IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-2

เจาะตลาดอินโดนีเซีย 2026: 5 บทเรียนจากสตาร์ตอัปไทยที่ลงสนามจริง

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-2

เจาะตลาดอินโดนีเซีย 2026:

5 บทเรียนจากสตาร์ตอัปไทยที่ลงสนามจริง

อินโดนีเซียกำลังขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของสตาร์ตอัปในอาเซียนอย่างชัดเจน โดย StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026 จัดให้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 45 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่จาการ์ตา เมืองศูนย์กลางธุรกิจและเทคโนโลยีของประเทศ อยู่ในอันดับ 33 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างสนับสนุนด้านนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

เมื่อประกอบกับประชากร 277.5 ล้านคนตามข้อมูลที่ StartupBlink แสดงในปี 2026 ขนาดของตลาดอินโดนีเซียจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการเทคโนโลยีในหลากหลายอุตสาหกรรม ก็ทำให้อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน” แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายจากประเทศไทยไปสู่ตลาดภูมิภาค

แต่ขนาดตลาดไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

เพราะในโลกของการทำธุรกิจจริง อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งความแตกต่างระหว่างพื้นที่ พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความไว้วางใจ

การนำผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปเปิดตลาดโดยตรง จึงไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “อินโดนีเซียมีโอกาสมากแค่ไหน?” แต่คือ

“สตาร์ตอัปไทยจะเข้าไปคว้าโอกาสนั้นได้อย่างไร?”

 

ภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้นำสตาร์ตอัปไทย 5 บริษัท เดินทางไปศึกษาตลาดอินโดนีเซีย พร้อมพบปะนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อเรียนรู้ทั้งโอกาสและความท้าทายจากตลาดจริง

ทั้ง 5 บริษัทมาจากธุรกิจที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ Circular Economy, HealthTech, FinTech, Mobility ไปจนถึง AI แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนบทเรียนร่วมกันว่า

การบุกตลาดอินโดนีเซียไม่มีสูตรสำเร็จ สิ่งสำคัญกว่าการมีผลิตภัณฑ์ที่ดี คือการรู้ว่าจะนำผลิตภัณฑ์นั้นเข้าไปอยู่ตรงไหน และสร้างคุณค่าร่วมกับใคร

 

อินโดนีเซีย…ตลาดใหญ่ที่ต้องเข้าใจมากกว่าตัวเลข

เมื่อพูดถึงอินโดนีเซีย ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือจำนวนประชากรและขนาดของตลาด แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือประเทศที่มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจหมู่เกาะ” (Archipelago Economy) ประกอบด้วยเกาะจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละพื้นที่

ความแตกต่างไม่ได้มีเพียงเรื่องภูมิศาสตร์ แต่ยังครอบคลุมถึงกำลังซื้อ พฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างพื้นฐาน รูปแบบการทำธุรกิจ และระดับการยอมรับเทคโนโลยี

ดังนั้น การมองอินโดนีเซียเป็น “ตลาดเดียว” อาจไม่ใช่วิธีคิดที่เหมาะสมสำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังเข้าสู่ตลาด

ในทางกลับกัน การเลือก “เมืองแรก” หรือ “พื้นที่แรก” ที่เหมาะสมกับธุรกิจ แล้วใช้พื้นที่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการทดลอง เก็บข้อมูล และสร้างกรณีศึกษา อาจเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น

แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน BSD City ซึ่งพัฒนาโดย Sinar Mas Land และมีการวางระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีผ่าน Digital Hub โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดIntegrated Smart Digital City และเป็นพื้นที่สำหรับบริษัทสตาร์ตอัป บริษัทเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา และบริษัทข้ามชาติ

ปัจจุบัน BSD City ยังมีการนำเทคโนโลยีอย่าง AI, IoT, Digital Twin และ Data Analytics มาใช้กับการบริหารจัดการเมือง รวมถึงระบบจราจร ความปลอดภัย และ Smart Building

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติ พื้นที่ลักษณะนี้จึงสามารถเป็นโอกาสในการ ทดลองและทดสอบโซลูชันในสภาพแวดล้อมจริง ทำ Pilot หรือ Proof of Concept เก็บข้อมูล และเรียนรู้จากผู้ใช้งานและพันธมิตรในตลาด ก่อนนำผลลัพธ์ไปต่อยอดในวงกว้าง เพราะในตลาดที่มีความหลากหลายสูง การเริ่มเล็กอย่างมีกลยุทธ์ อาจเป็นวิธีที่ทำให้การขยายใหญ่มีความเสี่ยงน้อยลง

5 สตาร์ตอัปไทยกับบทเรียนจากสนามจริง

ประสบการณ์ของทั้ง 5 บริษัทสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละธุรกิจต้องเผชิญกับโจทย์เฉพาะตัว และสิ่งที่ใช้ได้ผลในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาใช้ในอินโดนีเซียได้โดยตรง

Alive Loop: Green Solution ต้องสร้าง Business Value

Alive Loop แพลตฟอร์มรีไซเคิลที่เปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์ที่จัดการได้ยาก เช่น ฟอยล์หลายชั้น ให้กลายเป็นวัสดุสำหรับภาคอุตสาหกรรม พบว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรและลูกค้าในพื้นที่

สำหรับธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม การพูดถึง Sustainability เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะตลาดต้องการเห็นว่าโซลูชันสามารถสร้าง Business Value ได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และผลตอบแทนทางธุรกิจ

บทเรียนของ Alive Loop จึงสะท้อนว่า

Green Solution ที่จะเติบโตในตลาดจริง ต้องตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

Dietz Asia: เข้า HealthTech ต้องเข้าใจกฎระเบียบก่อน

สำหรับ Dietz Asia แพลตฟอร์ม Telemedicine ที่เชื่อมโยงโรงพยาบาล คลินิก และการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่บ้าน โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Regulatory Environment

ธุรกิจ HealthTech ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดด้วยโมเดลเดียวกับธุรกิจดิจิทัลทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ การกำกับดูแล กระบวนการรับรอง และการทำงานร่วมกับระบบบริการสุขภาพ

ขณะเดียวกัน ความสามารถในการจ่ายของผู้ใช้งานและรูปแบบการให้บริการก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกแบบ Business Model

ดังนั้น สิ่งที่สตาร์ตอัปควรทำตั้งแต่ต้นคือ Regulatory Mapping เพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนลงทุนพัฒนาตลาด เพราะ Regulation ไม่ได้เป็นเพียงเงื่อนไขของการเข้าสู่ตลาด แต่สามารถกำหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น

Chill Pay: FinTech ต้องเข้าใจทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

สำหรับ Chill Pay ผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่กำลังขยายขอบเขตสู่การค้าข้ามพรมแดน อินโดนีเซียแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจโครงสร้างตลาดอย่างละเอียด

อินโดนีเซียมีระบบชำระเงินดิจิทัลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย QRIS เป็นมาตรฐานสำคัญของการชำระเงินด้วย QR และปัจจุบันยังมีการเชื่อมโยง QRIS กับระบบของประเทศไทยผ่านPromptPay เพื่อรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดน

สิ่งนี้สะท้อนว่าโอกาสในตลาด FinTech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อระบบชำระเงิน แต่ยังครอบคลุมถึง Cross-Border Commerce และบริการที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการแข่งขัน ต้นทุน และความยืดหยุ่นด้านราคา เพราะตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากย่อมทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Business Model ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้จริง

ViaBus: แก้ปัญหาเมือง ต้องเริ่มจากการเข้าใจเมือง

ในกรณีของ ViaBus แพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการระบบขนส่งสาธารณะและยานพาหนะให้เป็นดิจิทัลแบบครบวงจร ความท้าทายสำคัญคือข้อมูล โครงสร้างระบบขนส่ง และบริบทของแต่ละพื้นที่

ประสบการณ์จากประเทศไทยจึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด บริษัทจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และทำความเข้าใจว่าแต่ละเมืองมีปัญหาและเป้าหมายแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในด้านการให้บริการประชาชนและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

บทเรียนของ ViaBus จึงชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาเมือง ต้องเริ่มจากการเข้าใจเมือง ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี

MUI Robotics: Deep Tech ต้องเดินจาก Technology สู่ Commercialisation

ขณะที่ MUI Robotics ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI-Nose หรือ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” สำหรับตรวจจับกลิ่นและรสชาติในกระบวนการควบคุมคุณภาพของโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า แม้ตลาดจะให้ความสนใจ AI และ Deep Tech อย่างมาก แต่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ทันที

กฎระเบียบ มาตรฐานอุตสาหกรรม ความพร้อมของผู้ใช้งาน และกระบวนการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน

ในกรณีนี้ Local Partner จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยหาลูกค้า แต่ยังสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าใจมาตรฐาน กระบวนการจัดซื้อ และความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ดีขึ้น

บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก

“Technology Readiness” ไปสู่ “Market Readiness”

3 เรื่องที่สตาร์ตอัปไทยต้องรู้ก่อนเข้าอินโดนีเซีย

เมื่อมองทั้ง 5 กรณีร่วมกัน จะเห็นว่าความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรมกลับนำไปสู่บทเรียนร่วมกันดังนี้

Localisation ไม่ใช่แค่การแปลภาษา

การ Localise ที่แท้จริงคือการปรับทั้ง ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการขาย และโมเดลธุรกิจ ให้เข้ากับบริบทของตลาด สิ่งที่ลูกค้าไทยยอมรับไม่ได้หมายความว่าลูกค้าอินโดนีเซียจะยอมรับเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องราคา รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ดังนั้น ก่อนนำผลิตภัณฑ์เข้าไปเปิดตลาด คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เราจะแปล Product เป็นภาษาอินโดนีเซียอย่างไร?” แต่คือ “เราต้องเปลี่ยน Product อะไรบ้างเพื่อให้เหมาะกับตลาดนี้?”

 

Local Partner คือประตูสู่ตลาด

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจมีความสำคัญอย่างมาก

Local Partner ที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยหาลูกค้า แต่สามารถช่วยเปิดประตูสู่เครือข่ายธุรกิจ ภาครัฐ นักลงทุน ผู้ให้บริการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจ

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติ การมีพันธมิตรที่เข้าใจตลาดจึงสามารถช่วยลดทั้งระยะเวลา ต้นทุน และความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่ควรมอง Partner เพียงในฐานะ Distributor หรือ Sales Agent แต่ควรมองหา Strategic Partner ที่สามารถร่วมพัฒนาตลาดและสร้าง Business Value ไปด้วยกัน

อย่ารีบ Scale ก่อนที่จะ Validate

ตลาดขนาดใหญ่อาจทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่าต้องรีบขยายให้เร็วที่สุด แต่สำหรับอินโดนีเซีย แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการเริ่มต้นจากพื้นที่ที่เลือกอย่างมีกลยุทธ์ แล้วค่อยขยายเมื่อมีข้อมูลรองรับ

แนวทางหนึ่งที่เหมาะกับสตาร์ตอัปคือ POC → Pilot → Validate → Scale

เริ่มจากการทดสอบผลิตภัณฑ์กับลูกค้าหรือพันธมิตรจริง เก็บข้อมูล เรียนรู้จาก Feedback และปรับ Product-Market Fit ให้เหมาะกับตลาด ก่อนลงทุนขยายในวงกว้าง

เพราะการมี หนึ่ง Case Study ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงในอินโดนีเซีย อาจมีคุณค่ามากกว่าการมีแผนขยายตลาดที่ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่ยังไม่มีลูกค้าจริง

เมื่อการ Pitch ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การระดมทุน

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่คือ การ Pitch ในตลาดต่างประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อระดมทุน

หาก Pitch ให้กับนักลงทุน สิ่งที่ต้องแสดงคือศักยภาพการเติบโต ขนาดตลาด โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และผลตอบแทนที่คาดหวัง แต่หาก Pitch ให้กับ Corporate หรือ Strategic Partner คำถามสำคัญจะเปลี่ยนไปเป็น “เราจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คุณ?” และ “เราสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างไร?”

ดังนั้น Pitch Deck สำหรับการเข้าสู่ตลาดควรตอบให้ชัดว่า บริษัทต้องการอะไรจากตลาด ต้องการ Partner ประเภทใด ต้องการทดลองอะไร และผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับคืออะไร การเตรียมตัวที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการเตรียม “สิ่งที่จะขาย” แต่ต้องเตรียม “สิ่งที่จะสร้างร่วมกัน”

จาก “ผู้ขาย” สู่ “ผู้สร้างร่วม”

ข้อมูลจาก StartupBlink ช่วยให้เห็นว่าอินโดนีเซียมีระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาค โดยประเทศอยู่ในอันดับ 45 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่จาการ์ตาอยู่ในอันดับ 33 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Ranking ไม่ได้ทำให้การเข้าสู่ตลาดง่ายขึ้น

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้จริงคือการเข้าใจบริบทของตลาด เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม สร้างความไว้วางใจ และหาพันธมิตรที่สามารถทำงานร่วมกันได้ในระยะยาว

สำหรับสตาร์ตอัปไทย อินโดนีเซียจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “ตลาดขนาดใหญ่” แต่ควรถูกมองเป็นตลาดที่ประกอบด้วยหลายเมือง หลายอุตสาหกรรม และหลายโอกาส ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละธุรกิจ

ประสบการณ์ของทั้ง 5 สตาร์ตอัปภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN จึงไม่ได้บอกว่าสตาร์ตอัปไทยควรเข้าอินโดนีเซียด้วยสูตรใดสูตรหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดที่สำคัญกว่า

เข้าใจตลาด → เลือกสนาม → หา Local Partner → ทดลองจริง → ปรับให้เข้าท้องถิ่น →แล้วจึง Scale

เพราะการ Go Global ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งที่เรามีไปขายให้กับโลกเพียงอย่างเดียว

แต่คือการนำเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของไทยไป สร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรในตลาดโลก

และอินโดนีเซียอาจเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของอาเซียนสำหรับสตาร์ตอัปไทยในการเริ่มต้นเรียนรู้ว่า การเติบโตในตลาดโลกไม่ได้เริ่มจากการขยายให้ไกลที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจตลาดให้ลึกที่สุด

38

Startup Thailand Connext: GO ASEAN เจาะโอกาสอินโดนีเซีย– สปป.ลาว

38

Startup Thailand Connext:

GO ASEAN เจาะโอกาสอินโดนีเซีย – สปป.ลาว

การขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ตลาดอาเซียนอาจดูเหมือนเป็นก้าวที่ไม่ไกลนัก ทั้งในแง่ระยะทาง ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง แต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบธุรกิจ และกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปใช้ในต่างประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของตลาด จึงอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในระยะยาว

นี่คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ภายใต้โครงการGlobal Startup Hub 2026 ที่เปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการไทยเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายของการขยายธุรกิจในอาเซียน ผ่านประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและสตาร์ตอัปที่เคยลงสนามจริง โดยบทความนี้จะพาไปสำรวจ 2 ตลาดที่มีบริบทแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ สปป.ลาว และอินโดนีเซีย

หากลาวเป็นตลาดใกล้ตัวที่น่าสนใจจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และบทบาทในการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค อินโดนีเซียกลับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านดิจิทัล พลังงาน ความยั่งยืน และสุขภาพ ความแตกต่างนี้ทำให้ทั้งสองตลาดมี “บทบาท” ที่ต่างกันบนเส้นทาง GO ASEAN และสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกตลาดสำหรับสตาร์ตอัปไม่ควรมองเพียงขนาดของตลาด แต่ต้องมองว่าตลาดนั้นมีโจทย์อะไร และธุรกิจของเราสามารถเข้าไปสร้างคุณค่าได้อย่างไร

ลาว: ตลาดใกล้ตัวที่ต้องมองไกลกว่าขนาดประชากร

ในหัวข้อ “Unlocking Laos: Your Market Entry Guide” คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO, Startbox – Laos ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางการเข้าสู่ตลาด สปป.ลาว โดยชี้ให้เห็นว่า การมองลาวจากจำนวนประชากรเพียงประมาณ 7 ล้านคน อาจทำให้ผู้ประกอบการประเมินศักยภาพของตลาดต่ำกว่าความเป็นจริง

จุดแข็งสำคัญของลาวไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดผู้บริโภค แต่คือ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ลาวกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวสู่การเป็น Land-linked Hub เชื่อมโยงไทย จีน เวียดนาม และตลาดอื่นในภูมิภาค โดยมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟจีน–ลาว และท่าบกท่านาแล้งเข้ามาเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โอกาสของธุรกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำสินค้าเข้าไปขายในลาว แต่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิต การแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ การจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ลาวจึงอาจเป็นทั้ง ตลาดทดลอง ตลาดสำหรับสร้างพันธมิตร และฐานเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทดสอบเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจในบริบทที่มีความใกล้เคียงกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ลาวไม่ควรเดินเพียงลำพัง เพราะความแตกต่างด้านระบบราชการ การเงิน และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การมีLocal Partner ที่เข้าใจตลาด มีเครือข่าย และสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือภาคธุรกิจในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและเร่งการเข้าสู่ตลาด

ลาวจึงอาจไม่ใช่ตลาดที่โดดเด่นด้วย “ขนาด” แต่เป็นตลาดที่โดดเด่นด้วย “ตำแหน่ง” และศักยภาพในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้าสู่ภูมิภาค

อินโดนีเซีย: ตลาดขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีเพียงตลาดเดียว

หากลาวต้องมองผ่านเลนส์ของ Supply Chain และ Connectivity อินโดนีเซียต้องมองผ่านเลนส์ของ ขนาด ความหลากหลาย และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ

ในหัวข้อ “Gateway to Indonesia: Support and Services for Thai Startups” Ms. Ester Widya, VP Business & Marketing, KUMPUL, Indonesia ได้นำเสนอภาพรวมของตลาดและแนวทางสนับสนุนสำหรับสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจของอินโดนีเซีย

การขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียเปรียบเสมือนการเข้าไปสำรวจใน “สวนสนุก” ที่มีเครื่องเล่นทุกรูปแบบสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชอบความท้าทายตื่นเต้น (Thrill Seekers) หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย (Safe Net) แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดแห่งนี้ก็เปรียบเสมือน”ผืนป่าอันกว้างใหญ่” ที่มีทั้งโอกาสในการพบเหมืองทองคำหรืออาจจะเผชิญหน้ากับเสือป่า ซึ่งความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้นำทางและคุณสามารถเชื่อมต่อกับใครในประเทศนี้

อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 221 ล้านคน หรือเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมด ขนาดของประชากรประกอบกับการเติบโตของ Digital Adoption ทำให้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี

แต่ตัวเลข 280 ล้านคนอาจไม่ได้หมายความว่าสตาร์ตอัปสามารถใช้กลยุทธ์เดียวแล้วเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ เพราะอินโดนีเซียประกอบด้วยเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากกว่า 700 กลุ่ม และมีภาษาท้องถิ่นจำนวนมาก แม้ Bahasa Indonesia จะเป็นภาษาประจำชาติ แต่ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการทำธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เพียง “จะขายอะไรให้คน 280 ล้านคน” แต่คือ“จะเริ่มจากพื้นที่ใด ลูกค้ากลุ่มไหน และปัญหาใด”

แนวคิด Hyper-Localization จึงมีความสำคัญอย่างมาก การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียจำเป็นต้องเริ่มจากการเลือกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม ก่อนค่อยขยายไปยังพื้นที่อื่น ไม่จำเป็นต้องพยายามครอบคลุมทั้งประเทศตั้งแต่วันแรก

 3 เศรษฐกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทย

ความน่าสนใจของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนประชากร แต่ยังอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเปิดพื้นที่ให้เกิดธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ในหลายสาขา

ด้านแรกคือ Digital Economy ที่ครอบคลุมตั้งแต่ E-Commerce, New Retail และ D2C ไปจนถึง Digital Government, Smart City และ EdTech การที่ประชากรจำนวนมากเข้าสู่ระบบดิจิทัลกำลังสร้างความต้องการใหม่ทั้งในฝั่งผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

ด้านที่สองคือ Green Economy อินโดนีเซียมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น นิกเกิลและน้ำมันปาล์ม และกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้เกิดความต้องการด้าน Renewable Energy, Energy Transition, Sustainable Agriculture รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่คือพื้นที่ที่ Climate Tech, Energy Tech, Agritech, FoodTech และ Carbon Management สามารถเข้าไปสร้างมูลค่าได้ โดยเฉพาะโซลูชันที่ช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านที่สามคือ Wellness Economy ซึ่งครอบคลุม HealthTech, Telemedicine, Digital Health, Wellness Tourism ตลอดจนธุรกิจสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาวะ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างบาหลีที่มี ecosystem ด้าน Wellness แข็งแรง

เมื่อทั้งสามด้านมาบรรจบกันจึงเกิดโอกาสใหม่ เช่น AI ที่ช่วยบริหารระบบสุขภาพ เทคโนโลยี IoT สำหรับจัดการพลังงาน หรือ Green Logistics ที่ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่ที่การนำ “สินค้าไทย” ไปแข่งขันในอินโดนีเซียเท่านั้น แต่อยู่ที่การนำ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปแก้โจทย์ของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ตลาดยังมีโอกาส แม้เงินลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้น

แม้ตลาดสตาร์ตอัปอินโดนีเซียจะมีศักยภาพสูง แต่สถานการณ์การลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า มูลค่าการระดมทุนของสตาร์ตอัปลดลงประมาณ 49% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 355.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะ Fintech, New Retail & D2C และ E-Commerce

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การชะลอตัวของเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าโอกาสในตลาดหายไป แต่การแข่งขันจะเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง

สำหรับสตาร์ตอัปไทย อินโดนีเซียจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตลาดสำหรับระดมทุน แต่ควรถูกมองเป็น ตลาดสำหรับสร้างลูกค้า Corporate Partner และ Proof of Concept ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การขยายธุรกิจในระยะยาว

เลือก “สนามแรก” ให้เหมาะกับธุรกิจ

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการอาจพบเมื่อเข้าสู่อินโดนีเซีย คือการมองประเทศทั้งประเทศเป็นตลาดเดียว ทั้งที่ในทางปฏิบัติแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน

อินโดนีเซียมีการปกครองแบบกระจายอำนาจและแบ่งออกเป็น 38 จังหวัด ทำให้รายละเอียดด้านกฎระเบียบ ข้อกำหนด และสิทธิประโยชน์อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับระบบของ BKPM และ Online Single Submission (OSS) ซึ่งช่วยรวมขั้นตอนการขอเอกสารและใบอนุญาตหลายประเภทไว้ในระบบกลาง

การเลือกพื้นที่จึงควรสอดคล้องกับ Business Model หากเป็นธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล จาการ์ตาและบาหลี เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการสร้างเครือข่ายและทดสอบตลาด ขณะที่ธุรกิจด้านการผลิตควรพิจารณาพื้นที่ที่มีฐานอุตสาหกรรมและทรัพยากรที่เหมาะสม เช่น สุมาตราและบอร์เนียว

สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขยายทั้งประเทศ แต่ควรเลือก First Market ที่มีโอกาสสร้าง Product-Market Fit และ Partnership ได้ดีที่สุด ก่อนนำผลลัพธ์ไปต่อยอด

ในอินโดนีเซีย “ความสัมพันธ์” คือโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ

เทคโนโลยีที่ดีอาจทำให้เกิดการนัดหมายครั้งแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การทำธุรกิจได้ทันที

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของตลาดอินโดนีเซียคือรูปแบบการทำธุรกิจที่มีลักษณะ Relationship-Driven และ Partnership-Based ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสำคัญไม่แพ้ข้อเสนอทางธุรกิจ

ดังนั้น Business Matching ที่ดีจึงไม่ควรจบลงเพียงการพบปะหรือแลกนามบัตร แต่ควรนำไปสู่การทำความเข้าใจ Pain Point ของคู่ค้า การพัฒนาโครงการร่วม การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการทำ Proof of Concept

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติที่ยังไม่มีทีมในประเทศ การมี Local Partner จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เพราะพันธมิตรในพื้นที่สามารถช่วยเชื่อมต่อกับลูกค้า Corporate หน่วยงานรัฐ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจที่อาจเข้าถึงได้ยากหากดำเนินการเพียงลำพัง

KUMPUL: จากเครือข่าย Ecosystem สู่ประตูเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

ในบริบทนี้ KUMPUL มีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งใน National Ecosystem Enabler ของอินโดนีเซีย โดยเริ่มต้นจาก Coworking Space ในบาหลีเมื่อปี 2015 ก่อนขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ

ปัจจุบัน KUMPUL มีเครือข่ายฮับและพันธมิตรท้องถิ่นมากกว่า 130 แห่ง และมีพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย พร้อมประสบการณ์สนับสนุนทั้ง MSMEs และสตาร์ตอัป รวมถึงการทำ Business Matching และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างชาติเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

สำหรับสตาร์ตอัปไทย คุณค่าของเครือข่ายลักษณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงการ “แนะนำตลาด” แต่คือการช่วยลดระยะห่างระหว่าง Market Knowledge กับ Market Access

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมี Corporate ขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธนาคารและการเงิน เช่น Mandiri, BNI และ BRI กลุ่มโทรคมนาคมและเทคโนโลยี เช่น Lintasarta และ Indosat Ooredoo Hutchison ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย และ FMCG

ดังนั้น โอกาสของสตาร์ตอัปไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้บริโภคกว่า 280 ล้านคน แต่ยังรวมถึงตลาด B2B, Corporate Innovation และ Industrial Solutions ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3 สตาร์ตอัปไทย กับบทเรียนจากการลงสนามจริง

นอกจากข้อมูลตลาดแล้ว เวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ยังถ่ายทอดประสบการณ์จากสตาร์ตอัปไทยที่เคยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่าง TIE Smart Solutions, BOTNOI Group และ ViaBus ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่า การเข้าสู่ตลาดจริงต้องเตรียมตัวอย่างไร

TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่า “ข้อมูล” สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือได้ บริษัทเลือกเริ่มต้นจากการวัดและประเมินประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานให้กับลูกค้า เพื่อสร้างข้อมูลที่พิสูจน์ผลลัพธ์ของระบบ ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้สนับสนุนการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกบทเรียนคือการเลือกสร้างพันธมิตรแทนการเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่นโดยตรง การถ่ายทอดองค์ความรู้และทำงานร่วมกับ Local Partner ช่วยให้สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องนำทีมจากไทยเข้าไปดูแลทุกขั้นตอน

ด้าน BOTNOI Group เปรียบเทียบการเข้าสู่ตลาดเหมือน “การปีนเขา” ที่ต้องสำรวจเส้นทางก่อนขึ้นไปถึงยอด การลงพื้นที่จริง การกลับมาปรับผลิตภัณฑ์ และการหาเพื่อนร่วมทางในประเทศเป้าหมาย จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน

สิ่งที่น่าสนใจคือการทำ Localization ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการลงทุนจำนวนมากเสมอไป การใช้บุคลากรต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยมาช่วยทดสอบระบบและพัฒนาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในฐานะเจ้าของภาษา สามารถช่วยให้สตาร์ตอัปเรียนรู้ตลาดและลดความเสี่ยงก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ

ขณะที่ ViaBus แสดงให้เห็นความสำคัญของการเข้าใจโครงสร้างตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและบริการสาธารณะ ซึ่งแต่ละเมืองมีผู้เล่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และโครงสร้างอำนาจแตกต่างกัน

การศึกษาตลาดจึงไม่ได้หมายถึงการศึกษาคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่า ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล และใครคือพันธมิตรที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำงานร่วมด้วย

ViaBus เลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยจำลองบริบทของประเทศคู่ค้า เพื่อให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถแก้ปัญหาเฉพาะของพื้นที่นั้นได้อย่างไร

ทั้งสามกรณีจึงสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า การขยายตลาดต่างประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เรามีอะไร” แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ตลาดมีปัญหาอะไร และเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร”

 

จากลาวสู่อินโดนีเซีย: ไม่มีสูตรเดียวสำหรับ GO ASEAN

เมื่อมองสองตลาดร่วมกัน จะเห็นว่า ลาวและอินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสองแห่งที่มีขนาดแตกต่างกัน แต่มีบทบาทที่แตกต่างกันบนเส้นทางการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย

ลาวมีความน่าสนใจจากความใกล้ชิดกับประเทศไทยและบทบาทของประเทศในฐานะ Land-linked Hub เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงด้าน Supply Chain การผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจที่ต้องการทดลองโซลูชันในตลาดที่มีความใกล้เคียงกับไทย

อินโดนีเซียในทางกลับกัน เป็นตลาดสำหรับธุรกิจที่พร้อมรับมือกับความซับซ้อนและต้องการ Scale ในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ Digital Economy, Green Economy และ Wellness Economy

ดังนั้น การเลือกตลาดจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ประเทศไหนใหญ่กว่า” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ปัญหาของตลาดสอดคล้องกับความสามารถของธุรกิจเราหรือไม่”

GO ASEAN ไม่ใช่แค่การออกไปขาย แต่คือการเข้าไปเติบโต

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจาก Startup Thailand Connext: GO ASEAN ไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าสตาร์ตอัปไทยควรเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองต่อการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

การ Go ASEAN ไม่ใช่การนำสินค้าที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยใส่กระเป๋าแล้วนำไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือการออกไปเรียนรู้ว่าแต่ละตลาดมีโจทย์อะไร มีระบบนิเวศแบบไหน ใครคือพันธมิตรที่สำคัญ และธุรกิจจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ได้อย่างไร

สำหรับลาว โอกาสอาจอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมต่อภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียกำลังเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปเข้าไปมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโต

แต่ไม่ว่าตลาดจะเล็กหรือใหญ่ บทเรียนสำคัญยังคงเหมือนกัน นั่นคือ เทคโนโลยีที่ดีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจตลาด พันธมิตรที่เหมาะสม และความสามารถในการปรับตัว

เพราะการเติบโตในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อธุรกิจ “เข้าไปถึงตลาด” แต่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจสามารถ เข้าใจตลาด สร้างความไว้วางใจ แก้ปัญหาได้จริง และเติบโตไปพร้อมกับตลาดนั้น ได้ในระยะยาว.

33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่จากเวที Startup Thailand League 2026

33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่

จากเวที Startup Thailand League 2026

เวที Startup Thailand League 2026 ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงสนามแข่งขันของนักศึกษา สู่การเป็นพื้นที่สำคัญในการผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์จากรั้วมหาวิทยาลัยให้สามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม

ความน่าสนใจของการแข่งขันในปีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ แต่คือการที่แต่ละทีมสามารถเริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แล้วนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นทางออกที่มีโอกาสต่อยอดเชิงธุรกิจได้ ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุและผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม การยกระดับเทคโนโลยีสิ่งทอ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรกรรม โดย 3 ทีมที่โดดเด่นจากรอบชิงชนะเลิศสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังนำนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene: เปลี่ยนของเสียให้เป็นนวัตกรรมหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ทีม LuXene จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech กับการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด Waste-to-Value ที่มุ่งเปลี่ยนของเสียจากภาคอุตสาหกรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

หนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการผลิตคือการลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำมันหล่อลื่นยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการผลิตในโรงงาน LuXene จึงนำของเสียที่มีไขมันจากอุตสาหกรรม เช่น วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ โดยในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันตัดสำหรับงานโลหะ

จุดเด่นของ LuXene อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบโครงสร้างในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถปรับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นให้เหมาะสมกับเครื่องจักรและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ยังมีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น โดยสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้สูงถึง 69.2 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่า 0.30 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากปิโตรเลียม

นวัตกรรมของ LuXene จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างน้ำมันหล่อลื่นทางเลือก แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ เปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

urformance: เทคโนโลยีสิ่งทอที่ออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศร้อนชื้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ ทีม Siberian จาก มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน urformance ซึ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งทอมาพัฒนาเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

ปัญหาสำคัญของเสื้อผ้าที่ใช้ในสภาพอากาศร้อนและชื้นคือการสะสมของเหงื่อ ความอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ urformance จึงพัฒนาโครงสร้างผ้าแบบสองชั้นที่ช่วยจัดการความชื้น โดยชั้นหนึ่งทำหน้าที่ดึงเหงื่อออกจากผิวหนัง ขณะที่อีกชั้นช่วยกระจายความชื้นและเร่งการระเหยออกสู่ภายนอก ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกแห้งและสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการผสานเทคโนโลยีแคปซูลกลิ่นหอมขนาดเล็กที่สามารถปล่อยกลิ่นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวและการเสียดสี รวมถึงคุณสมบัติด้านการป้องกันรังสี UV การยับยั้งแบคทีเรีย และการลดกลิ่นอับ ทำให้เสื้อผ้าสามารถรองรับการใช้งานได้มากกว่าการเป็นเพียงชุดสำหรับออกกำลังกาย

แนวคิด “One Outfit All Day” จึงสะท้อนการออกแบบผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยมุ่งสร้างเสื้อผ้าที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องตั้งแต่การออกกำลังกายในช่วงเช้าไปจนถึงกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งทอมาสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยนวัตกรรม

BNNK: ย่นเวลาสร้างแก่นไม้กฤษณา เพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม BNNK ฟาร์มไม้หอมกฤษณาบ้านนาน้ำเค็ม จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งนำองค์ความรู้มาพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งแก้ปัญหาสำคัญของการผลิตไม้กฤษณา นั่นคือระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ที่ยาวนาน

ไม้กฤษณาเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดน้ำหอม เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม แต่กระบวนการสร้างแก่นไม้ตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานถึง 6–7 ปี ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนในการดูแลและรอผลผลิตเป็นเวลานานBNNK จึงพัฒนาสารกระตุ้นการสร้างเรซิ่นสำหรับต้นกฤษณา เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ให้เหลือประมาณ 2 ปี

นอกจากการลดระยะเวลาแล้ว นวัตกรรมยังมุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต โดยช่วยรักษาสภาพเนื้อไม้และลดปัญหาที่อาจเกิดจากกระบวนการกระตุ้นแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยให้สามารถคาดการณ์การเกิดน้ำมันหอมระเหยและคุณภาพของแก่นไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร เมื่อระยะเวลาการผลิตลดลง เกษตรกรย่อมมีโอกาสวางแผนการผลิตและรายได้ได้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มโอกาสในการผลิตไม้กฤษณาคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดในเอเชียและตะวันออกกลาง

กรณีของ BNNK จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามายกระดับภาคเกษตรกรรมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรัพยากรหรืออัตลักษณ์ของท้องถิ่น แต่เป็นการนำองค์ความรู้เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้กับสิ่งที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว

 

จาก 3 นวัตกรรม สู่ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย

จากผลงานของทั้ง 3 ทีมนั้น จะเห็นได้ว่าแม้จะมาจากคนละสาขาและแก้ปัญหาคนละด้าน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการนำองค์ความรู้มาสร้าง “มูลค่าใหม่” ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ในการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว urformance แสดงให้เห็นว่าการวิจัยและเทคโนโลยีสิ่งทอสามารถนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ขณะที่ BNNK แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สามารถช่วยลดข้อจำกัดของภาคเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้น

ทั้ง 3 ทีมสามารถสะท้อนเส้นทางจาก องค์ความรู้ → นวัตกรรม → ผลิตภัณฑ์ → ธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการออกสู่ตลาด เพราะนวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หยุดอยู่ที่การคิดค้นสิ่งใหม่ แต่ต้องสามารถนำไปใช้งานจริง แก้ปัญหาให้ผู้คน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้

ความสำเร็จจากเวที Startup Thailand League 2026 จึงเป็นมากกว่าการประกาศผลการแข่งขัน แต่เป็นภาพสะท้อนของศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทย จากมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ สู่การเป็นพื้นที่บ่มเพาะผู้ประกอบการที่สามารถนำความรู้ไปสร้างธุรกิจจริง

ในวันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากองค์ความรู้จึงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 3นวัตกรรมจากเวที Startup Thailand League 2026 กำลังแสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด เพียงแค่รั้วมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือสร้างและเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริง

การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เราจะขายอะไรในตลาดใหม่” แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ตลาดนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และเทคโนโลยีของเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่”

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

สิงคโปร์อาจไม่ใช่ตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีในระดับองค์กร และต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาค

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยสิงคโปร์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม Top 10 โดยเติบโตถึง 24.4% ขณะที่ Singapore City ขยับเข้าสู่ Top 10 เมืองระบบนิเวศสตาร์ตอัปของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่10 และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7%

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนสตาร์ตอัปที่เพิ่มขึ้น แต่ครอบคลุมทั้งปริมาณกิจกรรมในระบบนิเวศ คุณภาพของธุรกิจและเงินทุน ตลอดจนความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์มีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางของผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และองค์กรระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงมีบทบาทเป็นฐานสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการบริหารธุรกิจในเอเชีย โดย Singapore Economic Development Board ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การเชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่ทำให้สิงคโปร์มีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นพื้นที่สำหรับพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกับพันธมิตร และต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในอาเซียน

 

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้อง “แก้โจทย์ได้จริง”

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการนำเสนอ “เทคโนโลยี” ไปสู่การนำเสนอ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานไม่ได้เกิดขึ้นจากความน่าสนใจของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างไร

โดยเฉพาะในกลุ่ม AI แนวโน้มของสิงคโปร์ในปี 2026 กำลังขยับจากการทดลองใช้ไปสู่การนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจอย่างจริงจัง สิงคโปร์มีการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 5 ปี เพื่อสนับสนุนการวิจัย AI การประยุกต์ใช้จริง และการพัฒนาบุคลากร ขณะที่ภาครัฐยังพัฒนาแนวทางด้าน Responsible AI และ AI Governance เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำ AI ไปใช้งานในองค์กร

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปิดตัว Model AI Governance Framework for Agentic AIในปี 2026 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำหรับองค์กรในการนำ Agentic AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบของมนุษย์ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต

ดังนั้น กระบวนการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบเพียงการนำเสนอ Product Demo แต่ต้องสามารถพัฒนาไปสู่การทดลองใช้งานจริง การทำ Pilot การพิสูจน์ผลลัพธ์ และการขยายการใช้งานในระดับองค์กรหรือภูมิภาค

นี่คือบริบทที่ทำให้ Deep Tech ไทยมีโอกาส เพราะตลาดสิงคโปร์เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีที่มีความเฉพาะทางและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงเข้าไปตอบโจทย์องค์กร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงในตลาดสิงคโปร์

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ของสตาร์ตอัปไทยสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงกับปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง และมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับองค์กร

Botnoi Group: จาก Chatbot สู่ Agentic AI สำหรับองค์กร

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โอกาสในตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้าง Chatbot แต่รวมถึงการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้

Botnoi Group มีจุดแข็งจากประสบการณ์ในการทำงานกับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย และสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่การวางตำแหน่งในฐานะผู้พัฒนา Agentic AI ที่ทำหน้าที่เป็น Engineering Layer เหนือโมเดล AI พื้นฐาน เพื่อจัดการ Multi-step Workflows และปรับระบบให้เข้ากับกระบวนการเฉพาะของแต่ละองค์กร

จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถ “ตอบ” ได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถเข้าไป “ทำงาน” และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้

โอกาสของ Botnoi จึงอยู่ที่การนำประสบการณ์จากตลาดไทยไปต่อยอดในตลาดที่องค์กรให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง

VEKIN (THAILAND) เมื่อ Climate Tech กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของตลาดสิงคโปร์คือ Climate Tech ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรไปสู่เรื่องของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ

ในปี 2026 ข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูลสภาพภูมิอากาศของสิงคโปร์ยังคงเดินหน้า โดยบริษัทที่อยู่ใน Straits Times Index มีข้อกำหนดให้รายงาน Scope 3 GHG emissions ตั้งแต่ Financial Year 2026 ขณะที่ SGX ยังคงปรับแนวทางการรายงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บริบทดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีอย่าง VEKIN เข้าไปมีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องมือด้าน ESG แต่สามารถวางตำแหน่งเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรรวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบ

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายและใช้แรงงานในการจัดเก็บ ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการรายงาน การตรวจสอบ และการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง

Wisesight เปลี่ยน Social Listening สู่ Intelligence Infrastructure

แม้ Marketing Analytics อาจไม่ใช่ภาพจำแรกของ Deep Tech แต่ในโลกธุรกิจที่การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลแบบ Real-time ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็น Insight ยังคงเป็นโอกาสสำคัญ

Wisesight จึงมีโอกาสขยับจากการเป็น Social Listening Platform ไปสู่การเป็น Intelligence Infrastructure สำหรับองค์กร โดยนำข้อมูลจากโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการตลาด การบริหารแบรนด์ การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และการจัดการภาวะวิกฤต

ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Insight ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันเวลา

สำหรับตลาดสิงคโปร์ การวางตำแหน่งเช่นนี้ยังช่วยให้ Wisesight สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทที่ใช้สิงคโปร์เป็น Regional Headquarters ซึ่งต้องการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในหลายตลาดพร้อมกัน

Ravis Technology AI กับโอกาสใน Health Tech และ Life Science

อุตสาหกรรม Health Tech และ Life Science เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปแก้ปัญหาเชิงกระบวนการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและข้อกำหนดด้าน Regulatory Compliance ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความแม่นยำสูง

Ravis Technology พัฒนา AI-Powered Compliance เพื่อช่วยลดภาระจากกระบวนการทำงานแบบ Manual และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการจัดการเอกสารและกระบวนการด้าน Regulatory Submissions

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทันที แต่สามารถเริ่มจากการสร้างความร่วมมือกับองค์กร สถาบันวิจัย หรือผู้เล่นในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและทดสอบโซลูชันร่วมกัน

แนวทาง Co-development จึงเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ช่วยให้เทคโนโลยีจากไทยเข้าใจโจทย์เฉพาะของตลาด และในขณะเดียวกันก็สร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่

Guardian AI Lab (Human Zero) เริ่มจากความไว้วางใจ ก่อนขยายสู่ Pilot

สำหรับสตาร์ตอัประยะ Pre-seed อย่าง Guardian AI Lab โอกาสในตลาดสิงคโปร์อาจไม่ได้อยู่ที่การเร่งปิดการขาย แต่คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและทำความเข้าใจโจทย์ขององค์กรอย่างลึกซึ้ง

Guardian AI Lab ผสาน Workflow Automation เข้ากับแนวคิดด้าน Cybersecurity เพื่อช่วยให้องค์กรลดเวลาที่สูญเสียไปกับงานซ้ำซาก พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับกระบวนการทำงาน

สำหรับบริษัทในระยะเริ่มต้น การเข้าสู่ตลาดจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้าง Trust การเรียนรู้ข้อกำหนดด้าน Data Governance และการค้นหา Use Case ที่เหมาะสม ก่อนพัฒนาไปสู่โครงการ Pilot ในอนาคต

กรณีของ Guardian AI Lab สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขาย แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่ถูกต้องกับองค์กรเป้าหมาย

 

สิงคโปร์ในฐานะ “Gateway” สู่ Regional Scale

สิ่งที่ทั้ง 5 บริษัทสะท้อนร่วมกัน คือการขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เปิดตลาดใหม่” แต่เป็นการยกระดับความสามารถของธุรกิจให้พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของบริษัทระดับภูมิภาค โดย EDB ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีบริษัทระดับโลกจำนวนมากใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการบริหารและขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี จุดแข็งดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเข้าถึงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลูกค้าในประเทศ แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน พันธมิตร และ Regional Headquarters ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเดินหน้าสนับสนุน Deep Tech และสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง โดยใน Budget 2026 มีการจัดสรรเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Deep Tech ทั้งระยะเริ่มต้นและระยะเติบโตผ่านกลไก Startup SG Equity

ภาพดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มี “ผู้ซื้อ” แต่เป็นตลาดที่มีทั้ง ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตร และโครงสร้างสนับสนุน ซึ่งสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพัฒนาจากการทดลองตลาดไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาค

 

จาก Local Success สู่ Regional Scale

ตลาดประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างฐานลูกค้า แต่เมื่อธุรกิจต้องการเติบโตในระดับ Venture Scale การพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

การออกไปยังตลาดที่มีองค์กรระดับภูมิภาค นักลงทุน และพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต

กรณีของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การ Scale ไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายธุรกิจทั้งหมดออกจากประเทศไทย แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรระดับภูมิภาค และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

โอกาสของ Deep Tech ไทย ไม่ได้อยู่ที่การแข่งว่าใคร “ล้ำกว่า” แต่คือใคร “แก้โจทย์ได้ดีกว่า”

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Deep Tech ไทย เพราะตลาดแห่งนี้ต้องการมากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้จริง มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน

จาก AI และ Automation ไปจนถึง Climate Tech, Data Intelligence, Health Tech และ Cybersecurity ทั้ง 5 สตาร์ตอัปไทยกำลังสะท้อนให้เห็นว่า “โจทย์จริง” ขององค์กรสามารถกลายเป็นประตูสู่ตลาดใหม่ได้ หากผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการ Scale Up สู่สิงคโปร์ — ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเทคโนโลยีของเราดีแค่ไหน แต่เริ่มจากคำถามว่า เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาดได้บ้าง

เมื่อคำตอบนั้นชัดเจน สิงคโปร์จึงไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ของสตาร์ตอัปไทย แต่สามารถเป็นพื้นที่พิสูจน์ศักยภาพ สร้างพันธมิตร ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและระดับโลก

 

จากโอกาสตลาด สู่การ Scale ธุรกิจในระดับภูมิภาค

โอกาสในตลาดสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์ไปวางขายในประเทศใหม่ แต่คือการสร้างความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเข้าใจตลาด ปรับเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตร และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงสตาร์ตอัปไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ นักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายในตลาดเป้าหมายของอาเซียน

การสนับสนุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพาสตาร์ตอัปไปพบกับตลาดต่างประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด การสร้างความเข้าใจในบริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ การเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างโอกาสในการเกิด Business Matching และความร่วมมือทางธุรกิจที่สามารถพัฒนาไปสู่การขยายตลาดในระยะยาว

เพราะการ Scaleup ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้ว่า เทคโนโลยีของเราจะเข้าไปแก้ปัญหาอะไร ใครคือผู้ใช้หรือพันธมิตรที่ใช่ และจะเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นการเติบโตได้อย่างไร

จากสิงคโปร์สู่ตลาดอาเซียน NIA มุ่งสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยได้ก้าวออกจากตลาดภายในประเทศ เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค และเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่สามารถ Scale ได้จริงในตลาดโลก

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

มาเลเซียอาจไม่ได้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจที่มีโซลูชันด้าน Deep Tech, AI, Energy, Climate Tech, HealthTech และ ESG ซึ่งสามารถเข้าไปตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ได้โดยตรง

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ระบุว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก ด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป ขยับขึ้น 3 อันดับจากปีก่อน และยังคงเป็น อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ Kuala Lumpur อยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค ส่วน George Town หรือ Penang อยู่ในอันดับที่ 361 ของโลก

 

ขณะเดียวกัน Global Innovation Index 2025 ของ WIPO จัดให้มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 139 เศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศทั้งในด้านตลาด เทคโนโลยี และความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้มาเลเซียมีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับ พิสูจน์เทคโนโลยี สร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

นี่จึงเป็นบริบทของการเดินทางภายใต้โครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่นำ 5 สตาร์ตอัปไทยศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กร นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสำรวจโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้จริง

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยี” แต่ต้อง “ตอบโจทย์ธุรกิจ”

ความท้าทายของการขยายธุรกิจสู่มาเลเซียไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอว่าเทคโนโลยีของสตาร์ตอัปมีความล้ำเพียงใด แต่คือการทำให้ลูกค้าและพันธมิตรเห็นว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถแก้ปัญหาอะไร และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

โดยเฉพาะตลาด B2B การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้มักเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ไปจนถึงฝ่ายการเงินและความยั่งยืน ดังนั้น การมี Product Demo เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่องค์กรต้องการคือหลักฐานว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

แนวคิดนี้ทำให้ Pilot Project กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการเข้าสู่ตลาด เพราะช่วยให้องค์กรสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนตัดสินใจขยายไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

สำหรับสตาร์ตอัปไทย การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียจึงควรเปลี่ยนจากการเตรียมเพียง Product Pitch ไปสู่การเตรียม Pilot Proposal ที่ตอบให้ได้ว่า ปัญหาคืออะไร ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร ใช้เวลานานเพียงใด ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร และหาก Pilot ประสบความสำเร็จจะสามารถขยายผลต่ออย่างไร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจมาเลเซีย

การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียของสตาร์ตอัปไทยทั้ง 5 รายสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสของ Deep Tech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับโจทย์สำคัญขององค์กรได้ตั้งแต่การลดคาร์บอน การดูแลสุขภาพ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึง ESG และประสิทธิภาพของอาคาร

Nicha Carbon Capture: Decarbonization in Practice

ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตเดิม Nicha Carbon Capture จึงนำเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว โดยโอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยี แต่คือการหาพื้นที่สำหรับทดลองใช้และพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

Perceptra: AI กับการเพิ่มขีดความสามารถของ Healthcare

ระบบ Healthcare ต้องรับมือกับทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านการคัดกรอง และข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ Perceptra จึงนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขยายขีดความสามารถของระบบ โดยโจทย์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดคือการสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความปลอดภัย การเชื่อมต่อกับระบบเดิม และข้อกำหนดของภาค Healthcare

Energy Response: Smarter Operations

สำหรับองค์กรที่มีอาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่ การใช้พลังงานและการบริหารระบบวิศวกรรมเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน Energy Response นำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการระบบพลังงาน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบ Reactive ไปสู่การบริหารจัดการที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

GEPP Sa-Ard: เปลี่ยนข้อมูล ESG ให้เป็น Business Value

เมื่อองค์กรต้องจัดเก็บข้อมูลด้าน ESG และความยั่งยืนจากหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการรายงานให้ครบ แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ GEPP Sa-Ard จึงเข้ามาตอบโจทย์ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ

TIE Smart Solutions: Energy Efficiency at Scale

อาคารและโรงงานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับการลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะระบบปรับอากาศหรือ HVAC ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานสูง TIE Smart Solutions นำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ HVAC เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยโจทย์สำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลประหยัดที่สามารถวัดได้จริง

ทั้ง 5 บริษัทจึงมีจุดร่วมสำคัญ คือการเปลี่ยนจาก “Technology-led” ไปสู่ “Problem-led”หรือจากการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีอยู่ ไปสู่การเริ่มต้นจากปัญหาของลูกค้าและออกแบบแนวทางความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

 

จาก Startup Ecosystem สู่ Business Opportunity

หนึ่งในสิ่งที่สตาร์ตอัปไทยต้องเข้าใจเมื่อเข้าสู่มาเลเซียคือ ไม่ควรมองประเทศเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมด

ข้อมูล StartupBlink 2026 ระบุว่า Ecosystem ของมาเลเซียเติบโตขึ้น 18.9% โดย Kuala Lumpur ยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ ขณะที่เมืองอื่น ๆ มีจุดแข็งแตกต่างกันไป

สำหรับสตาร์ตอัปที่ทำธุรกิจด้าน AI, Enterprise Technology และ Corporate SolutionsKuala Lumpur อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจ

ขณะที่ Penang มีความน่าสนใจสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Manufacturing, Electronics และ Industrial Technology จากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ส่วน Johor มีโอกาสสำหรับธุรกิจด้าน Logistics, Supply Chain และ Cross-border Solutions จากความเชื่อมโยงกับสิงคโปร์

การเลือก Market Entry Point จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Go-to-Market ไม่แพ้การเลือกประเทศ เพราะการมี Local Partner ที่เข้าใจทั้งอุตสาหกรรม ลูกค้า และกระบวนการตัดสินใจ สามารถช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก

Built to Deliver: เปลี่ยน Business Matching เป็น Business Problem Solving

แนวคิด “Built to Deliver” จึงถูกนำมาใช้เป็นแกนกลางของ Roundtable Session ภายใต้หัวข้อ “How Thai Innovation Is Solving Malaysia’s Energy, Health, and ESG Challenges”

รูปแบบการหารือไม่ได้มุ่งเน้นให้สตาร์ตอัปขึ้นเวทีเพื่อขายสินค้า แต่เริ่มต้นจาก Problem →Current Solution → Opportunity → Pilot → Long-term Solution

ในกรณีของ Nicha Carbon Capture คำถามสำคัญคือ องค์กรกำลังเผชิญกับอุปสรรคอะไรในการลดคาร์บอน และอะไรจะทำให้พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ไปทดลองใช้

สำหรับ Perceptra ประเด็นอยู่ที่ข้อจำกัดของระบบ Healthcare และสิ่งที่องค์กรต้องเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI-assisted Screening และ Diagnostics

ด้าน Energy Response และ TIE Smart Solutions มุ่งสำรวจว่าความไม่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานเกิดขึ้นตรงไหน และองค์กรสามารถวัดผลการประหยัดพลังงานจากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร

ขณะที่ GEPP Sa-Ard ชวนองค์กรตั้งคำถามว่า ข้อมูล ESG ที่เดิมถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับ Compliance จะสามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่ช่วยลดต้นทุน สร้างประสิทธิภาพ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้หรือไม่

การพูดคุยในรูปแบบนี้จึงเปลี่ยน Business Matching จากการ “รู้จักกัน” ไปสู่การ “หาปัญหาที่สามารถร่วมกันแก้ได้”

จาก Pilot สู่ Commercialization

บทเรียนสำคัญจากการเข้าสู่ตลาดมาเลเซียคือ Pilot ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ Commercial Relationship

การทำ Pilot ที่ดีควรตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า หากโครงการประสบความสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ใช้งาน การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ การทำสัญญาเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาโครงการร่วมกันในระยะยาว

ดังนั้น เส้นทางของการขยายธุรกิจจึงควรเป็น

Connection → Conversation → Pilot → Commercialization → Regional Expansion

การเดินทางไปมาเลเซียจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนการพบปะเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าการพบปะเหล่านั้นสามารถนำไปสู่ Pilot, Partnership, Investment หรือ Commercial Deal ได้มากน้อยเพียงใด

มาเลเซีย: ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทาง แต่เป็นสนามทดสอบการ Scale

การเดินทางของ Nicha Carbon Capture, Perceptra, Energy Response, GEPP Sa-Ard และ TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของนวัตกรรมไทยในอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ออกไปขาย แต่คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของภาคธุรกิจ

ตั้งแต่การลดคาร์บอน การเพิ่มประสิทธิภาพ Healthcare การบริหารจัดการพลังงาน การจัดการข้อมูล ESG ไปจนถึง Energy Efficiency ของอาคาร ทั้ง 5 โซลูชันต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกันคือ การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง

และเมื่อผลลัพธ์นั้นได้รับการพิสูจน์ Pilot หนึ่งโครงการก็สามารถต่อยอดเป็น Commercial Deal หนึ่งราย ก่อนขยายไปสู่ Partnership และตลาดอื่นในภูมิภาค

ดังนั้น สำหรับสตาร์ตอัปไทย มาเลเซียอาจไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับการเริ่มต้นขายสินค้า แต่เป็นสนามสำหรับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไทยสามารถ “Built to Deliver” ได้จริงในตลาดอาเซียน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยผ่านโครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ เครือข่ายนักลงทุน และพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในตลาดโลก