันผลลัพธ์จากโครงการนำร่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันให้ทั้งระบบนิเวศ

ขณะที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ เน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของนวัตกรรมไทย พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศที่สามารถดึง Accelerator ชั้นนำจากกลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่าง Maria 01 ให้ประกาศลงทุนในสตาร์ตอัปไทยด้านความยั่งยืนบนเวทีได้ทันที ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศแล้ว และสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างต่อไป คือความเชื่อมั่นจากคนไทยและองค์กรไทยด้วยกันเอง

.

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การสนับสนุนด้านเงินทุน การทดลองใช้งานจริง การสร้างตลาด และการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก

แม้ประเทศไทยจะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำในภูมิภาค แต่ก็มีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านฐานอุตสาหกรรม เครือข่ายองค์กรขนาดใหญ่ และศักยภาพในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาค หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา “Playbook แบบไทย” ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ พร้อมสร้างผู้ประกอบการที่คิดไกลและมองตลาดโลกตั้งแต่วันแรก ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมสีเขียวและสตาร์ตอัปด้านความยั่งยืนในภูมิภาคได้อย่างมั่นคงในอนาคต.

16

Startup Thailand Deep Tech Venture 2026: Deep Tech ไทย บนเวทีโลก

Startup Thailand Deep Tech

Venture 2026:

Deep Tech ไทย บนเวทีโลก

ถอดรหัสความสำเร็จและการเดินทางของสตาร์ตอัป Deep Tech สัญชาติไทย ในกิจกรรม Japan Market Discovery 2026 ภายใต้โครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026

เมื่อนวัตกรรมไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ

ในยุคที่การเติบโตของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกได้จริง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงได้เดินหน้าผลักดันโครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 นำทัพ 10 สตาร์ตอัปสาย Deep Tech ของไทย บินลัดฟ้าสู่ประเทศญี่ปุ่นในกิจกรรม Japan Market Discovery 2026 เพื่อพิสูจน์ศักยภาพนวัตกรรมไทยในตลาดปราบเซียนที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลก การเดินทางในครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้ากับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ผ่าน 3 กลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

กลุ่มเทคโนโลยีแห่งความยั่งยืน (Sustainability)

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้าร่วมเดินทางถึง 5 โครงการ โดยมุ่งเน้นไปที่การตอบโจทย์มาตรการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมวนเวียน (Circular Economy) ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดันอย่างหนัก เริ่มต้นด้วย Nano Coating Tech Co., Ltd. นวัตกรรมสารเคลือบนาโนสำหรับแผงโซลาร์ สิ่งทอ และสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเข้ามาตอบรับกับการขยายตัวของแผง Solar Cell ในญี่ปุ่นได้อย่างถูกเวลา จุดเด่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและช่วยลดการใช้แรงงานในการทำความสะอาดแผง ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากพันธมิตรญี่ปุ่นในการร่วมทดสอบเทคโนโลยี (PoC) แล้ว

ถัดมาคือ Cleantech and Beyond Co., Ltd. ผู้พัฒนาฉลากอัจฉริยะเพื่อการติดตามอุณหภูมิแบบไร้สายผ่านเทคโนโลยี RFID, NFC และ QR Code ตอบโจทย์อุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) และโลจิสติกส์อาหาร โดยปัจจุบันมีลูกค้าญี่ปุ่นอยู่ระหว่างทำ PoC เพื่อขยายผลสู่ระดับภูมิภาค ขณะที่ Circularis เป็นสตาร์ตอัปที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเปลี่ยนขยะหมดอายุการใช้งานอย่างแผงโซลาร์เซลล์ให้กลับกลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง สอดรับกับกฎระเบียบการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่นอย่างตรงจุด ปัจจุบันกำลังหารือเพื่อทำ PoC ในขั้นต่อไปและมีโอกาสสูงในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมี GREEN PAW INNOVATIONS CO., LTD. ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงด้วยทรายแมว “Cattery Care” จากนวัตกรรมกราฟีน (Graphene) ควบคู่กับการใช้วัตถุดิบเหลือทิ้งจากกากเต้าหู้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตอบรับเทรนด์ Green Consumerism ในตลาดญี่ปุ่นที่มีมูลค่ามหาศาล และปิดท้ายกลุ่มนี้ด้วย Re-bonding Co., Ltd. นวัตกรรมสารเคลือบชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์กระดาษ มีคุณสมบัติเด่นในการกันน้ำและความชื้น โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เจาะตลาดการอนุรักษ์วัฒนธรรม (Cultural Preservation) ของญี่ปุ่น เช่น ประตูโบราณ เอกสาร และภาพวาดล้ำค่า ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูงและต้องการเทคโนโลยีเชิงลึก โดยปัจจุบันมีแผนร่วมทำ PoC กับพันธมิตรท้องถิ่นแล้ว

กลุ่มเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech)

เมื่อประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีด้านการป้องกัน สุขภาพ และความปลอดภัยของอาหาร จึงเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูง โดยมี 3 สตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมท้าทายในตลาดนี้ รายแรกคือ Innophytotech Co., Ltd. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูงที่เปลี่ยนน้ำตาลจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactives) ให้กลายเป็นส่วนผสมเชิงฟังก์ชันมูลค่าสูง (Functional Ingredient) ช่วยลดน้ำตาลและเปลี่ยนเป็น Prebiotic ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วมกับคู่ค้าในญี่ปุ่น

รายที่สองคือ Detectra Biotechnology แพลตฟอร์มตรวจวิเคราะห์ด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ซึ่งตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้าของญี่ปุ่นอย่างพอดิบพอดี โดยทีมงานได้ร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่นมาตั้งแต่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์และมีแผนทดสอบการใช้งานจริงร่วมกับบริษัทเอกชนญี่ปุ่นแล้ว และรายสุดท้ายคือ Innofalcon Co., Ltd. นวัตกรรมแปรสภาพถั่งเช่าสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ (Advancing Functional Health with Cordyceps) มุ่งเน้นคุณสมบัติการเพิ่มภูมิคุ้มกันและความสดชื่น ตรงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการจับคู่กับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ต่อไป

กลุ่มเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech)

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมอาหารและความพิถีพิถัน สตาร์ตอัปไทยในกลุ่มนี้จึงต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาพิชิตใจผู้บริโภค เริ่มด้วย MUI Robotics Co., Ltd. สตาร์ตอัปสายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่พัฒนา “Sensory AI” โดยใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เลียนแบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ในการตรวจวัดและจำแนกกลิ่นอย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเรื่องการควบคุมคุณภาพ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายและเริ่มเปิดการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกับทางพันธมิตรที่ญี่ปุ่นแล้วเพื่อนำไปสู่ผลในเชิงพาณิชย์

และอีกหนึ่งรายคือ Plant Origin Food Co., Ltd. กับนวัตกรรมเปลี่ยน “รำข้าว” ให้เป็นโปรตีนคุณภาพสูง ตอบรับกระแสโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพันธมิตรญี่ปุ่นในการเตรียมทำ PoC เพื่อการจำหน่ายสินค้าและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นต่อไป

ตัวเลขความสำเร็จและการเชื่อมต่อระบบนิเวศ (Ecosystem)

การเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในครั้งแรกนี้ สตาร์ตอัปไทยไม่ได้ไปเพียงเพื่อโชว์ผลงาน แต่เกิดการเจรจาและสร้างแรงกระเพื่อมในเครือข่ายธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมหลัก 3 ส่วนด้วยกันคือ:

  • กิจกรรม THAI DeepTech Showcase 2026: งานประกาศศักยภาพครั้งใหญ่ที่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงธุรกิจญี่ปุ่น โดยสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น (JP Corporates) เข้าร่วมถึง 48 บริษัท มีผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมฟัง (Participants) กว่า 70 คน และเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Matchings) สูงถึง 120 คู่ ภายใต้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสมาคมไทยธุรกิจในญี่ปุ่น (TIB), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำกรุงโตเกียว และจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki Prefecture)
  • กิจกรรม Startup Japan Expo 2026 & 1-1 Meeting with Corporate: ในงานเอ็กซ์โปสร้างเครือข่าย สตาร์ตอัปไทยเกิดการจับคู่ธุรกิจเพิ่มอีก 20 คู่ กับกลุ่มสตาร์ตอัปญี่ปุ่นสาย AI, Platform และ Ecosystem นอกจากนี้ในเซสชันเจรจาแบบตัวต่อตัว (1-1 Meeting) ยังเกิดการจับคู่ตรงสายกับบริษัทยักษ์ใหญ่และผู้กระจายสินค้าถึง 14 คู่ เช่น Kirin Group (กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร), CO2OS (กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์), Sustainability Food Asia (กลุ่มความยั่งยืน), Lowin และ Global Distribution System (กลุ่มผู้จัดจำหน่าย) รวมถึง Mae และ EN Innovation (กลุ่ม Wellness)
  • กิจกรรม Ecosystem Tour: เพื่อเปิดมุมมองการทำธุรกิจเชิงลึก ทีมงานและสตาร์ตอัปได้เข้าเยี่ยมชมองค์กรขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ได้แก่ Leave a Nest Co., Ltd., ศูนย์บ่มเพาะ Center of Garage และแหล่งรวมสถาบันวิจัยชั้นนำ TAKANAWA GATEWAY Link Scholars’ Hub (LiSH) รวมถึงบริษัทเงินร่วมลงทุนอย่าง UntroD Capital Japan Inc. โดยมีสตาร์ตอัปไทย 5 ทีมที่ได้รับโอกาสพิเศษในการขึ้นเวที Pitching นำเสนอไอเดียต่อหน้านักลงทุนญี่ปุ่นโดยตรง

 

บทสรุปและก้าวต่อไปในปี 2026

แม้ว่าภาพรวมความสำเร็จในแง่ของตัวเลขการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการตอบรับเข้าทำ PoC ของการเดินทางครั้งแรกจะออกมาน่าประทับใจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงยังอยู่ข้างหน้า ปัจจุบันโครงการยังคงอยู่ในช่วง “รอประเมินผลลัพธ์เชิงลึกขั้นสุดท้าย” เนื่องจากสตาร์ตอัปทั้งหมดเพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางไปร่วมงานครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 – 30 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นเด่นชัดจากโครงการนี้คือ Deep Tech ของไทยไม่ได้เป็นรองใครในเวทีโลก สตาร์ตอัปไทยสามารถนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบการเกษตร (Bio-resources) มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว และนี่คือบทพิสูจน์ว่าในอนาคตอันใกล้ Deep Tech ไทย จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนและเปลี่ยนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน

20

Scaleup to Global: ปักหมุดนวัตกรรมไทยสู่ฮ่องกง เปิดประตูธุรกิจสู่จีนและตลาดโลก

Scaleup to Global:

ปักหมุดนวัตกรรมไทยสู่ฮ่องกง

เปิดประตูธุรกิจสู่จีนและตลาดโลก

ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้นในระดับโลก การสร้างนวัตกรรมที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากผู้ประกอบการไม่สามารถขยายธุรกิจ เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับนานาชาติได้จริง

ด้วยเป้าหมายในการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Scaleup to Global 2026 นำคณะสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมงานเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผ่านสองเวทีสำคัญ ได้แก่ JUMPSTARTER 2026 และ InnoEx 2026 ซึ่งเป็นเวทีรวมตัวของผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน บริษัทชั้นนำ และผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของเอเชีย

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไปจัดแสดง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการ Soft Landing Program ร่วมกับ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และภูมิภาคเอเชียในระยะยาว

ฮ่องกงถือเป็นหนึ่งในประตูสำคัญสู่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น เซินเจิ้น กว่างโจว และมาเก๊า จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงทั้งตลาด ผู้บริโภค นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมสุขภาพไทย ตอบโจทย์สังคมสูงวัยโลก

หนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัปที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

HealSphere นำเสนอแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพจิตผ่านการผสานเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) การวิเคราะห์คลื่นสมอง (EEG) และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยประเมินภาวะเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างแม่นยำมากขึ้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการประเมินผ่านแบบสอบถามเป็นหลัก เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีการใช้งานจริงทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนแล้วในปัจจุบัน

ด้าน Tech Care System พัฒนา “Smart Stick” หรือไม้เท้าอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดิน แต่ยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบเคลื่อนที่ ภายในติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีพ ระบบ GPS และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่สามารถส่งข้อมูลไปยังผู้ดูแลหรือสถานพยาบาลได้ทันที ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง

ขณะที่ VTK Inno Group เจ้าของผลิตภัณฑ์ “Haruna” ได้นำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์จุลินทรีย์ในลำไส้มาพัฒนาอาหารเชิงการแพทย์จากพรีไบโอติกธรรมชาติ เพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะท้องผูกเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหาร เทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนการต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในตลาดโลก

Future Food จากประเทศไทยสู่ผู้บริโภคยุคใหม่

อีกหนึ่งกลุ่มนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยคืออุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกระแสการดูแลสุขภาพและการบริโภคอย่างยั่งยืน

Whale Rice จาก Neramitfoodtech นำเสนอ “ข้าวทางเลือก” ที่ผลิตจากโปรตีนปลาและเส้นใยสาหร่ายทะเล ซึ่งสามารถรับประทานแทนข้าวทั่วไปได้ แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำและค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการทางเลือกด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยังคงรูปแบบการบริโภคที่คุ้นเคยของคนเอเชีย ซึ่งนิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ทำให้สามารถตอบโจทย์ตลาดขนาดใหญ่ทั้งในฮ่องกง จีน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้อย่างมีศักยภาพ

 AI ไทย ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก สตาร์ตอัปไทยหลายรายได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Botnoi Group นำเสนอแพลตฟอร์ม Conversational AI และ Voice AI ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและภาษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปรับแต่งโมเดล AI ให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเงิน ประกันภัย และสาธารณสุข

ขณะที่ Wang Data Market ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI ผ่านระบบรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะข้อมูลด้านภาษาและบริบททางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก

ส่วน AIYA.AI พัฒนาแพลตฟอร์ม Unified Commerce ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านเทคโนโลยี AiBeacon และ Generative AI ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจังหวะและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

ขับเคลื่อนอนาคตด้วยพลังข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านสุขภาพ อาหาร และ AI แล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

SABLE พัฒนาแพลตฟอร์ม Customer Data Platform (CDP) และระบบการตลาดอัตโนมัติที่ผสานการทำงานของ Agentic AI และศาสตร์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขาย การรักษาฐานลูกค้า และการวางกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร

ด้าน PAM CDP จาก 3DS Interactive นำเสนอโซลูชันบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบครบวงจร โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วย AIเพื่อสร้างมุมมองลูกค้าแบบ 360 องศา ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ Customer Journey และส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้แบบเรียลไทม์

ขณะที่ RIFFAI สะท้อนศักยภาพของไทยในกลุ่ม DeepTech ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผสานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ภาพถ่ายจากระบบสังเกตการณ์โลก และข้อมูลสภาพอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ AI ในการประมวลผลและคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในภาคพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนเมือง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ

ความสำเร็จบนเวทีนานาชาติ

ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสตาร์ตอัปไทย แต่ยังสร้างการยอมรับในระดับสากล โดยมีสตาร์ตอัปไทย 2 ราย ได้แก่ Mui Robotics และ Osseolabs ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบ Top 30 Global Finalists ของการแข่งขัน JUMPSTARTER 2026 และมีโอกาสนำเสนอธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก

นอกจากนี้ NIA ยังได้หารือเพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำของฮ่องกง อาทิ HKSTP, HKAI LAB และ Alibaba Ecosystem เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวในการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย ทั้งด้านการเข้าถึงตลาด การระดมทุน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ

NIA กับบทบาทการเร่งขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยสู่สากล

ความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ NIA ในการเป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรมภายในประเทศ แต่เร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ การปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดเป้าหมาย การสนับสนุนการทดสอบตลาดจริง การสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน ตลอดจนการสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสในการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย

การปักหมุดที่ฮ่องกงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติ หากแต่เป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในภูมิภาค Greater Bay Area และสร้างเส้นทางการเติบโตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Global Startup ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรมของ Corporate Venture Capital (CVC) เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน จากงาน SITE 2026

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม

ของ Corporate Venture Capital

เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน 

จากงาน SITE 2026

โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายที่องค์กรธุรกิจต้องรับมือ แต่กำลังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ และมองหาพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรชั้นนำเลือกใช้ คือ Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนใน Startup ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากกว่าการเป็นนักลงทุนที่มอบเงินทุน แต่ทำหน้าที่เป็น “Strategic Partner” ที่ช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ธุรกิจหลัก พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและสตาร์ตอัป

จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 ที่รวบรวมผู้บริหารด้านการลงทุนของ CVC ชั้นนำของประเทศไทย ทั้ง AddVentures by SCG, InnoPower และบ้านปู CVC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เกมการลงทุน” ได้เปลี่ยนไปแล้ว และองค์กรต่างกำลังมองหา Startup ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคตได้อย่างแท้จริง

จากนักลงทุน สู่ “Gateway” เชื่อม Startup เข้าสู่ธุรกิจระดับโลก

คุณชาติวัฒน์ เลิศวงศ์วีรชัย Senior Investment Manager จาก AddVentures by SCG อธิบายว่า บทบาทของ AddVentures ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่เป็น “Gateway” ที่เปิดประตูให้ Startup จากทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศธุรกิจของ SCG ภายใต้แนวคิด “You Innovate, We Scale”

แนวคิดนี้สะท้อนว่าคุณค่าที่ Startup จะได้รับไม่ได้มีเพียงเงินลงทุน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โรงงาน เครือข่ายธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่มีอยู่ ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจได้เร็วกว่าการขยายตลาดด้วยตนเอง

ทิศทางการลงทุนของ AddVentures ในช่วงต่อจากนี้จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

  • Clean Energy
  • Climate Tech
  • New Materials
  • Data & Industrial AI
  • New Business Model และแพลตฟอร์มดิจิทัล

โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ Startup ที่อยู่ในระดับ Series A ขึ้นไป ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง (Problem-Solution Fit) และพร้อมเข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ (Scaling) เพราะเป็นช่วงที่ทรัพยากรขององค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้ามาเร่งการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อ “Decarbonization” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โลกกำลังให้ความสำคัญกับ Energy Security

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจากคุณชยุตม์ จตุนวรัตน์ Investment Principal, Venture Capital จาก InnoPower ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานอย่างชัดเจน

ในอดีต การลงทุนด้าน Climate Tech มักให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) เป็นหลัก แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือวิกฤตพลังงาน ทำให้องค์กรต้องเพิ่มมิติของ “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” เข้ามาควบคู่กัน

นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคตจะไม่ได้ถูกประเมินจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้ประเทศ อุตสาหกรรม และผู้ใช้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ ด้วยเหตุนี้ InnoPower จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น

  • ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long Duration Energy Storage)
  • เทคโนโลยีเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience)
  • เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuel)
  • เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ (Next Generation Nuclear)

โดยมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานโลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

AI Boom กำลังสร้าง “โอกาสการลงทุนใหม่” ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น

ขณะที่หลายคนมองว่า AI คือซอฟต์แวร์หรือโมเดลภาษา แต่ในมุมของนักลงทุน CVC กลับมองลึกลงไปกว่านั้น

คุณเพชร วรรณิสสร Head of Corporate Venture Capital จากบ้านปู CVC อธิบายว่า การเติบโตของ AI ทำให้โลกต้องการ Data Center จำนวนมหาศาล และ Data Center ทุกแห่งล้วนต้องใช้ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

บ้านปูจึงมองเห็น “ช่องว่างทางนวัตกรรม” ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านแนวคิด Energy Symphonics ซึ่งเป็นการสร้างระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 3D Investment ได้แก่

  • Decentralization การกระจายศูนย์การผลิตพลังงาน
  • Digitalization การใช้ AI และซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ
  • Decarbonization การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากแนวคิดดังกล่าว บ้านปูจึงมองหา Startup ที่ไม่ได้พัฒนา AI โดยตรง แต่พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ AI สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • ระบบระบายความร้อน (Cooling System)
  • Semiconductor ที่ใช้พลังงานต่ำ
  • ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
  • Energy Management Platform
  • โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center

สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ CVC ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ยุคใหม่ของ CVC ไม่ได้ลงทุนเพื่อ “กำไร” เพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อสร้าง Synergy

หนึ่งในประเด็นที่ผู้บริหารทั้งสามองค์กรเห็นตรงกัน คือ CVC ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด คือ Strategic Return หรือผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์

กล่าวคือ Startup ที่จะได้รับความสนใจ ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจหลักขององค์กรแม่ ไม่ว่าจะเป็น

  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • ลดต้นทุน
  • เปิดตลาดใหม่
  • สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
  • หรือช่วยเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้วยเหตุนี้ การสร้าง “Synergy” ระหว่าง Startup กับองค์กร จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว

 

Startup ไทยจะคว้าโอกาสจาก CVC ได้อย่างไร

แม้ประเทศไทยจะมี Startup ที่โดดเด่นในหลายสาขา เช่น Food Tech, Health Tech และ Medical Tech แต่ผู้บริหาร CVC ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ Startup ไทยยังต้องเร่งพัฒนา คือการคิดแบบ Think Global, Day One

หรือการออกแบบเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น

พร้อมกันนั้น Startup ควรมุ่งสร้าง Deep Tech หรือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและยากต่อการลอกเลียนแบบ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว และเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีที่ชัดเจน สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ทีละขั้น (Step-by-step Proof) โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาและเงินลงทุนสูง การแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในแต่ละช่วงจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับ CVC ได้มากขึ้น

 

บทสรุป: โลกใหม่ของ CVC คือการเติบโตไปด้วยกัน

ภาพรวมของการลงทุนด้านนวัตกรรมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า Corporate Venture Capital ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เน้นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนทางการเงิน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและอุตสาหกรรม

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของ AI การลงทุนในอนาคตจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างทั้ง “ความยั่งยืน” และ “ความมั่นคง” ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Climate Tech, Clean Energy, Energy Security, AI Infrastructure หรือ Deep Tech

สำหรับ Startup ไทย โอกาสยังเปิดกว้างกว่าที่เคย แต่การจะดึงดูด CVC ระดับโลกได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีไอเดียที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง สร้างคุณค่าร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ และมีศักยภาพในการเติบโตสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก

ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เงินลงทุน” อาจไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทั้ง Startup และ CVC ต่างกำลังมองหาร่วมกัน คือ “พันธมิตรที่สามารถเติบโตไปด้วยกัน” เพราะผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคต ไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริง สร้างผลกระทบทางธุรกิจได้จริง และร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกในระยะยาว

Z63_6324
14

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น: เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ “Scale Up to Global: JAPAN”

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น:

เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ

Scale Up to Global: JAPAN”

ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปและ SME เทคโนโลยีจากประเทศไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแส แต่สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของสังคมยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ ด้วยศักยภาพที่พร้อมเติบโตนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. จึงได้นำคณะสตาร์ตอัปไทยบินลัดฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความร่วมมือและขยายตลาดต่างประเทศ (Collaboration & Market Expansion Program) ภายในงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีสากลอย่างเต็มตัว 

อย่างไรก็ตาม การพาสตาร์ตอัปไป SusHi Tech Tokyo 2026  ไม่ใช่เพียงการออกงานต่างประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเติบโตที่ สนช. ออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเชื่อมต่อพันธมิตร การสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไปจนถึงการส่งต่อเข้าสู่Scale Up Program เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งด้านการขยายตลาด การจับคู่ธุรกิจ การลงทุน รายได้ และ impact ต่อเศรษฐกิจไทย โครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของ สนช. ในการเป็น Global Connector ที่เชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก และยกระดับนวัตกรรมไทยให้เติบโตได้จริงในตลาดสากล

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของญี่ปุ่น ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 3 หน่วยงานพันธมิตรที่จะเข้ามาเติมเต็มการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยในทุกมิติ เริ่มต้นจาก Leave a Nest ที่เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ TAKANAWA GATEWAY Link Scholars’ Hub (LiSH) จะช่วยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุน พื้นที่ทดลองนวัตกรรมในสถานการณ์จริง (Sandbox) และเครือข่ายองค์กรชั้นนำ และปิดท้ายด้วย Tokyo SME Support Center ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ตลอดจนการเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจในระดับท้องถิ่น

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะเทคโนโลยี การทดลองใช้งานจริง การเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สนช. ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสตาร์ตอัปไทยกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับนานาชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่า “นวัตกรรมไทย” มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเติบโต แข่งขัน และปักหมุดความสำเร็จในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

จากสุขภาพเชิงป้องกัน สู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เทคโนโลยีด้านสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท วีทีเค อินโน กรุ๊ป จำกัด (VTK Inno Group) จึงนำเสนอ “Haruna” (ฮารุนะ) นวัตกรรมอาหารเชิงการแพทย์ในรูปแบบผงผักพรีไบโอติกจากธรรมชาติ 100% ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และบรรเทาปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว

จุดเด่นสำคัญของ Haruna คือการมีงานวิจัยและผลการศึกษาทางคลินิกรองรับ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถตอบโจทย์ตลาดสุขภาพของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยของผู้บริโภค นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร สุขภาพ และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมตอบโจทย์การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

 

เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคน: เมื่อองค์ความรู้กลายเป็นสินทรัพย์ขององค์กร

อีกหนึ่งความท้าทายที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการขาดแคลนแรงงานและการส่งต่อองค์ความรู้จากแรงงานรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง บริษัท วายวีอาร์ จำกัด (YVR) จึงนำเสนอแพลตฟอร์ม Virtual Reality (VR) ที่ช่วยจำลองสถานการณ์การทำงานจริงเพื่อใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ และบุคลากรผู้สอน นอกจากช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมแล้ว ยังช่วยรักษาองค์ความรู้สำคัญขององค์กรไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับการเกษียณอายุของบุคลากร ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่หลายองค์กรญี่ปุ่นกำลังให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน

 

เปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้กลายเป็นวัสดุแห่งอนาคต

ในมิติของความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัท เอเวอร์เจน เทคโนโลยี จำกัด (Evergen Technologies) ได้สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในประเทศ ผ่านการพัฒนาวัสดุชีวภาพจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ “PiLeatha”

บริษัทสามารถพัฒนาวัสดุทดแทนหนังที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังสัตว์ แต่ปราศจากพลาสติกและสารเคมีอันตราย สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลาย นวัตกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ภาคธุรกิจกำลังมองหาวัสดุทางเลือกเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

Deep Tech ไทย กับการสร้างเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากการตอบโจทย์ด้านสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืนแล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงศักยภาพด้าน Deep Tech และ Smart City ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างครบวงจร จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอัจฉริยะคือการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ โดย บริษัท คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ จำกัด (Cleantech and Beyond) ได้พัฒนา Digital Temperature Indicator (DTI) อุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้โรงงานและโครงสร้างพื้นฐานสามารถติดตามสภาพการทำงานของอุปกรณ์ในพื้นที่ที่ระบบเซนเซอร์ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Condition-Based Maintenance)

เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ บริษัท พรีโมเวิร์ล จำกัด (Primoworld) ได้เข้ามาเสริมศักยภาพองค์กรด้วยแพลตฟอร์ม CRM และ Omnichannel ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางเข้าสู่ระบบเดียว ทำให้องค์กรสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและยกระดับประสบการณ์การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การบริหารจัดการพื้นที่เมือง บริษัท อินฟิไลท์ จำกัด (Infilight) ได้นำเสนอระบบบริหารจัดการลานจอดรถอัจฉริยะที่ใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการควบคุมการเข้า-ออก ช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ สอดประสานกับ บริษัท เนกซ์เทียร์ จำกัด (Nextere) ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำผ่านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ การบริหารจัดการเมืองในอนาคตยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แม่นยำ บริษัท กราฟฟิตี้ เทคโนโลยี จำกัด (Graffity Technologies) จึงนำเทคโนโลยี AI และ Augmented Reality มาสร้างแผนที่สามมิติและ Digital Twin เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจำลอง วิเคราะห์ และบริหารจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด (Vekin) จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AI Carbon Auditor เพื่อช่วยองค์กรติดตามข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการดำเนินงานด้าน ESG แบบอัตโนมัติ เพิ่มความโปร่งใสและรองรับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับด้านการเดินทางและระบบขนส่งสาธารณะ บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (VIA Group) ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม ViaBus ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ พร้อมต่อยอดสู่โซลูชันสำหรับการบริหารจัดการระบบคมนาคมเมือง และปิดท้ายห่วงโซ่อุปทานด้วย บริษัท แซดพีเอส คอร์เปอเรชั่น จำกัด (ZPS Corporation) ที่นำ AI มาพัฒนาแพลตฟอร์ม ZUPPORTS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่าสตาร์ตอัปไทยเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีแบบแยกส่วน หากแต่กำลังร่วมกันสร้างระบบนิเวศของเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การบริหารพลังงาน การคมนาคม ความยั่งยืน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเร่งขับเคลื่อน Smart City และ Carbon Neutral Society อย่างเต็มรูปแบบ

ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจด้วยโปรแกรม “Scale Up to Global: JAPAN”

เพื่อเร่งรัดการเติบโตและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดที่มีมาตรฐานสูงและซับซ้อนอย่างประเทศญี่ปุ่น สนช. จึงได้ริเริ่มโครงการเรือธงอย่าง “Scale Up to Global: JAPAN” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพสูง ให้สามารถขยายตลาดในญี่ปุ่น พร้อมสร้างโอกาสการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชิงลึก ยกระดับนวัตกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนในระดับสากล

ความสำเร็จของโครงการ Scale Up to Global: JAPAN เกิดขึ้นจากการผสานกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรระดับแนวหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นที่เข้ามาเติมเต็มลู่วิ่งการเติบโตในทุกมิติ ได้แก่

  • Leave a Nest: ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ช่วยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก
  • Fukuoka City: เมืองหลวงแห่งสตาร์ตอัปของญี่ปุ่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์และการจัดตั้งฐานธุรกิจ
  • Ibaraki Prefecture: ศูนย์กลางการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยเปิดประตูสู่การร่วมทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ภายใต้โครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ มี 5 สตาร์ตอัปไทย ที่ผ่านการคัดเลือกและเข้ามาเป็นตัวแทนสะท้อนว่านวัตกรรมสัญชาติไทยมีศักยภาพสูงและพร้อมเติบโตในตลาดสากล ได้แก่ บริษัท ทีไออี สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด, บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด, บริษัท อินโนไฟโตเทค จำกัด และ บริษัท อไลฟ์ลูป จำกัด

การผลักดันผ่านโครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของ สนช. ที่กำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มกำลังในการช่วยเหลือสตาร์ตอัปไทยให้สามารถขยายตลาดและความร่วมมือในต่างประเทศ โดย สนช. มุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่โมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมธุรกิจญี่ปุ่น ทลายกำแพงด้านกฎระเบียบต่างประเทศ และปักหมุดความสำเร็จในฐานะตัวจริงบนเวทีเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

12

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก: เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก:

เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์

แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ “AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สตาร์ตอัปไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามกับตนเองว่า “เราจะสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกได้จริงหรือ?”

แต่บทสนทนาบนเวทีเสวนา “AI: The Invisible Architect of Future Industry” ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชวนให้มองอนาคตในอีกมุมหนึ่ง มุมที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งการแข่งขัน หากแต่เป็นสถาปนิกที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังออกแบบอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และศักยภาพของมนุษย์ในอนาคต

การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง อ.เชน-ดร.ยศชนัน รมว.อว. และ พีพี-ดร.พัทน์ MIT Media Lab ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพยากรมากที่สุด หรือมี AI ที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้คน และสร้างนวัตกรรมที่มีรากฐานจากจุดแข็งเฉพาะตัวของประเทศ

     จาก AI Substitution สู่ Intelligence Augmentation

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนกรอบคิดจาก “AI แทนที่มนุษย์” ไปสู่ “AI เสริมศักยภาพมนุษย์”

ในขณะที่โลกกำลังพยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทั้งการเข้าใจภาษา ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้คน แต่ในทางกลับกัน หลายองค์กรกลับออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้มนุษย์ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนไม่ต่างจากเครื่องจักร

โจทย์สำคัญของนวัตกรรมในอนาคตจึงไม่ใช่การสร้าง AI ที่ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่คือการออกแบบ AI ที่ช่วยให้มนุษย์คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น Digital Twin ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถสำรวจอนาคตของตนเองผ่านการจำลองตัวตนดิจิทัล หรือ AI Watchdog ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่ลดบทบาทของมนุษย์

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเริ่มต้นจากสิ่งที่ยังไม่มีใครเข้าใจ

อีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจจาก MIT Media Lab คือเรื่องราวของการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในยุคแรก

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน แนวคิดการใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอถูกมองว่าไม่มีอนาคต หลายคนตั้งคำถามถึงความสะอาด ความแม่นยำ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

แต่ในปัจจุบัน หน้าจอสัมผัสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่ามหาศาล

บทเรียนดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญของ DeepTech ว่า งานวิจัยที่เปลี่ยนโลกจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์รายได้ในวันพรุ่งนี้ หากแต่เกิดจากการมองเห็นปัญหาและโอกาสในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย หากต้องการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที

     ทางลัดของ DeepTech ไทย ไม่ใช่การทำทุกอย่างเอง

ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปสาย DeepTech คือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นกำลังประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือเงินลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างด้วยตนเองเสมอไป

บทบาทของภาครัฐในอนาคตคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม AI เครื่องมือวิจัย หรือเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่าย ความได้เปรียบไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่มาจากความสามารถในการเชื่อมโยงทรัพยากรและสร้างความร่วมมือที่เหมาะสม

เมื่อ Soft Power กลายเป็นสนามแข่งขันของ DeepTech ไทย

     หากประเทศไทยพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจด้าน AI ในสนามเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล โอกาสในการแข่งขันอาจมีข้อจำกัด

     แต่หากนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของประเทศ โอกาสใหม่ก็จะเกิดขึ้น

     แนวคิด HT-AI (Heritage, Technology, Art and Innovation) คือภาพสะท้อนของแนวทางดังกล่าว

     ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย การสร้างประสบการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือการพัฒนา Wellness Economy ที่ผสานข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และวิถีชีวิตแบบไทย ล้วนเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

     ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งที่ยากต่อการลอกเลียนแบบกลับเป็นบริบท วัฒนธรรม และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น

อนาคตไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่คน

     ประเด็นสำคัญที่สุดจากเวทีเสวนาอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของผู้คน

     อนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่เรามี หรือจำนวนโมเดล AI ที่เราสร้างขึ้น แต่ถูกกำหนดโดยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในโลกยุคดิจิทัล

     การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลอง การวิจัย การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Change Maker รุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด AI อาจไม่ได้มาแทนที่มนุษย์

แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ค้นพบศักยภาพของตนเองได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

และสำหรับสตาร์ตอัปไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “AI จะทำอะไรได้บ้าง”

แต่คือ “เราจะใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตแบบไหนให้กับประเทศและโลกใบนี้”

อ่านบทวิเคราะห์ เจาะลึกกระแส และสรุปบรรยากาศจากงานเสวนานี้เพิ่มเติมได้ที่:

10

เมื่อ “ดาต้า” บีบให้ธุรกิจเปลี่ยนเกณฑ์: ถอดรหัสกรีนสตาร์ตอัปยุคใหม่ เติบโตอย่างไรในวันที่กำไรไม่ใช่คำตอบเดียว

เมื่อ “ดาต้า” บีบให้ธุรกิจเปลี่ยนเกณฑ์:

ถอดรหัสกรีนสตาร์ตอัปยุคใหม่

เติบโตอย่างไรในวันที่กำไรไม่ใช่คำตอบเดียว

จากเวทีเสวนา หัวข้อ “Redefining Growth – GreenTech Startups Leading the Change” โครงการ Global Startup Hub 2026

เมื่อข้อมูลและมลพิษบีบให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดความสำเร็จ

ท่ามกลางกระแสโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของผู้คนและการขับเคลื่อนธุรกิจกำลังถูกท้าทายด้วย “ดาต้า” หรือข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงระดับบุคคลและองค์กรมากขึ้น บนเวทีเสวนาครั้งนี้ คุณรัชวุฒิ พิชญาพันธุ์ (Fixzy) ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ข้อมูลรอบตัวเราที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสุขภาพส่วนบุคคลหรือตัวเลขมลพิษอย่าง PM 2.5 ได้ลบล้างความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าการไม่รู้คือการไม่มีปัญหา เพราะเมื่อมีตัววัดค่าที่ชัดเจน ทุกคนจึงเริ่มตระหนักและอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับในโลกของธุรกิจที่ดาต้าได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณู จนทำให้การแข่งขันในปัจจุบันก้าวข้ามเพียงเรื่องเทคโนโลยีทั่วไป แต่กลายเป็นการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อควบคุมต้นทุนที่มองไม่เห็น ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในเซสชันนี้มี GreenTech Startup สัญชาติไทย 4 บริษัท มาร่วมแบ่งปันมุมมองและโซลูชันที่จับต้องได้จริง

SEMPLY เผยกลยุทธ์จับต้องไฟฟ้าที่มองไม่เห็นมาลดต้นทุนอาคารแบบเรียลไทม์

เมื่อพูดถึงต้นทุนที่ควบคุมได้ยากในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือค่าไฟฟ้าและเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างเครื่องจักรชำรุด สตาร์ตอัปแต่ละรายจึงนำเสนอทางออกที่แตกต่างกันไปตามความเชี่ยวชาญ คุณวิชิต พลสูงเนิน จาก SEMPLY ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานและระบบอาคารอัตโนมัติ โดยรวบรวมระบบโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ อีวีชาร์จเจอร์ และเครื่องจักรต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในหน้าจอเดียว เพื่อแปลงค่าไฟฟ้าที่เคยเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ให้เห็นภาพชัดเจนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องรอเห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนแล้วค่อยตระหนกตกใจ แต่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันที เช่น เคสของลูกค้ารายหนึ่งที่พบว่าค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติในช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นของทุกวัน เมื่อระบบนำข้อมูลมารวมกันจึงทำให้ค้นพบว่า เป็นช่วงที่แสงแดดเริ่มหมด ส่งผลให้โซล่าเซลล์ผลิตไฟได้น้อยลง ขณะที่มีเครื่องจักรตัวหนึ่งกำลังทำงานหนักอยู่พอดี การเห็นข้อมูลนี้จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Merlinium สกัดความเสียหายล่วงหน้าด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะรู้ก่อนพัง

ในมิติของความเสียหายเชิงกายภาพ คุณนฤชา อมรดิษฐ์ จาก Merlinium ได้นำเสนอเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำและการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance เพื่อเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วก่อนที่ความเสียหายขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น โดยย้อนกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการพัฒนาโมดูลอัจฉริยะให้เซ็นเซอร์หน้างานประมวลผลได้รวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอเก็บดาต้ายาวนานถึงหกเดือนจนเครื่องจักรพังไปเสียก่อน การประมวลผลที่ฉับไวนี้ช่วยร่นระยะเวลาเรียนรู้พฤติกรรมของเครื่องจักร ส่งข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เปลืองค่าดาต้า และทำให้เจ้าของโรงงานรับรู้ล่วงหน้าว่าอุปกรณ์ชิ้นใดกำลังเหนื่อยหรือเริ่มฝืด เพื่อวางแผนซ่อมบำรุงในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่สายการผลิตจะหยุดชักงักแล้ว ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพอีกด้วย

GEPP Sa-Ard พลิกโฉมข้อมูลขยะรายชั้นสู่นโยบายบริหารองค์กรที่ใช้งานได้จริง

นอกเหนือจากเรื่องพลังงานและเครื่องจักรแล้ว “ขยะ” ก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนแฝงในด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกบังคับด้วยเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในกลุ่มสโคปสาม (Scope 3) ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน คุณโดม บุญญานุรักษ์ จาก GEPP Sa-Ard (เก็บสะอาด) อธิบายว่า ระบบดาต้าที่ดีคือระบบที่ได้นำไปใช้งานจริง ทางบริษัทจึงพัฒนาฮาร์ดแวร์ไอโอทีอย่างตาชั่งขยะและซอฟต์แวร์บันทึกข้อมูลที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์คนหน้างาน โดยเข้าไปช่วยให้อาคารสำนักงานสามารถแทร็กข้อมูลขยะได้ละเอียดเป็นรายชั้น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายที่ตรงจุด เช่น ในกรณีตึกสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่สามารถตรวจสอบจนพบว่าโซนครัวอาหารสร้างขยะมากที่สุดและไม่มีการแยกขยะ เนื่องจากข้อจำกัดในสัญญาเดิม นำไปสู่การปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ให้เวนเดอร์รับผิดชอบขยะของตนเอง ช่วยลดต้นทุนค่าจัดการขยะของอาคารที่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าได้อย่างเป็นธรรม ทั้งยังเปลี่ยนกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เป็นเพียงครั้งคราวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโอเปอเรชันในชีวิตประจำวัน

NICHA CCUS เปลี่ยนมุมมองคาร์บอนจากรายจ่ายให้กลายเป็นรายรับหมุนเวียน

ขณะเดียวกัน ทางด้านคาร์บอน ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย คุณปกรณ์ อินต๊ะเทพ จาก NICHA CCUS กลับนำเสนอแง่มุมที่พลิกผันว่า คาร์บอนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้มหาศาล ผ่านเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากปล่องไอเสียอุตสาหกรรมแล้วเปลี่ยนให้เป็นสารละลายคาร์บอเนตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การนำไปจัดเก็บในดินเพื่อประพรมดิน บำบัดน้ำเสีย หรือผลิตคอนกรีตคาร์บอนต่ำ ซึ่งกระบวนการจัดการที่ไซส์งานโดยตรงนี้ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันทางบริษัทกำลังศึกษาการฟื้นฟูทะเลร่วมกับกลุ่ม ปตท. ด้วยกระบวนการเพิ่มความเป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในมหาสมุทร ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาในรูปแบบของคาร์บอนเครดิตราคาสูง เป็นการเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

เจาะลึกกลยุทธ์ “Data & AI” ของสตาร์ตอัปยุคใหม่ กับคำถามแทงใจดำเรื่องความแม่นยำ

เมื่อคุณรัชวุฒิ ยิงคำถามสำคัญ อย่างเวลาลูกค้าถามว่า AI หรือ IoT ของคุณแม่นยำแค่ไหน และต้องใช้เวลารอเก็บข้อมูลนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มเห็นผล สตาร์ตอัปส่วนใหญ่มักจะอึกอักและตอบได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับ GreenTech Startup ทั้ง 4 บริษัทนี้ พวกเขาเตรียมเทคนิคการจัดการดาต้ามาอย่างเหนือชั้นเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

  • NICHA CCUS นำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์สถานะคาร์บอนลึกถึงระดับโมเลกุลแบบโมลต่อโมล เพื่อคำนวณจุดอิ่มตัวของสารละลายและแปลงออกมาเป็นตารางต้นทุนต่อกิโลวัตต์ได้อย่างแม่นยำที่สุด
  • SEMPLY เลือกที่จะเข้าไปจัดระเบียบข้อมูลไฟฟ้าในตลาดที่มีหลากหลายมาตรฐาน โดยจับข้อมูลเหล่านั้นมาจัดเรียงให้อยู่ในโครงสร้างหรือแพทเทิร์นเดียวกัน เพื่อให้ AI นำไปเรียนรู้ต่อได้ง่าย ส่งผลให้การพยากรณ์ข้อมูลล่วงหน้ามีความแม่นยำและฉับไวขึ้น
  • GEPP Sa-Ard มองว่าข้อมูลที่ดีที่สุดคือข้อมูลที่ถูกนำไปใช้จริง จึงเน้นออกแบบระบบที่อำนวยความสะดวกให้แม่บ้านหรือคนหน้างานทำงานง่ายที่สุดโดยไม่เพิ่มภาระ พร้อมทั้งนำดาต้ามาประมวลผลควบคู่กับประสบการณ์และความเข้าใจของมนุษย์เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างแท้จริง
  • Merlinium ได้ทลายข้อจำกัดเรื่องการรอเก็บข้อมูลยาวนานถึงหกเดือน ด้วยการพัฒนาโมดูลให้เซ็นเซอร์สามารถประมวลผลและคำนวณจบได้ทันทีตั้งแต่หน้างาน หรือที่เรียกว่า Edge Computing วิธีนี้ทำให้วัดผลได้เร็วที่สุดและเลือกส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นขึ้นระบบ ช่วยประหยัดค่าดาต้าและทำให้เข้าไประงับเหตุก่อนที่เครื่องจักรจะพังทลายได้อย่างทันท่วงที

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าธุรกิจไทย “ไม่สนโลก ไม่สนดาต้า” ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

เพื่อจำลองภาพให้เห็นเด่นชัด คุณรัชวุฒิ ได้ตั้งคำถามในมุมของธุรกิจบริการทั่วไป เช่น ธุรกิจรับซ่อมแซมบ้าน ว่าหากในอนาคตเขายังคงเลือกที่จะไม่สนใจเรื่องคาร์บอน ไม่แยกขยะ ไม่ติดเซ็นเซอร์อัจฉริยะ โดยเชื่อมั่นเพียงแค่ว่าตนเองมีฝีมือและบริการที่ดีอย่างเดียวจะอยู่รอดไหม คำตอบที่ได้รับจากเหล่าสตาร์ตอัปบนเวที สะท้อนภาพอนาคตอันน่ากลัวที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญหากยังไม่ยอมปรับตัว

  1. สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของเวลาและราคา เพราะทุกวันนี้ไม่มีธุรกิจใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทอื่น หากวันหนึ่งคู่ค้าหรือบริษัทยักษ์ใหญ่หันมาบังคับใช้เกณฑ์คาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเข้มงวด ธุรกิจที่ไม่มีดาต้าพร้อมแสดงหลักฐานจะถูกคัดออกจากระบบและสูญเสียลูกค้าไปในทันที
  2. ความเสี่ยงเรื่องต้นทุนจมและต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น เนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมพลังงานและภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) แล้ว หากธุรกิจไทยยังนิ่งเฉย คาร์บอนจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ในขณะที่คู่แข่งที่เตรียมตัวมาก่อนสามารถพลิกคาร์บอนให้กลายเป็นรายได้จากการขายเครดิต
  3. ถูกกลืนหายไปด้วยระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการรอให้พังแล้วค่อยซ่อม ไปสู่การรู้ล่วงหน้าแล้วจัดการทันที ช่างซ่อมยุคใหม่ที่มีข้อมูลในมือจะเดินทางไปดูแลระบบก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ทำให้ธุรกิจบริการในรูปแบบเดิม ๆ ที่นั่งรอเพียงสายโทรศัพท์แจ้งซ่อมจากลูกค้าจะค่อย ๆ หมดสิ้นหนทางทำมาหากินไปในที่สุด

ทางรอดและ Quick Win ของธุรกิจไทยท่ามกลางสมรภูมิความยั่งยืนที่เลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองไปในอนาคตอันใกล้ หากธุรกิจใดยังเลือกที่จะนิ่งเฉย แรงกดดันจากคู่ค้าและมาตรการสากลจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจอย่างรุนแรง ยิ่งในตลาดยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเก่า โจทย์การทำ ESG จึงยากขึ้นและต้องการทางเลือกที่คุ้มค่า เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและเซ็นเซอร์อัจฉริยะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระจายตัวเข้าสู่ทุกภาคส่วน ซึ่งคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่ต้องการทางลัดในการเริ่มต้น หรือ Quick Win คือการมอนิเตอร์และจัดการเรื่องพลังงานเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งที่เห็นผลลัพธ์สะท้อนกลับมาในบิลค่าใช้จ่ายชัดเจนที่สุดตั้งแต่เดือนแรก

บทสรุปและ Key Takeaway ที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก

การเติบโตในมิติใหม่ของโลกธุรกิจยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำดาต้ามาบริหารจัดการต้นทุนควบคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างชาญฉลาด บทเรียนสำคัญจากเวทีนี้คือข้อคิดที่ว่าทุกธุรกิจต่างเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งกันและกัน

การเตรียมความพร้อมและเริ่มศึกษาข้อกำหนดด้าน ESG ตั้งแต่วันนี้ ในขณะที่ยังไม่ถูกกฎหมายบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบ ค้นพบแนวทางลดรายจ่าย หรือแม้กระทั่งสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ ๆ ได้ก่อนคนอื่น หากผู้ประกอบการไทยร่วมมือกันปรับตัวโดยใช้พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นผลไวที่สุด เป้าหมายสูงสุดอย่างการพาประเทศไทยไปสู่ Net Zero ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความยั่งยืนนี้เองที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

8

OKRs สำหรับ Founder: เครื่องมือจัดทีมให้พร้อม ก่อนบุกตลาดและเร่งการเติบโต

OKRs สำหรับ Founder:

เครื่องมือจัดทีมให้พร้อม 

ก่อนบุกตลาดและเร่งการเติบโต

ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงคราม หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเติบโตของสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การดำเนินธุรกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่การเข้ามาของ AI ก็ยิ่งเร่งให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น กลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ที่ผลักดันให้สตาร์ตอัปต้องปรับตัวให้เร็ว และสร้างความได้เปรียบเพื่อความอยู่รอด

ในบริบทเช่นนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทีม “โฟกัสถูกจุด” และ “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริษัทเทคระดับโลกคือ OKR (Objectives and Key Results)

 

คุณอ้อ พรทิพย์ กองชุน Co-Founder จาก Jitta  หนึ่งในผู้บุกเบิกสตาร์ตอัปไทยรุ่นแรก ที่มีโอกาสเรียนรู้การใช้ OKR จาก Google ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงไม่กี่องค์กรในโลกที่เข้าถึงแนวคิดนี้ ได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับสตาร์ตอัปไทยกว่า 30 บริษัท ภายใต้โครงการ Global Startup Hub 2026 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำ OKR ไปใช้จริง และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตในระดับสากล

 

OKRs หรือ Objectives and Key Results คือเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งองค์กร “มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน” และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสตาร์ตอัปที่กำลังเติบโตหรือเตรียมขยายตลาด การมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ใช่ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต หลายองค์กรพบปัญหาว่า ทีมทำงานหนักแต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะพนักงานจำนวนมากไม่เข้าใจว่า “เป้าหมายของบริษัทคืออะไร” OKR จึงเข้ามาแก้โจทย์นี้ ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามความคืบหน้าได้จริง

Elements ของ OKRs

OKR ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ต้องทำงานสอดคล้องกัน คือ Objective และ Key Results

Objective คือ “สิ่งที่อยากไปให้ถึง” เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน มีทิศทาง และสร้างแรงผลักดันให้ทีม เช่น การเป็นผู้นำตลาด หรือการขยายไปสู่ต่างประเทศ เป้าหมายนี้สามารถตั้งได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ต้องชัด เข้าใจง่าย และสร้างแรงร่วมให้ทั้งทีมอยากไปถึง

Key Results คือ “ตัวชี้วัดผลลัพธ์” ที่บอกว่าเราเข้าใกล้ Objective มากแค่ไหน เป็นคำตอบของคำถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังไปถูกทางและใกล้สำเร็จแล้ว” โดยต้องอยู่ในรูปแบบที่วัดผลได้อย่างชัดเจน เช่น ตัวเลขยอดขาย จำนวนผู้ใช้งาน อัตราการเติบโต หรือส่วนแบ่งตลาด

สิ่งสำคัญคือ Key Results ต้องสะท้อน “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม” เช่น แทนที่จะตั้งว่า “ทำแคมเปญการตลาด” ควรเปลี่ยนเป็น “เพิ่มผู้ใช้งาน 30%” เพราะสิ่งที่องค์กรต้องการจริง คือผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยทั่วไป ในหนึ่งช่วงเวลา สตาร์ตอัปควรมี OKR ประมาณ 3–5 เรื่อง เพื่อให้ทีมโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างเต็มที่

OKRs SET UP

การตั้ง OKR ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่เขียนเป้าหมายให้สวย แต่ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง

ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายระดับปี และแตกออกเป็นรายไตรมาส (Quarter) เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้า และปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

อีกหัวใจสำคัญคือการสร้าง Alignment ภายในองค์กร ซึ่งต้องเกิดทั้งจาก Top-down (ผู้บริหารกำหนดทิศทาง) และ Bottom-up (ทีมมีส่วนร่วม) เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมายร่วมกัน

ในทางปฏิบัติ หนึ่ง Key Result มักต้องอาศัยหลายทีมทำงานร่วมกัน เช่น Marketing, Sales และ Customer Support ดังนั้น การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นและที่สำคัญ OKR ต้องถูกแปลงเป็น Action Plan ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการลงมือทำจริง

DEEP DIVE INTO OKRs

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ OKR คือการตั้งเป้าแบบ “10X” หรือ Moonshot ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม OKR ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำได้ครบ 100% โดยเฉพาะเป้าหมายที่ท้าทาย หากทำได้ประมาณ 70–80% ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะแสดงว่าทีมกำลังตั้งเป้าที่มีความหมายและท้าทายจริง

แนวคิด “Think Big, Start Small” จึงเป็นสิ่งสำคัญ คือคิดให้ใหญ่ แต่เริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริง และค่อยๆ ปรับตามข้อมูลและผลลัพธ์

อีกประเด็นสำคัญคือ “ความยืดหยุ่น” โดยเฉพาะ Key Results ที่สามารถปรับได้ตามสถานการณ์ หากพบวิธีที่ดีกว่า การปรับไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการเพิ่มโอกาสในการไปถึงเป้าหมาย

OKRs CHECK-IN

OKR ที่ดีจะไม่มีความหมาย หากไม่มีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ การ Check-in คือการพูดคุยกันในทีมเพื่อดูความคืบหน้าของ OKR โดยโฟกัสที่ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่แค่ “งานที่ทำ” เพราะการทำงานเยอะ ไม่ได้แปลว่าเข้าใกล้เป้าหมายการ Check-in ควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อให้สามารถมองเห็นปัญหาและปรับแผนได้ทันเวลา

สิ่งสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารแบบเปิด ให้ทีมสามารถพูดคุยถึงความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคได้อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง OKR จะไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหาร แต่จะกลายเป็น “ระบบขับเคลื่อนองค์กร” ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างมีทิศทาง


ท้ายที่สุดแล้ว OKR ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการตั้งเป้าหมาย แต่คือกรอบความคิดที่ช่วยให้สตาร์ตอัป “โฟกัสในสิ่งที่สำคัญ” และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังมองหาทางเติบโต อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะความชัดเจนไม่ได้มาจากการคิดให้นานขึ้น แต่เกิดจากการ “ลงมือทำ วัดผล และปรับตัวให้เร็ว”

ในเกมของสตาร์ตอัป คนที่ไปได้ไกล ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่คือคนที่ “ตั้งเป้าได้ชัด วัดผลได้จริง และพาทีมไปในทิศทางเดียวกันได้”

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026 ฟุ้ง

MUI ROBOTICS พร้อมบุกตลาดสหรัฐฯ ยินดีกับความสำเร็จในการเป็นตัวแทนไปนำเสนอเทคโนโลยีที่งาน SELECTUSA ณ. WASHINGTON D.C.

MUI ROBOTICS พร้อมบุกตลาดสหรัฐฯ

ยินดีกับความสำเร็จในการเป็นตัวแทนไปนำเสนอเทคโนโลยี

ที่งาน SELECTUSA ณ. WASHINGTON D.C.




     ประเทศไทยยังคงสร้างความโดดเด่นบนเวทีนวัตกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด MUI Robotics สตาร์ตอัป DeepTech สัญชาติไทย ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Sensory AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเลียนแบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ โดยเฉพาะ “การรับกลิ่น” ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ชนะเพื่อเข้าร่วมการนำเสนอผลงาน ในเวทีระดับนานาชาติ SelectUSA Investment Summit 2026 (www.selectusasummit.us)  ณ Washington, D.C. ประเทศสหรัฐอเมริกา ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโลก และแข่งขันในอุตสาหกรรม DeepTech ได้อย่างแท้จริง

     MUI Robotics ถือเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปด้าน DeepTech ที่น่าจับตามองของไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี “AI-Nose” หรือระบบตรวจจับกลิ่นด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผสานการทำงานระหว่างเซนเซอร์ขั้นสูงและแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อแปลง “กลิ่น” ให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาคการผลิต การเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมในภาพรวม เทคโนโลยีในลักษณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Artificial Sense” หรือการสร้างประสาทสัมผัสเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งใน frontier technology ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

     การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมเวที SelectUSA Investment Summit 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของ MUI Robotics เนื่องจากเป็นหนึ่งในเวทีการลงทุนที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยรวบรวมนักลงทุนระดับโลก กองทุน Venture Capital บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และหน่วยงานภาครัฐจากหลากหลายประเทศไว้ในที่เดียว จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงสตาร์ตอัปกับแหล่งเงินทุนระดับสากล สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดประตูสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะสำหรับ DeepTech ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน ความร่วมมือ และ ecosystem ที่แข็งแกร่งในการขยายตัว

     ความสำเร็จของ MUI Robotics ในครั้งนี้ ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของ NIA ในการผลักดันสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีสากล ภายใต้ยุทธศาสตร์ “G-Global” ที่มุ่งสนับสนุนให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเติบโตและแข่งขันในระดับนานาชาติ ผ่านกลไกและโครงการสำคัญ อาทิ Scaleup to Global ที่เร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปให้สามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโครงการ Gateway to ASEAN ที่จะช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและดิจิทัลสูงที่สุดในโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระดับนานาชาติ

     นอกจากนี้ MUI Robotics ยังเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในเวทีระดับนานาชาติอย่าง JUMPSTARTER และติด Top 30 Global PITCH COMPETITION ซึ่งเป็นงานสตาร์ตอัปและนวัตกรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้ MUI Robotics ได้ทดสอบตลาด สร้างเครือข่ายพันธมิตร และเชื่อมโยงกับนักลงทุนระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การขยายธุรกิจในระดับโลก

     ความสำเร็จของ MUI Robotics ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของบริษัท แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบนิเวศนสตาร์ตอัปไทย ที่สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทของสตาร์ตอัปไทยในฐานะผู้เล่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

#GoGlobal #GlobalExpansion #ScaleUpToGlobal #ThaiStartup #DeepTech