IPT2026-002 Global Startup Hub 2026

29 สตาร์ตอัปไทย สู่โอกาสธุรกิจในตลาดโลกจาก Scale Up to Global 2026 

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026

29 สตาร์ตอัปไทย สู่โอกาสธุรกิจในตลาดโลก จาก Scale Up to Global 2026

การสร้างสตาร์ตอัปศักยภาพสูงในประเทศไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถก้าวออกจากตลาดไทย ไปแข่งขัน สร้างรายได้ และเติบโตในตลาดโลกได้จริง

นี่คือแนวคิดสำคัญของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการขับเคลื่อนโครงการ Scale Up to Global 2026 ซึ่งมองการขยายตลาดต่างประเทศมากกว่าการพาสตาร์ตอัปไปออกงานหรือพบปะคู่ค้า แต่เป็นกระบวนการสร้างความพร้อมตั้งแต่การเข้าใจตลาด การค้นหาพันธมิตร การตรวจสอบความต้องการของลูกค้า การทดลองใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาโครงการร่วม การลงทุน และการวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

ตลอดโครงการ มีสตาร์ตอัปไทย 29 บริษัท เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ AI และข้อมูลดิจิทัล สุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม อาหาร เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน

แม้แต่ละบริษัทจะมีเทคโนโลยีและโจทย์ทางธุรกิจแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือการนำความสามารถที่พัฒนาจากประเทศไทยไปตอบโจทย์ของตลาดและอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

เมื่อ AI และดิจิทัลเปลี่ยนจาก “เทคโนโลยี” สู่โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

หนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว คือสตาร์ตอัปด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เนื่องจากโซลูชันจำนวนมากสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรในหลายประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

BOTNOI พัฒนาแพลตฟอร์ม Enterprise AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้า การขาย และการดำเนินงานขององค์กร ครอบคลุมทั้ง Voicebot, Chatbot, Digital Human และ AI Knowledge/RAG รองรับหลายภาษาและเชื่อมต่อกับระบบองค์กร ขณะที่ Guardian AIพัฒนา AI CoWorker ที่สามารถเข้าใจเป้าหมาย เชื่อมโยงข้อมูล และทำงานหลายขั้นตอนร่วมกับระบบขององค์กร ตั้งแต่งานขาย บริการลูกค้า บัญชี การตลาด ไปจนถึงงานปฏิบัติการ

ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล Wang Data Market ให้บริการจัดเก็บและทำ Data Labeling สำหรับเทคโนโลยีระดับลึก พร้อมพัฒนาโมเดล Data-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และระบบเมืองอัจฉริยะ โดยมีทิศทางขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออก

ขณะที่ Wisesight นำข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์มาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ได้

ในด้านการตลาดดิจิทัล PRIMO พัฒนาระบบ Loyalty CRM และโซลูชันทางการตลาดที่ใช้AI ช่วยให้แบรนด์บริหารข้อมูลลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ส่วน SABLE พัฒนา Agentic AI Marketing Cloud และ CDP ที่รวมข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง วิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ และสร้างการสื่อสารแบบอัตโนมัติ

อีกหนึ่งโซลูชันด้านข้อมูลลูกค้าคือ PAM Real CDP ซึ่งรวมข้อมูลจากหลายจุดสัมผัสเข้าสู่มุมมองลูกค้าเดียว เพื่อทำ Customer Segmentation, Personalized Journeys, Marketing Automation และ Omnichannel Engagement

ด้านค้าปลีก AIYA นำ AI และระบบตรวจจับตำแหน่งลูกค้ามาใช้กับพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมข้อมูลผู้ที่อยู่ในพื้นที่เข้ากับโปรโมชั่น ระบบขาย และ CRM เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากหน้าร้านให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่วัดผลได้

ส่วน VIA GROUP หรือ ViaBus พัฒนาแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะด้วย AI แบบเรียลไทม์ ทั้งสำหรับผู้โดยสารและผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านคนใน 4 ประเทศ พร้อมระบบจอข้อมูลการเดินทางและระบบบริหารจัดการการขนส่งสำหรับองค์กร

ในกลุ่มโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ HORGA หรือ Horganice พัฒนาระบบบริหารจัดการหอพัก ตลาดนัด และพื้นที่ให้เช่า ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสถานะการเช่า การออกบิล เอกสารทางบัญชี ไปจนถึงการจัดทำรายงาน ช่วยให้การบริหารอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีเป้าหมายขยายโซลูชันไปยังตลาดต่างประเทศ

ขณะที่ PRAIN FINTECH หรือ ChillPay พัฒนาแพลตฟอร์มด้านการชำระเงินดิจิทัลและPayment Gateway ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนอีกมิติของเทคโนโลยีไทยที่สามารถขยายไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าข้ามพรมแดน

ภาพรวมของกลุ่มนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของ AI แต่แสดงให้เห็นการขยับของเทคโนโลยีดิจิทัลไทยจากเครื่องมือเฉพาะด้าน ไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศ

HealthTech จากการรักษา สู่การดูแลสุขภาพข้ามพรมแดน

HealthTech เป็นอีกกลุ่มที่มีโอกาสขยายตลาด เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญโจทย์ร่วมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง และความต้องการลดภาระของระบบสาธารณสุข

PERCEPTRA พัฒนา Inspectra AI แพลตฟอร์มวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกด้วยภาพมากกว่า 3 ล้านภาพ ครอบคลุมภาพเอกซเรย์ปอด เต้านม สมอง และจอประสาทตา พร้อมเชื่อมต่อกับระบบโรงพยาบาลเดิม และมีทิศทางขยายตลาดในภูมิภาค

PRECISION DIETZ หรือ Dietz.asia พัฒนา Telemedicine และระบบติดตามผู้ป่วยระยะไกลที่ใช้ AI เชื่อมโยงโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบ AI และระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เพื่อรองรับการใช้งานในระบบสาธารณสุขและตลาดอาเซียน

ด้านการดูแลผู้สูงอายุ TECH CARE SYSTEM พัฒนาไม้เท้าอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจจับการล้ม มีปุ่ม SOS รวมถึง GPS และ GSM โดยออกแบบและผลิตทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยทีมไทย

ขณะที่ SATI พัฒนา AI สำหรับโรงพยาบาล ช่วยสรุปเวชระเบียน เข้ารหัส ICD และตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งเบิก เพื่อลดภาระของบุคลากรและลดปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาที่ไม่ครบถ้วน โดยมีเป้าหมายขยายสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

RAVIS TECHNOLOGY พัฒนาระบบจัดการเอกสารคุณภาพและคลังความรู้สำหรับโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง อาหาร และยา โดยรวมกระบวนการ สูตร และมาตรฐานการทำงานไว้ในระบบเดียว และมีทิศทางขยายสู่ประเทศในภูมิภาค

ส่วน HEAL AND SOUL TECHNOLOGY ผสานการวิเคราะห์คลื่นสมอง EEG แบบเรียลไทม์กับ VR เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพจิตและระบบประสาทที่สามารถวัดผลได้ ปัจจุบันผ่านการพิสูจน์ในโรงพยาบาล และกำลังขยายการใช้งานไปสู่โรงแรม ศูนย์สุขภาพ และโปรแกรมสุขภาพพนักงานในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกหนึ่งบริษัทที่ช่วยขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพคือ ARINCARE ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Pharmacy เชื่อมเภสัชกร บริษัทยา และระบบขนส่ง พร้อมบริการ Telepharmacy สำหรับให้คำปรึกษาผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า HealthTech ไทยกำลังขยายขอบเขตจากอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีเพื่อการรักษา ไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงการวินิจฉัย การติดตามผู้ป่วย การบริหารโรงพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และการเข้าถึงยา

ClimateTech และ EnergyTech เมื่อโจทย์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นตลาดโลก

ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ร่วมของหลายประเทศ ทำให้เทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย หรือบริหารจัดการคาร์บอน มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกได้จากความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

NICHA CARBON CAPTURE พัฒนาเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จาก CO₂ จากภาคอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนเป็นสารละลายคาร์บอเนตสำหรับบำบัดน้ำเสีย วัสดุก่อสร้าง การฟื้นฟูดิน และการกักเก็บคาร์บอนแบบถาวร พร้อมเป้าหมายขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

GEPP SA-ARD ใช้ IoT และระบบชั่งน้ำหนักอัจฉริยะเพื่อเก็บข้อมูลขยะและวัสดุรีไซเคิลแบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม GEPP เพื่อคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและจัดทำรายงาน ESG และ EPR

ด้านการจัดการพลังงาน TIE SMART SOLUTIONS พัฒนา T-CON แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับเชื่อมต่อ วิเคราะห์ และควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบน้ำเย็น และการใช้พลังงานในอาคาร โรงงาน และโรงไฟฟ้า พร้อมระบบติดตามและตรวจวัดผลการประหยัดพลังงาน

ENERGY RESPONSE พัฒนา BODA Platform ที่นำข้อมูลพลังงานและข้อมูลอาคารที่กระจัดกระจายมาวิเคราะห์ด้วย AI และเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการ เพื่อเปลี่ยนการบริหารพลังงานจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การคาดการณ์ล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ผลิตภาพ และความปลอดภัย

ขณะที่ VEKIN ใช้ AI และบล็อกเชนเพื่อเปลี่ยนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้วางแผนลดการปล่อยได้จริง เชื่อมโยงความต้องการด้านความยั่งยืนเข้ากับการบริหารจัดการในระดับอุตสาหกรรม

ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ALIVE LOOP พัฒนา FOILYMER™ ซึ่งเปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากให้เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนสำหรับพาเลท บรรจุภัณฑ์ขนส่ง และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

ส่วน RIFFAI นำดาวเทียมและ AI มาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมระบบควบคุมและบริหารงานจากระยะไกลสำหรับภาคพลังงาน สิ่งแวดล้อม และภารกิจที่ต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ClimateTech และ EnergyTech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงกับต้นทุน ประสิทธิภาพ ความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

DeepTech ที่สร้างตลาดใหม่จากเทคโนโลยีเฉพาะทาง

ความน่าสนใจอีกด้านของสตาร์ตอัปไทยคือเทคโนโลยีที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย

MUI ROBOTICS พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรสามารถรับรู้และวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติ โดยผสานเซนเซอร์ ฮาร์ดแวร์ และ AI เพื่อเปลี่ยนข้อมูลทางเคมีให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม และการแพทย์

การขยายตลาดของ DeepTech จึงไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “จะนำสินค้าไปขายที่ไหน” แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาเฉพาะด้านใดในตลาดโลก และใครคือพันธมิตรที่สามารถช่วยนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้งานจริง

FoodTech จากนวัตกรรมอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ในกลุ่ม FoodTech นวัตกรรมกำลังเชื่อมโยงอาหารเข้ากับสุขภาพ โภชนาการ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

INNOPHYTOTECH หรือ SweetRevolution พัฒนาเทคโนโลยีเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในวัตถุดิบธรรมชาติให้เป็นพรีไบโอติก FOS ช่วยลดน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มโดยยังคงรสชาติ กลิ่น สี และคุณลักษณะของวัตถุดิบเดิม

VTK INNO GROUP หรือ Haruna พัฒนาพรีไบโอติก RS3 จากธรรมชาติ เพื่อช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และลดอาการท้องผูก โดยมีผลงานวิจัยทางคลินิกรองรับ

ส่วน NERAMIT FOODTECH หรือ Whale Rice พัฒนา “ข้าวที่ไม่ใช่ข้าว” จากโปรตีนปลาและไฟเบอร์จากสาหร่าย ให้มีลักษณะและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงข้าว แต่มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างออกไป

ทั้งสามบริษัทสะท้อนโอกาสของ FoodTech ไทยในการเชื่อมโยงกับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่แข่งขันด้วยเทคโนโลยี วัตถุดิบ งานวิจัย และความสามารถในการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

29 บริษัท กับเส้นทางสู่ตลาดโลกที่แตกต่างกัน

เมื่อมองสตาร์ตอัปทั้ง 29 บริษัทพร้อมกัน จะเห็นชัดว่าเส้นทางสู่ตลาดโลกไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว

สตาร์ตอัปบางกลุ่มสามารถขยายผ่านซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม เช่น BOTNOI, Guardian AI, PRIMO, SABLE, PAM Real CDP, Wisesight, AIYA, Horganice และ ChillPay ซึ่งสามารถนำโซลูชันไปปรับใช้กับลูกค้าในประเทศใหม่ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ ระบบกฎหมาย และรูปแบบธุรกิจของตลาดปลายทาง

บางบริษัทต้องอาศัยพันธมิตรและระบบนิเวศในประเทศเป้าหมาย เช่น VIA GROUP, PERCEPTRA, Dietz.asia, SATI และ ARINCARE เพราะการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงต้องเชื่อมโยงกับโรงพยาบาล ผู้ให้บริการขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ

ขณะที่ NICHA CARBON CAPTURE, VEKIN, TIE SMART, ENERGY RESPONSE, GEPP และ ALIVE LOOP ต้องพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพทางเทคนิค ความคุ้มค่าทางธุรกิจ และความเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดปลายทาง

ส่วน MUI ROBOTICS, SweetRevolution, Haruna และ Whale Rice สะท้อนเส้นทางของเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต้องอาศัยทั้งการพิสูจน์เทคโนโลยี งานวิจัย มาตรฐาน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การพาสตาร์ตอัปออกไปต่างประเทศไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกบริษัทได้ แต่ต้องออกแบบเส้นทางให้สอดคล้องกับความพร้อมของเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และลักษณะของตลาดเป้าหมาย

Business Matching ไม่ใช่แค่การพบกัน แต่คือการทดสอบตลาด

ด้วยเหตุนี้ Business Matching จึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างจำนวนการพบปะ

การพูดคุยกับ Corporate นักลงทุน หรือพันธมิตรในต่างประเทศ เป็นโอกาสให้สตาร์ตอัปตรวจสอบว่าโจทย์ที่กำลังแก้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ลูกค้ายินดีจ่ายหรือไม่ เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้หรือไม่ และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การทดลองใช้ การทำโครงการร่วม หรือการซื้อขายเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่

สำหรับสตาร์ตอัปบางราย ผลลัพธ์อาจเป็นการได้ลูกค้าใหม่ ขณะที่บางรายอาจนำไปสู่ PoCหรือ Pilot บางรายอาจพัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ การลงทุน หรือการจัดตั้งบริษัทในประเทศเป้าหมาย

ดังนั้น คุณค่าของ Business Matching จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการพบกัน

จาก Scale Up to Global สู่ Business Impact

ตลอดการขับเคลื่อน Scale Up to Global 2026 NIA ทำหน้าที่เชื่อมต่อสตาร์ตอัปไทยกับตลาดต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงหน่วยงานและเครือข่ายสำคัญ อาทิ HKSTP, Cyberport, InvestHK, HKTDC, JETRO, Startup City Fukuoka, Leave a Nest, Ibaraki Prefecture และ e27 ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ

ผลลัพธ์จึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่เริ่มเห็นการขยับจาก Activity ไปสู่ Business Impact

มีสตาร์ตอัปไทยมากกว่า 30 บริษัทได้รับโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ เกิด Business Matching มากกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ตอัปมากกว่า 8 บริษัทที่เริ่มจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ

โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ เป็นสัญญาณที่สะท้อนมากกว่าการไปสำรวจตลาด เพราะหมายถึงการตัดสินใจที่จะลงทุนทรัพยากร สร้างทีม และวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดนั้นอย่างจริงจัง

เส้นทางของสตาร์ตอัปไทยจึงกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางออกไปพบตลาด ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและทดสอบความต้องการของลูกค้า ก่อนต่อยอดสู่การทดลองใช้จริง การพัฒนาโครงการร่วม และการทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

Business Matching จึงไม่ได้จบลงที่การพบปะ แต่สามารถพัฒนาไปสู่ความร่วมมือและข้อตกลงทางธุรกิจ การนำเสนอธุรกิจไม่ได้มุ่งเพียงสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสด้านการลงทุน ขณะที่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้หยุดอยู่ที่การทดลองตลาดระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่การขยายธุรกิจและสร้างฐานการดำเนินงานในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ NIA เป้าหมายของ Scale Up to Global จึงไม่ใช่เพียงการทำให้สตาร์ตอัปไทย “ออกไปต่างประเทศ” แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้เทคโนโลยีไทยค้นหาตลาดที่เหมาะสม พบพันธมิตรที่ใช่ พิสูจน์การใช้งานจริง และเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง

เพราะการไปตลาดโลกไม่ได้จบลงเมื่อสตาร์ตอัปเดินทางกลับประเทศไทย หากแต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการที่ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อในตลาดนั้นได้ด้วยตัวเอง มีลูกค้า มีรายได้ มีพันธมิตร และมีโอกาสขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสตาร์ตอัประดับโลกไม่ได้หมายถึงเพียงการพาธุรกิจไทยออกไปให้โลกได้รู้จัก แต่คือการสร้างธุรกิจที่สามารถยืนอยู่ในตลาดโลกได้จริง และเติบโตจากตลาดโลกกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

47_0

Global Startup Hub 2026 จาก 30 สตาร์ตอัป สู่ 60+ Matchingและ 6 PoC เมื่อการเติบโตต้องพิสูจน์ได้ในตลาดจริง 

47_0

Global Startup Hub 2026 จาก 30 สตาร์ตอัป สู่ 60+ Matching และ 6 PoC เมื่อการเติบโตต้องพิสูจน์ได้ในตลาดจริง

สำหรับสตาร์ตอัป การมีเทคโนโลยีที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นจะเติบโตได้ทันที เพราะโจทย์สำคัญที่ตามมาคือ ใครคือลูกค้า ปัญหาที่กำลังแก้คืออะไร และตลาดพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้จริงหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่ Startup Thailand 2026: Global Startup Hub โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญ โดยนำ 30 สตาร์ตอัปจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาที่ไม่ได้มองเพียงเรื่อง Technology แต่ให้ความสำคัญกับ เป้าหมายการเติบโต การเข้าถึงตลาด และการทดสอบโอกาสทางธุรกิจ

สิ่งที่น่าสนใจของโครงการในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวน 30 บริษัท แต่คือการพยายามตอบคำถามว่า เมื่อสตาร์ตอัปมีเทคโนโลยีแล้ว จะพาเทคโนโลยีนั้นไปเจอตลาดและเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร

เริ่มต้นด้วย OKR เพื่อให้การเติบโตมี “เป้าหมาย” ไม่ใช่เพียง “กิจกรรม”

ก่อนที่จะไปพบลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ สตาร์ตอัปจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองต้องการเติบโตไปในทิศทางใด

Global Startup Hub จึงนำ OKR (Objectives and Key Results) มาใช้ตั้งแต่ช่วงต้นของโครงการ ผ่าน OKR Workshop เพื่อให้แต่ละบริษัทกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้

ประเด็นสำคัญคือ OKR ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อกำหนดตัวเลข แต่ช่วยให้สตาร์ตอัปมองเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คืออะไร และกิจกรรมแต่ละขั้นจะช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างไร

บางบริษัทอาจต้องการลูกค้าองค์กรรายแรก บางบริษัทต้องการขยายตลาด บางบริษัทต้องการ Partner เพื่อพัฒนา PoC ขณะที่บางบริษัทอาจต้องการ Investor หรือพันธมิตรที่จะช่วยให้สามารถ Scale ได้เร็วขึ้น

เมื่อเป้าหมายแตกต่างกัน การเข้าสู่ Business Matching จึงไม่ใช่การพาสตาร์ตอัปไปพบองค์กรจำนวนมากที่สุด แต่คือการ หาคู่ที่ตรงกับโจทย์การเติบโตของแต่ละบริษัท

นี่ทำให้ OKR กลายเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เพราะช่วยให้การ Mentoring, Business Matching และ PoC ในขั้นต่อไปมีทิศทางเดียวกัน และทำให้สตาร์ตอัปเห็นภาพว่าการเข้าร่วมโครงการจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร

30 สตาร์ตอัป กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้าไปตอบโจทย์ธุรกิจจริง

จากทั้ง 30 บริษัทที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แยกออกจากภาคธุรกิจ แต่กำลังเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การผลิต การค้าปลีก การก่อสร้าง การบริหารอาคาร การจัดการพลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการเดินทางและบริการสำหรับผู้บริโภค

กลุ่ม AI & IoT กำลังขยับจากการเป็นเครื่องมือทดลอง ไปสู่การใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น

Dynamic Intelligence Asia (DIA) พัฒนา DUSCAP เพื่อช่วยทีมที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Coding สร้าง Application สำหรับงานในภาคการผลิตและค้าปลีก ขณะที่ SIONIC AI พัฒนา STORM Platform สำหรับองค์กรที่ต้องการออกแบบและบริหาร Generative AI Agents จากข้อมูลภายในของตัวเอง

ขณะที่ PIASPACE นำ Vision-Language Model มาใช้กับ CCTV เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติแบบ Real-time ส่วน BOT AND LIFE นำ AI มาใช้สร้าง Avatar และ Voice สำหรับการสื่อสารขององค์กร

ในด้าน Operations THAICLOUD PAC หรือ Packiko ใช้ AI ช่วยจัดการ Order และ Fulfillment ส่วน FLO AINO เชื่อม AIoT และ Physical AI เข้ากับ Learning Platform ขณะที่ The MagicWand AI ใช้ AI ช่วยบริหารโฆษณาดิจิทัลตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการติดตามผล

ส่วน REEZLIVE นำ AI ไปใช้กับระบบ Live Streaming และ Real-time Beauty Enhancement ขณะที่ PRIMO WORLD ใช้ AI Assistant สนับสนุน CRM และ Marketing Automation

อีกสองบริษัทคือ DAY ONE TECH หรือ Scamtify ที่นำ Data Intelligence มาใช้กับ CrimeTech และ UPSIGHT ที่ใช้ Multimodal AI วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพหน้างานก่อสร้างและเชื่อมต่อกับ BIM

เมื่อมองทุกบริษัทพร้อมกัน จุดที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ AI กำลังถูกออกแบบให้เข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม

นี่เป็นโจทย์สำคัญของการนำ AI ไปใช้ในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมกับข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงานที่มีอยู่จริง

ส่วนกลุ่ม  IoT แสดงให้เห็นอีกด้านของการนำ Technology ไปใช้ในภาคธุรกิจ อย่าง MERLINIUM ใช้ Sensor และ AI ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรในอาคารและโรงงาน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนบำรุงรักษาก่อนเกิดปัญหา ขณะที่ YINGYONG SMART BIZ หรือ Tiger Cashbox เชื่อม Smart Deposit Machine เข้ากับ SaaS เพื่อช่วยบริหารจัดการเงินสด สะท้อนว่า IoT ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการเก็บข้อมูล แต่ต้องตอบต่อให้ได้ว่า ข้อมูลนั้นช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะทาง เช่น PetTech โดย DEEMMI PETหรือ Pettagu ซึ่งพัฒนา Platform สำหรับจัดการข้อมูลตัวตนและสุขภาพสัตว์เลี้ยงผ่านNFC/QR Smart Tag พร้อม Application และ AI สำหรับช่วยประเมินอาการเบื้องต้น

Climate Tech กำลังเปลี่ยนโจทย์จาก “ลดผลกระทบ” สู่ “ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ”

อีกกลุ่มที่โดดเด่นคือ Climate Tech, Sustainability และ Agri-climate ซึ่งมีความหลากหลายตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง การจัดการอาหารและขยะ ไปจนถึง Carbon Capture และการเกษตร

P&P Partners หรือ VIDENVAREN+ พัฒนาวัสดุฉนวนที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดการใช้พลังงาน ขณะที่ LightBlue Environmental Consulting ใช้ FIT Tech ติดตาม Food Waste เพื่อให้ธุรกิจอาหารและโรงแรมสามารถมองเห็นปริมาณของเสียและนำข้อมูลไปลดต้นทุนได้

GEPP SA-ARD นำ IoT มาช่วยจัดการขยะและข้อมูล ESG รวมถึง Carbon Scope 3 ขณะที่ CHALUPAS&CO. พัฒนาวัสดุทางเลือกจากเศษวัสดุการเกษตร และ ALIVE LOOP นำพลาสติกหลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากกลับมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุตสาหกรรม

ในภาคอาคาร ALTOTECH GLOBAL ใช้ข้อมูลเพื่อบริหารระบบระบายอากาศและน้ำให้ใช้พลังงานน้อยลง ส่วน EKOBLOK พัฒนาบล็อกก่อสร้างจากแกลบที่ผ่านการ Upcycleพร้อมเพิ่มคุณสมบัติด้านการกันความร้อนและเสียง

ขณะเดียวกัน KYN PARTNERS พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุความสดของดอกไม้NICHA CCUS พัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture สำหรับภาคอุตสาหกรรม TONSON MORTAR นำ Industrial Waste มาพัฒนาวัสดุ Self-Leveling และ LOCOL พัฒนาสารเสริมอาหารสัตว์จากสารสกัดเปลือกโกโก้ที่มุ่งช่วยลด Methane Emission และเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์

ส่วน SIAM INNOVATE SOLUTIONS พัฒนา Air Flow Block ที่ใช้หลักการ Convection เพื่อช่วยลดความร้อนและการใช้พลังงานในอาคาร

เมื่อดูภาพรวมจะเห็นว่า Sustainability ในวันนี้ไม่ได้ถูกวางแยกออกจากเรื่องธุรกิจ แต่กำลังถูกนำมาเชื่อมกับ ต้นทุน ประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากร และข้อกำหนดใหม่ของตลาด

นี่ทำให้ Climate Tech มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ขององค์กรได้มากขึ้น เพราะโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจ

Energy และ Mobility: เทคโนโลยีที่กำลังสร้างระบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

ด้าน Energy Tech ที่สะท้อนโจทย์คนละด้านของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

COSMOS LAB พัฒนา Aqueous Zinc-Metal Battery สำหรับการกักเก็บพลังงาน ขณะที่ ESSCO CORPORATION พัฒนา SEMPLY Platform ที่เชื่อมระบบบริหารพลังงานและการควบคุมอาคาร/โรงงาน โดยสามารถบริหาร Solar PV, BESS, EV Charger และ HVAC ได้

สิ่งที่เห็นคือ Energy Tech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างแหล่งพลังงานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถ จัดเก็บ บริหาร และใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ EV & Mobility มี Qres Group ซึ่งพัฒนา Engineering-as-a-Service และ R&D สำหรับชิ้นส่วน EV, Robotics และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และ Venture Lab หรือ ThaiGo ซึ่งพัฒนา Day Pass Platform สำหรับบริการด้านการเดินทางและ Mobility

แม้จะอยู่คนละส่วนของตลาด แต่ทั้งสองบริษัทสะท้อนภาพเดียวกันว่า Mobility กำลังขยายออกจากเรื่อง “ยานพาหนะ” ไปสู่ทั้ง Engineering, Technology และ Digital Services

การมีเทคโนโลยีที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การนำไปทดสอบกับตลาดจริงคือบทพิสูจน์ที่แท้จริง

เมื่อสตาร์ตอัปมี Technology และกำหนดเป้าหมายการเติบโตผ่าน OKR แล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยีไปทดสอบกับตลาดจริง โดย Business Matching มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสตาร์ตอัปเข้ากับองค์กรและพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้แต่ละบริษัทได้เห็นว่าเทคโนโลยีของตนสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ของปัญหาที่ต้องการแก้ ความพร้อมในการนำไปทดลองใช้ การปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับระบบขององค์กร ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือในระยะต่อไป ดังนั้น Matching ที่ดีจึงไม่ได้วัดจากจำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำไปสู่บทสนทนาและโอกาสที่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดย Global Startup Hub 2026 มีการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 60 ครั้ง กับองค์กรและพันธมิตร อาทิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, TPG (Tripetch), Central Retail, PTT, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), PTG Energy, MAX Venture, Thai Oil, Kubota และ AIS  สำหรับ 30 สตาร์ตอัปในโครงการ การจับคู่เหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเทคโนโลยีออกจากพื้นที่การพัฒนา ไปพบกับความต้องการ ข้อจำกัด และรูปแบบการทำงานของลูกค้าจริง ก่อนพัฒนาไปสู่ขั้นตอน PoC ซึ่งในโครงการเกิดขึ้นร่วมกับองค์กรกว่า 6 บริษัท เพื่อทดสอบว่าเทคโนโลยีสามารถทำงานได้จริงภายใต้บริบทขององค์กร ทั้งระบบ ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่ หากผลการทดลองเป็นไปได้ดี ความร่วมมือก็สามารถต่อยอดไปสู่การซื้อขาย การทำสัญญา การร่วมพัฒนา หรือการขยายไปยังหน่วยงานอื่นได้

เมื่อมองทั้ง 30 สตาร์ตอัป จะเห็นความหลากหลายของ Technology ตั้งแต่ AI, IoT, วัสดุและเทคโนโลยีด้าน Climate Tech, Carbon Capture, Energy Tech, Battery ไปจนถึง EV และMobility แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกบริษัทเข้าด้วยกันคือความพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาด และสามารถนำไปใช้จริงได้มากเพียงใด นี่จึงเป็นเหตุผลที่การกำหนด OKR ตั้งแต่ต้นโครงการมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แต่ละสตาร์ตอัปมีเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจน และสามารถใช้เป้าหมายนั้นเป็นทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยี การหาพันธมิตร การเข้าถึงลูกค้า และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ Business Matching ทำหน้าที่นำเป้าหมายดังกล่าวไปทดสอบกับตลาด และ PoC ช่วยยืนยันความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง ก่อนที่แต่ละบริษัทจะนำผลลัพธ์ไปต่อยอดเป็นลูกค้า รายได้ การลงทุน พันธมิตร หรือการขยายตลาด ดังนั้น Global Startup Hub 2026 จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสร้าง Technology ที่ดี แต่ให้ความสำคัญกับการพาสตาร์ตอัปจาก “คำตอบทางเทคโนโลยี” ไปสู่ “โจทย์ที่ตลาดต้องการ” ผ่านกระบวนการตั้งเป้าหมาย พบพันธมิตร ทดลองใช้ และต่อยอดทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุด Matching คือจุดเริ่มต้นของโอกาส PoC คือการทดสอบความเป็นไปได้ และ Commercialization คือการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-5

สปป. ลาว: ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่ เปิดประตูสู่โอกาสของสตาร์ตอัปไทย ณ Vientiane Logistics Park

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-5

สปป. ลาว: ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่ เปิดประตูสู่โอกาสของสตาร์ตอัปไทย ณ Vientiane Logistics Park

การแข่งขันทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ตลาดไหนใหญ่” แต่ยังวัดกันที่ความสามารถในการเข้าถึงตลาด เชื่อมต่อ Supply Chain และขยายธุรกิจไปยังตลาดข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คำว่า Connectivity กลายเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในเศรษฐกิจภูมิภาค

บริบทดังกล่าวกำลังทำให้ สปป. ลาว มีบทบาทที่น่าสนใจมากขึ้น จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น Land-Locked Country หรือประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล กำลังพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Land-Linked Country ที่ใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนคือ Vientiane Logistics Park (VLP) และ Thanaleng Dry Port (TDP) ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับการขนถ่ายสินค้า แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Logistics และ Trade Connectivity ที่เชื่อมโยงสินค้า ผู้ประกอบการ และกิจกรรมทางธุรกิจข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product เข้าไปขายในลาว แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของ Connectivity ที่สามารถเชื่อมธุรกิจไทยเข้ากับ Supply Chain และตลาดที่กว้างขึ้นในภูมิภาค

 

เวียงจันทน์กับบทบาทใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจภูมิภาค

ข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์เคยเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของลาว เพราะการไม่มีพื้นที่ติดทะเลทำให้การขนส่งระหว่างประเทศมีต้นทุนและความซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ตั้งของลาวกลับอยู่บริเวณจุดเชื่อมสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และอยู่ระหว่างตลาดขนาดใหญ่หลายแห่ง

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน รถไฟ และ Logistics จึงกำลังเปลี่ยนข้อจำกัดดังกล่าวให้กลายเป็น Connectivity Advantage โดยเฉพาะการเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟจีน–ลาวกับระบบคมนาคมของไทย ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของลาวในการเป็นจุดผ่านและกระจายสินค้าระหว่างจีนกับอาเซียน

Thanaleng Dry Port ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 1 จึงมีความสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อระบบ Rail–Road และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการนำเข้า ส่งออก และการขนส่งผ่านแดน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การประเมินศักยภาพของลาวอาจต้องมองให้ไกลกว่าขนาดของตลาดภายในประเทศ เพราะจุดแข็งที่สำคัญอาจอยู่ที่ความสามารถในการทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมโยงธุรกิจไปยังตลาดอื่นมากกว่า

Vientiane Logistics Park เมื่อ Logistics Infrastructure กลายเป็นพื้นที่ของ Innovation

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือ Vientiane Logistics Park (VLP) ซึ่งได้รับการวางบทบาทให้เป็นโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ Logistics ของลาว เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจาก Land-Locked ไปสู่ Land-Linked โดยโครงการได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวภายใต้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เป็นระยะเวลา 50 ปี

สิ่งที่ทำให้ VLP น่าสนใจคือการไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงพื้นที่จัดเก็บหรือขนถ่ายสินค้า แต่เป็น Integrated Logistics Ecosystem ที่ประกอบด้วย Logistics Park, Export Processing Zone, Free Trade Zone, Plant and Animal Quarantine, Tank Farm รวมถึง Technology และ Halal Hub

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ VLP ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ตั้งแต่การนำเข้า การตรวจสอบ การจัดเก็บ การแปรรูป ไปจนถึงการกระจายและส่งออกสินค้า และในทุกขั้นตอนย่อมมี Pain Point ที่สามารถนำ Technology เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพได้

สำหรับสตาร์ตอัป นี่จึงเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมี “ตลาด” แต่เกิดจากการมี Real-World Environment ที่เปิดให้ Technology เข้าไปทดลองและพิสูจน์การใช้งานจริง

Thanaleng Dry Port จุดที่ Connectivity เชื่อมต่อกับการปฏิบัติจริง

หาก VLP เป็น Ecosystem ขนาดใหญ่ Thanaleng Dry Port (TDP) คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ Connectivity เกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการ โดย TDP เป็น Class 1 Dry Port ของลาว และอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้าน Dry Port ของ UNESCAP รองรับการนำเข้า ส่งออก และการขนส่งผ่านแดน พร้อมเชื่อมต่อระบบ Rail–Road

ภายในพื้นที่มี Container Yard, Rail Sidings และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลังสินค้า รวมถึงระบบ Terminal Operating System และอุปกรณ์จัดการตู้สินค้า ขณะเดียวกันยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ เช่น Customs, Quarantine, Fumigation และ Certification

โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้กระบวนการที่เคยแยกออกจากกันสามารถเชื่อมต่อเป็นระบบมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ Technology เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความเร็ว ความแม่นยำ ความปลอดภัย และการบริหารจัดการข้อมูล

จาก Logistics Infrastructure สู่ Innovation Testbed

เมื่อมองจากมุมของสตาร์ตอัป โครงสร้างพื้นฐานของ VLP และ TDP จึงสามารถเป็นมากกว่าระบบรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สำหรับการทดลอง Technology ในสถานการณ์จริง

โจทย์ที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ AI และ Data Analytics สำหรับ Forecasting และ Demand Planning, IoT สำหรับติดตามสินค้าและสภาพแวดล้อมระหว่างการขนส่ง, Digital Traceability สำหรับตรวจสอบแหล่งที่มาและเส้นทางสินค้า, Smart Warehouse สำหรับบริหารพื้นที่และ Inventory ไปจนถึง Cold Chain Technology, Supply Chain Management Platform, Digital Customs, Trade Facilitation, Quality Inspection, Carbon Tracking และ ESG Management

จุดสำคัญคือ Startup ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการนำ Product ขนาดใหญ่เข้าไปติดตั้งทันที แต่สามารถเลือกโจทย์ที่ชัดเจน ทดลอง Solution ในพื้นที่จริง และพัฒนาเป็น Proof of Concept (PoC) เพื่อพิสูจน์ว่า Technology สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

แนวทางนี้ทำให้ VLP มีศักยภาพที่จะเป็น Innovation Testbed ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง Technology ที่พัฒนาในห้องทดลองกับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

NIA x Startbox – Laos เชื่อม Ecosystem เข้ากับโจทย์จริง

ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ Startbox – Laos ซึ่งประกาศในงาน SITE 2026 โดยมีคุณรังสรรค์ พรหมประสิทธิ์ CEO ของ Startbox – Laos เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนความร่วมมือ สะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยและลาวให้ใกล้กับโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

การพาสตาร์ตอัปออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ควรจบลงเพียงการพบ Partner หรือการทำ Business Matching แต่ควรต่อยอดไปสู่การทำความเข้าใจตลาด เข้าถึง Ecosystem ทดลอง Solution และสร้างความร่วมมือที่สามารถพัฒนาไปสู่ Business Use Case ได้

ในบริบทนี้ บทบาทของแต่ละฝ่ายจึงสามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบ NIA และ Ecosystem Partner ช่วยเปิดโอกาสและเชื่อมต่อ Startup เข้ากับตลาด ขณะที่ VLP สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่มีโจทย์และสภาพแวดล้อมจริงให้ทดลอง Technology ส่วน Corporate Partner สามารถนำผลจาก PoC ไปพัฒนาต่อเป็นการใช้งานจริงทางธุรกิจ

นี่คือรูปแบบของการทำ Internationalization ที่ไม่ได้มองเพียงการ “ออกตลาด” แต่เป็นกระบวนการตั้งแต่ Explore, Connect, Pilot, Prove ไปจนถึง Scale

บทเรียนจาก “ทุเรียนไทย” เมื่อ Supply Chain ต้องสร้างความเชื่อมั่น

สินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นความสำคัญของ Logistics และ Quality Control ได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ แต่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงการควบคุมคุณภาพตลอด Supply Chain ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างการขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง

กรณีทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาด้านสารปนเปื้อน คุณภาพสินค้า หรือกระบวนการตรวจสอบ สามารถส่งผลกระทบต่อทั้ง Shipment และความเชื่อมั่นของตลาดได้

โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การขนส่งสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการรู้ข้อมูลตลอด Supply Chain ว่าสินค้ามาจากไหน ผ่านกระบวนการใด อยู่ในสภาพอย่างไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

ประเด็นเหล่านี้เปิดโอกาสให้ Technology เข้ามาช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบการค้า

 

 

จาก Quarantine สู่ Traceability โอกาสของ AgriTech และ FoodTech

หนึ่งในองค์ประกอบที่น่าสนใจของ VLP คือ Plant and Animal Quarantine Zone ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ กักกัน และจัดการสินค้าก่อนเข้าสู่กระบวนการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ TDP มีบริการด้าน Quarantine, Fumigation และ Certification ในรูปแบบ One-Stop Service

Infrastructure เหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นโจทย์สำหรับ Startup ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ AgriTech ที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพผลผลิต, FoodTech ที่สนับสนุนมาตรฐานและกระบวนการแปรรูป, Cold Chain Technology ที่ติดตามอุณหภูมิแบบ Real-Time ไปจนถึง Traceability Platform ที่สร้าง Digital Record ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ขณะเดียวกัน AI และ Data Analytics ยังสามารถนำข้อมูลจากหลายจุดใน Supply Chain มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

จากมุมนี้ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียง “กระบวนการขนส่งสินค้า” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ Technology เข้าไปสร้างมูลค่าได้ตลอดทั้ง Supply Chain

 

Connectivity ที่เชื่อม Business Opportunity ไปไกลกว่าตลาดลาว

อีกหนึ่งจุดแข็งของ VLP คือการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของภูมิภาค โดยเฉพาะ Laos–China Railway และ Laos–Thailand Railway ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบ Logistics ของ TDP และสนับสนุนบทบาทของพื้นที่ในฐานะ Trade Gateway ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน การผลักดันระบบ SPS ยังช่วยสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตร ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญของระบบ Logistics และมาตรฐานตลอด Supply Chain

ด้วยเหตุนี้ “ตลาดลาว” จึงอาจมีความหมายมากกว่าตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ สำหรับสตาร์ตอัป ที่มี Solution เหมาะสม ลาวสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อไปยัง ไทย จีน เวียดนาม และตลาดอื่นในอาเซียน

การเข้าสู่ลาวจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Business Model และสร้าง Case Study ก่อนขยายไปสู่ตลาดที่มีความซับซ้อนและขนาดใหญ่ขึ้น

 

ไม่จำเป็นต้อง Scale ใหญ่ตั้งแต่วันแรก

การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนขนาดใหญ่หรือการตั้งบริษัททันที สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหา โจทย์ที่ใช่ Partner ที่ใช่ และพื้นที่ที่สามารถทดลองได้จริง

Startup สามารถเริ่มจากการศึกษาตลาดและ Supply Chain ค้นหา Pain Point ที่ Solutionสามารถตอบโจทย์ จากนั้นจึงพัฒนา Pilot หรือ PoC ร่วมกับ Partner ในพื้นที่ เมื่อผลลัพธ์สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง หรือสร้าง Revenue ได้ จึงค่อยต่อยอดไปสู่ Commercialization และ Regional Expansion

แนวคิดนี้ช่วยให้การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมีความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้มากขึ้น และทำให้ Startup สามารถเรียนรู้จากตลาดจริงก่อนตัดสินใจลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น

 

สิทธิประโยชน์ช่วยลดต้นทุน แต่ Solution ยังเป็นหัวใจ

อีกปัจจัยที่ทำให้ VLP มีความน่าสนใจคือสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมโยงกับ Prime Minister Decree 188 โดยข้อมูลของ VLP ระบุถึง Corporate Tax Holiday ระยะ 8–16 ปี อัตราภาษีนิติบุคคล 6.5% ในช่วงเวลาที่กำหนด รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้าน VAT และการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์บางประเภท

สิทธิประโยชน์เหล่านี้สามารถช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ประกอบการ แต่สำหรับสตาร์ตอัปแล้ว ปัจจัยที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาวยังคงเป็น Product–Market Fit และ Business Use Case

เพราะไม่ว่า Infrastructure จะพร้อมเพียงใด หรือ Connectivity จะมีศักยภาพมากแค่ไหน หาก Solution ไม่สามารถแก้ Pain Point ของลูกค้าได้จริง ก็ยากที่จะนำไปสู่การ Commercialization และ Scale

ดังนั้น สิ่งที่สตาร์ตอัปไทยควรนำไปลาวจึงไม่ใช่เพียง Product แต่คือ Solution ที่สามารถตอบโจทย์ของ Ecosystem และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง

 

ลาวอาจไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นสนามจริงที่สำคัญ

ลาวอาจไม่ได้เป็นตลาดที่สตาร์ตอัปทุกประเภทจำเป็นต้องเข้าไปตั้งแต่วันแรก และไม่ใช่ทุก Solution ที่จะเหมาะกับบริบทของตลาดนี้ แต่สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Logistics, Supply Chain, AgriTech, FoodTech, Climate Tech, Energy Tech, AI, IoT และ Digital Solutionsการเปลี่ยนแปลงด้าน Infrastructure กำลังสร้างโจทย์ใหม่ที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้

จุดน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปขายให้ได้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าไปเรียนรู้ ทดลอง และพิสูจน์ว่า Technology สามารถสร้างผลลัพธ์ใน Real-World Environment ได้จริง

ในมุมนี้ Vientiane Logistics Park จึงมีโอกาสพัฒนาไปไกลกว่าการเป็น Logistics Hub และสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่เชื่อม Technology เข้ากับโจทย์ทางธุรกิจของภูมิภาค

จาก “ตลาดใกล้บ้าน” สู่ “สนามทดลองก่อน Scale”

บทเรียนสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปไทยคือ การเลือกตลาดต่างประเทศไม่ควรพิจารณาจากจำนวนผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง Pain Point, Partner, Infrastructure และโอกาสในการสร้าง PoC รวมถึงศักยภาพในการนำผลลัพธ์ไปต่อยอดในตลาดอื่น

ลาวจึงมีความน่าสนใจในฐานะ “สนามจริงก่อน Scale” สำหรับธุรกิจที่ต้องการทดลองSolution ในบริบทที่เชื่อมโยงกับตลาดไทยและ Supply Chain ของภูมิภาค

จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น Land-Locked ลาวกำลังพัฒนาตัวเองสู่ Land-Linked จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นทางผ่าน กำลังสร้างบทบาทใหม่ในฐานะ Gateway และจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขนส่ง กำลังเปิดพื้นที่ให้เกิด Business, Technology และ Innovation

สำหรับสตาร์ตอัปไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ไปขายในลาว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ที่กำลังเติบโต สร้าง Partner สร้าง Case Study และพัฒนา Solution ให้พร้อมสำหรับการขยายตัวในระดับภูมิภาค

นี่คืออีกมิติหนึ่งของ GO ASEAN ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการออกไปขายสินค้าในต่างประเทศ แต่คือการออกไป เรียนรู้ เชื่อมต่อ ทดลอง พิสูจน์ และสร้างการเติบโตไปพร้อมกับตลาด

 

เพราะในโลกธุรกิจที่ Connectivity มีความสำคัญมากขึ้น ความได้เปรียบของ Startup อาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่การเลือก Ecosystem ที่สามารถพา Technologyไปพบกับโจทย์จริง และเปลี่ยนโจทย์นั้นให้กลายเป็น Business Opportunity

และในวันที่ลาวกำลังก้าวจาก Land-Locked สู่ Land-Linked “เวียงจันทน์” จึงอาจเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางของการขยายตลาด แต่เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่สตาร์ตอัปไทยสามารถใช้เรียนรู้ สร้างความร่วมมือ และเติบโตไปพร้อมกับโอกาสจากเส้นทางการค้าใหม่ ที่กลายเป็นสนามแข่งขันที่ทุกคนต้องการเข้ามาจับจองในอนาคต

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่: ถอดบทเรียน 5 สตาร์ตอัปไทย สู่การเติบโตใน ASEAN

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่: ถอดบทเรียน 5 สตาร์ตอัปไทย สู่การเติบโตใน ASEAN

เข้าใจตลาด สร้างพันธมิตร ทดลองให้เห็นผล และ Scale อย่างมีกลยุทธ์

การพาสตาร์ตอัปไทยออกไปเติบโตในต่างประเทศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำ Product หรือ Technology ไปวางในตลาดใหม่ แต่คือการพิสูจน์ว่า Business Model ที่เคยใช้ได้ในตลาดหนึ่ง จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้า พฤติกรรม และบริบทของอีกตลาดได้จริงหรือไม่

โดยเฉพาะในภูมิภาค ASEAN ซึ่งแม้จะอยู่ใกล้กัน แต่แต่ละประเทศมีทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบกำกับดูแล และวัฒนธรรมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน การเข้าใจ “บริบทท้องถิ่น” จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าสตาร์ตอัปจะสามารถเข้าสู่ตลาดและเติบโตได้ไกลเพียงใด

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจใน ASEANด้วยประชากรขนาดใหญ่ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคและบริการ การใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย และการเติบโตของ Digital Economy ขณะเดียวกัน Ecosystem ของสตาร์ตอัปในประเทศก็มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพดังกล่าว โดยฟิลิปปินส์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม Startup Ecosystem ที่น่าจับตามองของโลก ขณะที่ Metro Manila ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ตอัปและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ตัวเลขด้านประชากรหรืออันดับ Ecosystem เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อมองลึกลงไป ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีทั้ง “โอกาส” และ “ความเฉพาะตัว” ซึ่งสตาร์ตอัปจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน ลงคน หรือขยายธุรกิจอย่างจริงจัง

นี่คือสิ่งที่ 5 สตาร์ตอัปไทย ได้แก่ Arincare, PRIMO World, HORGA, Sati และ PAM REAL CDP ได้เข้าไปสัมผัสผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEANของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อสำรวจตลาด พบปะผู้เล่นใน Ecosystem สร้าง Connection และมองหา Potential Partners ในฟิลิปปินส์

จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักลงทุน ผู้สร้างระบบนิเวศ และผู้ประกอบการจากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การเข้าสู่ตลาดใหม่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจตลาด สร้างความสัมพันธ์ ทดลองตลาด และค่อยขยายเมื่อเห็นหลักฐานว่าธุรกิจสามารถเดินต่อได้

ฟิลิปปินส์: ตลาดใหญ่ที่ต้องมองให้ลึกกว่าจำนวนประชากร

หนึ่งในจุดแข็งของฟิลิปปินส์คือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Domestic Consumption และภาคบริการ โดยการบริโภคภายในประเทศมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ขณะที่เงินโอนกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน หรือ Overseas Filipino Remittances ก็เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อกำลังซื้อภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์มีฐานเศรษฐกิจด้านบริการที่แข็งแรง โดยเฉพาะ Business Process Outsourcing (BPO) ซึ่งสร้างทั้งรายได้และการจ้างงานจำนวนมาก พร้อมด้วยแรงงานที่มีทักษะภาษาอังกฤษสูง สิ่งเหล่านี้สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ Digital, SaaS, AI และ B2B Technology

สำหรับ PRIMO World ซึ่งให้บริการ Enterprise Loyalty และ Omnichannel Solutions ขนาดตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะ Business Model ของบริษัทมีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้งานและฐานลูกค้าขององค์กร การเข้าสู่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากจึงสามารถสร้างโอกาสในการขยายฐานธุรกิจในระยะยาว

อีกด้านหนึ่ง Karl Loo, Co-founder จาก 3CAT จากมาเลเซีย ซึ่งเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีครั้งนี้ มองเห็นความคล้ายคลึงกันของพฤติกรรมผู้บริโภคระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะความนิยมในการเดินห้างและการซื้อสินค้าผ่านทั้ง Online และ Physical Store ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล Omnichannel Retail ของ 3CAT

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการมองว่าตลาด “น่าจะเหมาะ” คือการนำข้อมูลมาพิสูจน์สมมติฐาน 3CAT จึงเลือกใช้ Market Entry Consultant ลงพื้นที่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นระยะเวลาหลายเดือน ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าตลาดมีขนาดใหญ่เพียงใด แต่คือการเปลี่ยนความรู้สึกว่า “ตลาดนี้น่าจะใช่” ให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

Business Matching ต้องไปไกลกว่า “การได้รู้จัก”

เมื่อสตาร์ตอัปเดินทางเข้าสู่ตลาดใหม่ สิ่งที่ต้องสร้างไม่ใช่เพียง Customer Lead แต่คือ Local Relationship ที่สามารถช่วยให้บริษัทเข้าใจตลาดและเข้าถึงโอกาสที่อาจไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ในระยะเวลาอันสั้น

จากมุมมองของ Artie Lopez, Co-founder จาก Brainsparks และ Jecky Pelaez, Partner,Kickstart Ventures หนึ่งในข้อได้เปรียบของตลาดฟิลิปปินส์คือการมีเครือข่ายทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันค่อนข้างมาก หากสตาร์ตอัปสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เหมาะสม ก็มีโอกาสเข้าถึง Corporate, Investor และ Ecosystem ที่กว้างขึ้น

ดังนั้น Business Matching จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นกิจกรรมที่ทำให้สตาร์ตอัปได้พบคนจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ควรเป็นกระบวนการที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีความเป็นไปได้จริง

สำหรับ 5 สตาร์ตอัปไทยภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEANการ Matching จึงครอบคลุมตั้งแต่ Potential Client, Business Partner, Distributor, Trade Partner, Strategic Partner และ Technology Partner ไปจนถึงโอกาสในการทำ Pilot, POC และ Co-development

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ได้พบใครบ้าง?” แต่คือ “หลังจากพบกันแล้ว ความสัมพันธ์เดินหน้าไปถึงไหน?” ตั้งแต่การติดต่อพูดคุยต่อ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่ง Proposal หรือ Quotation การเจรจาทางธุรกิจ การทดลองใช้ Product การทำ MOU/MOA ไปจนถึงการเกิด Commercial Deal และรายได้จริง

เพราะสำหรับการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ Connection คือจุดเริ่มต้น แต่ Business Outcome คือสิ่งที่ต้องติดตามต่อ

 

อย่าคิดว่าตลาดใหม่จะเหมือนตลาดเดิม

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากผู้ประกอบการในฟิลิปปินส์คือ อย่านำ Business Model จากประเทศหนึ่งไปใช้กับอีกประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับ Local Context

พฤติกรรมด้าน Payment เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ฟิลิปปินส์มีการเติบโตอย่างมากของ Mobile Wallet โดยเฉพาะ GCash ซึ่งกลายเป็นช่องทางการชำระเงินที่ผู้บริโภคและร้านค้าจำนวนมากคุ้นเคย

ในขณะที่ B2B Payments ก็มีการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เช็คไปสู่ Bank Transfer และ E-Invoice มากขึ้น

สำหรับสตาร์ตอัป สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สามารถส่งผลต่อทั้ง Product Design, Payment Model, Customer Journey และ Go-to-Market Strategy

ประสบการณ์ที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ความสำเร็จในตลาดใหม่ไม่ได้เกิดจากการมี Technology ที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก Technology ที่เข้ากับพฤติกรรมของตลาด

 

ลูกค้ามาก ไม่ได้แปลว่าธุรกิจยั่งยืน

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ การวัดความสำเร็จจากจำนวน Lead หรือจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียวอาจทำให้สตาร์ตอัปมองภาพผิด

กรณีของสตาร์ตอัปด้าน Spend Management ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี แม้บริษัทจะสามารถสร้าง Lead และนัดหมายกับลูกค้า SME ได้จำนวนมาก แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานจริงกลับพบว่า ลูกค้ามีความอ่อนไหวด้านราคา และมี Transaction Volume ต่ำกว่าที่คาด

สุดท้ายปัญหาไม่ได้อยู่ที่การ “หาลูกค้าไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของ Customer Quality และ Unit Economics

คำถามสำคัญจึงต้องไปไกลกว่าจำนวนลูกค้า เช่น ลูกค้าใช้ Product จริงหรือไม่? มี Retention เท่าไร? สร้างรายได้มากน้อยเพียงใด? และต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าคุ้มค่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นหรือไม่?

นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการ Scale เพราะ Growth ที่ดีต้องมาพร้อมกับ Economics ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โจทย์ในการเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์

แม้ทั้ง 5 บริษัทจะเดินทางเข้าสู่ตลาดเดียวกัน แต่โจทย์ของแต่ละสตาร์ตอัปแตกต่างกันตาม Product, Customer และ Business Model การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเสมือนสนามทดลองที่ทำให้แต่ละบริษัทได้มองเห็นทั้งโอกาสและสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเดินหน้าต่อ

Arincare: Healthcare ต้องเข้าใจทั้ง Technology และ Ecosystem

Arincare ให้บริการ Connected e-Pharmacy และ Telepharmacy Solutions เพื่อช่วยให้ร้านขายยาและ Healthcare Providers สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น

ตลาด Healthcare ของฟิลิปปินส์มีช่องว่างและโอกาสสำหรับ Digital Health แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่มี Regulatory Complexity สูง

การเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบที่การนำ Technology เข้าไปขาย แต่ต้องเข้าใจทั้ง Regulatory Landscape Healthcare Providers Insurance/HMO และ Local Healthcare Ecosystem

สำหรับ Arincare บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ Healthcare Innovation ต้องเดินไปพร้อมกับEcosystem และ Regulation

PRIMO World: Enterprise Sales ต้องใช้เวลา แต่ Trust ช่วยเปิดประตู

PRIMO World ให้บริการ Enterprise Loyalty และ Omnichannel Solutions ช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้า สร้าง Engagement และเพิ่ม Customer Retention

โจทย์สำคัญของการเข้าสู่ตลาดคือ Enterprise Sales Cycle ที่ใช้เวลานาน การตัดสินใจซื้อขององค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็น Product เพียงครั้งเดียว แต่ต้องผ่านทั้งกระบวนการสร้างความเชื่อมั่น การประเมิน Solution และการพิจารณาด้านธุรกิจ

หนึ่งในจุดแข็งของ PRIMO World คือการมีลูกค้าในประเทศไทยที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และทำงานกับ Global Brands ซึ่งสามารถใช้เป็น Reference เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อต้องเข้าไปพูดคุยกับ Enterprise ในตลาดใหม่

ขณะเดียวกัน ทีมยังเลือกใช้แนวทางส่งบุคลากรที่มีความเข้าใจ Product จากประเทศไทยเข้าไปวางรากฐานก่อนการสร้างทีมท้องถิ่น เนื่องจาก Product มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

บทเรียนของ PRIMO World จึงชี้ให้เห็นว่า การเข้าสู่ Enterprise Market ต้องใช้เวลา แต่ Reference ที่ดีและทีมที่เข้าใจ Product สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเข้าสู่ตลาดได้

HORGA: PropTech ต้องหา “พื้นที่ทดลอง” ก่อน Scale

HORGA พัฒนา PropTech Software สำหรับบริหาร Rental Properties, Dormitories และ Commercial Spaces ช่วยให้เจ้าของและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์จัดการธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อมองไปยังฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะ Metro Manila และเมืองศูนย์กลางอย่าง Cebu และ Davao ตลาด Property Management จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถสำรวจโอกาสของ Digital Solutions ได้

โจทย์ของ HORGA จึงอยู่ที่การค้นหา Property Owners, Developers, Property Managers และ Strategic Partners ที่มี Pain Point ตรงกับ Solution แทนที่จะพยายามขยายให้ครอบคลุมตลาดจำนวนมากตั้งแต่แรก การเริ่มจาก Pilot หรือ POC กับ Partner ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพิสูจน์ Product-Market Fit และสร้าง Reference ในประเทศใหม่ได้ก่อนขยายต่อ

Sati: AI Healthcare ต้องพิสูจน์ Impact ที่เกิดขึ้นจริง

Sati ใช้ AI สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยปรับปรุง Workflow ลดภาระงานด้านเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ Healthcare Data

ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีความต้องการด้าน Healthcare และยังมีช่องว่างสำหรับ Technology แต่ในขณะเดียวกัน การนำ AI เข้าไปใช้ในระบบสุขภาพจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้ง Healthcare Providers และผู้เกี่ยวข้องในระบบ

ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงว่า “AI ทำอะไรได้” แต่คือ “AI สร้างผลลัพธ์อะไรให้กับโรงพยาบาล บุคลากร และผู้ป่วยได้บ้าง” การเริ่มจาก Pilot หรือ POC จึงสามารถเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้าง Evidence ก่อนนำไปสู่การ Scale ในวงกว้าง

PAM REAL CDP: Product Fit ต้องมาพร้อม Enterprise Fit

PAM REAL CDP ให้บริการ AI-powered Marketing และ Customer Data Infrastructure ช่วยให้องค์กรรวบรวม Customer Data และนำข้อมูลไปสร้าง Customer Experience ที่ดีขึ้น

ตลาดฟิลิปปินส์มีทั้งองค์กรขนาดใหญ่และกลุ่ม Conglomerates ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท จึงมีโอกาสสำหรับ Technology ที่ช่วยจัดการ Customer Data และสนับสนุน Digital Transformation

แต่การเข้าไปในตลาด Enterprise ต้องมองให้ไกลกว่า Product Fit เพราะแม้ Product จะตอบโจทย์ แต่หากองค์กรยังไม่มี Data Infrastructure ที่พร้อม ไม่มี Decision Maker ที่สามารถผลักดันโครงการ หรือไม่มี Budget สำหรับ Technology ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยน Opportunity ให้เป็น Commercial Deal ได้

โจทย์จึงอยู่ที่การหาองค์กรที่มีทั้ง Pain Point, Readiness และ Purchasing Power ที่สอดคล้องกับ Solution

Local Partner ไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่ต้องเป็นคนที่ “เดินไปด้วยกัน”

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือการเลือก Local Partner

การมี Partner ในประเทศสามารถช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ตลาด สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมต่อสตาร์ตอัปกับลูกค้าหรือองค์กรที่เข้าถึงได้ยากด้วยตัวเอง แต่การเลือก Partner ไม่ควรพิจารณาจากเพียงชื่อเสียงหรือจำนวน Connection เพราะ Partner ที่ดีต้องมี Incentive และ Commitment ที่สอดคล้องกับสตาร์ตอัป

ก่อนเซ็นสัญญา สตาร์ตอัปจึงควรพิจารณารายละเอียด เช่น เงื่อนไข Exclusive, Sales Commitment, Payment Terms รวมถึงผลกระทบต่อ Cash Flow ของบริษัท

ในท้ายที่สุด Partner ที่ดีไม่ใช่คนที่บอกว่า “ช่วยได้” แต่คือคนที่สามารถแสดงให้เห็นว่า “จะช่วยอย่างไร และมีแรงจูงใจอะไรที่จะทำให้ความร่วมมือนั้นเกิดขึ้นจริง”

 

นักลงทุนไม่ได้ให้แค่เงิน แต่ให้ “ทางเข้า”

ในมุมของการระดมทุน ฟิลิปปินส์มี Ecosystem ของ VC และ CVC ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ CVC จากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หรือ Conglomerates ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม

Jecky Pelaez จาก Kickstart Ventures อธิบายว่าโครงสร้างการลงทุนสามารถใช้รูปแบบมาตรฐานสากล เช่น SAFE, Convertible Note หรือ Equity Investment ขณะที่สิ่งที่นักลงทุนท้องถิ่นสามารถสร้างให้สตาร์ตอัปได้มากกว่าเงินทุน คือ Network, Relationship และ Corporate Access

สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสตาร์ตอัปที่ขายให้กับองค์กรขนาดใหญ่ เพราะ Enterprise Sales Cycle อาจใช้เวลานานกว่ารอบการลงทุนหลายเท่า

ดังนั้น นักลงทุนหรือ CVC ที่สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและเปิดประตูสู่ Corporate Ecosystem จึงสามารถเป็น Strategic Partner ที่มีคุณค่าไม่แพ้เงินลงทุน

 

เข้าอย่างไรให้เสี่ยงน้อย: เริ่มจาก Beachhead Market แล้วค่อย Scale

อีกหนึ่งบทเรียนจากฟิลิปปินส์คือ สตาร์ตอัปไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะต้องครอบคลุมทั้งประเทศตั้งแต่วันแรก

ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ที่เป็นหมู่เกาะจำนวนมาก การกระจายสินค้า การสร้างทีม และการดูแลลูกค้าในแต่ละพื้นที่อาจมีต้นทุนและความซับซ้อนแตกต่างกัน การเลือก Beachhead Market จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถโฟกัสทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่มีลูกค้าและEcosystem เหมาะสมก่อน

Metro Manila สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้าง Customer Base และ Partner Network ก่อนขยายไปยัง Cebu, Davao หรือพื้นที่อื่นเมื่อ Business Model ได้รับการพิสูจน์แล้ว

หลักคิดสำคัญคือ “ค่อย ๆ เข้า แต่ต้องเข้าให้ถูก”

 

จาก Go Global สู่ Go Local เพื่อ Go Further

การเดินทางของ 5 สตาร์ตอัปไทยภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ทำให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว

Arincare ต้องเข้าใจ Healthcare Ecosystem และ Regulation

PRIMO World ต้องสร้าง Trust และใช้ Reference เพื่อเข้าสู่ Enterprise

HORGA ต้องค้นหา Partner และพื้นที่สำหรับ Pilot

Sati ต้องพิสูจน์ Impact ของ AI ใน Healthcare

ขณะที่ PAM REAL CDP ต้องหาองค์กรที่มีทั้ง Pain Point และความพร้อมด้าน Data และ Digital Transformation

สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 5 บริษัทคือ การเข้าสู่ตลาดใหม่ต้องอาศัยมากกว่า Product ที่ดี แต่ต้องมี Market Understanding, Local Connection, Market Validation และ Business Execution

Business Matching จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือการเปลี่ยน Connection ให้กลายเป็นการเจรจา Partnership, Pilot, POC, Commercial Deal, รายได้ การลงทุน หรือความร่วมมือระยะยาว

ท้ายที่สุด การ Go ASEAN อาจไม่ใช่การรีบเข้าไปให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่า “จะเข้าอย่างไร เข้าเพื่ออะไร และเมื่อไรจึงควร Scale”

เพราะการเติบโตในตลาดต่างประเทศไม่ได้เกิดจากการนำสิ่งที่เรามีไปวางไว้ในตลาดใหม่เท่านั้น แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะปรับสิ่งที่เรามีให้ตอบโจทย์ตลาดนั้นได้จริง

และนี่คือบทเรียนจากฟิลิปปินส์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ไกลกว่าประเทศเดียว — เข้าใจตลาด สร้างพันธมิตร ทดลองให้เห็นผล แล้วค่อย Scale อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อเปลี่ยนโอกาสใน ASEAN ให้กลายเป็นการเติบโตของธุรกิจไทยในระดับภูมิภาค

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุนจากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุน

จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 สู่การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย “เข้าถึงตลาดได้จริง”

การมีนวัตกรรมที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ แต่การทำให้นวัตกรรมนั้นถูกนำไปใช้จริงและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาสนับสนุน ทั้ง ตลาด ความเชื่อมั่น เงินทุน และเครือข่ายทางธุรกิจ

สำหรับ ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป หนึ่งในโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะพัฒนา Product อย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเข้าสู่ตลาดและถูกนำไปใช้จริง”

เพราะแม้ผู้ประกอบการจะสามารถพัฒนา Product หรือ Solution ที่ตอบโจทย์ปัญหาได้ แต่เส้นทางจาก Product สู่ตลาดยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การหาลูกค้ารายแรก การสร้างความเชื่อมั่น การเข้าถึงตลาดภาครัฐ ไปจนถึงการหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา “กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุน” ภายในงาน SITE 2026 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.สุรอรรถ ศุภจตุรัส รองผู้อำนวยการด้านการเงินนวัตกรรม NIA, คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ZTRUS ร่วมสะท้อนมุมมองจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่อการปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

เวทีดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทำงานของ NIA ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ได้เพียง “มีนวัตกรรม” แต่สามารถ นำ Innovation ไปเชื่อมต่อกับ Marketและเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง

ตลาดภาครัฐ: โอกาสสำคัญที่ต้องปลดล็อก

สำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป การมี Product ที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายคือตลาดภาครัฐ ซึ่งมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและข้อกำหนดที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ มองว่า หนึ่งในคอขวดสำคัญอยู่ที่ธรรมชาติของ Product ของสตาร์ตอัป ซึ่งมักมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก Feedback และการใช้งานจริง ขณะที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดรายละเอียดและสิ่งที่จะส่งมอบอย่างชัดเจน ทำให้ธรรมชาติของนวัตกรรมกับกระบวนการจัดซื้อยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น การเปิดตลาดภาครัฐจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการพาผู้ประกอบการเข้าไปพบหน่วยงาน แต่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งสองด้าน ตั้งแต่การพัฒนา Product ให้มีความพร้อม การสร้างมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง ไปจนถึงการทำให้หน่วยงานสามารถนำ Innovation ไปใช้งานได้จริงในราคาและเงื่อนไขที่เหมาะสม

เมื่อทั้งผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมมากขึ้น ตลาดภาครัฐก็สามารถกลายเป็น First Market ที่ช่วยสร้างโอกาสและแรงส่งให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย

สร้าง Trust ก่อนสร้างยอดขาย

อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญในการนำ Innovation เข้าสู่ตลาดคือ “ความเชื่อมั่น” หรือ Trust

สำหรับหน่วยงานภาครัฐ การนำเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่มาใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาว่า Innovation นั้นสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ มีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่ และสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวังหรือไม่

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปเองก็ต้องการพื้นที่ในการพิสูจน์ว่า Product หรือ Solution ของตนสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้

ดร.สุรอรรถ ศุภจตุรัส ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับในตัวสินค้าและบริการนวัตกรรมถือเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ เพราะหากหน่วยงานสามารถทดลองใช้และเกิดความเชื่อมั่นได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดไปสู่การจัดซื้อและขยายตลาดได้มากขึ้น

นี่จึงเป็นที่มาของกลไก Market Expansion ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐทดลองใช้สินค้าและบริการนวัตกรรม โดย NIA สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเพื่อให้เกิดการใช้งานจริงเป็นระยะเวลา 1 ปี

หัวใจของกลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เกิด “การซื้อ” แต่คือการสร้าง Proof of Use หรือหลักฐานจากการใช้งานจริง เมื่อหน่วยงานได้ทดลองใช้ เห็นประสิทธิภาพ และเกิดความเชื่อมั่น ก็มีโอกาสนำไปสู่การจัดซื้อในระยะต่อไป

ในมุมนี้ ภาครัฐจึงสามารถทำหน้าที่เป็น First Customer ของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ช่วยสร้างทั้งประสบการณ์จากการใช้งานจริง Reference และความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับลูกค้ารายอื่นได้

 

เชื่อมกลไกจัดซื้อ ให้ Innovation เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น

นอกจาก Market Expansion แล้ว ยังมีกลไกอย่าง บัญชีนวัตกรรม ที่ช่วยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยผ่านช่องทางที่เหมาะสมมากขึ้น รวมถึงกลไก THAI SME-GP ที่เป็นระบบฐานข้อมูลและกลไกสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการในตลาดภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม การมีผลิตภัณฑ์อยู่ในบัญชีหรือการมีกลไกสนับสนุนด้านการจัดซื้อเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการสร้างตลาดนวัตกรรมในระยะยาวจำเป็นต้องทำให้เกิดGovernment Procurement for Innovation หรือระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เข้าใจและรองรับธรรมชาติของนวัตกรรม

NIA จึงให้ความสำคัญกับ Government Procurement Transformation (GPT) เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงระหว่าง Solution Provider ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป กับหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การนำสินค้าและบริการนวัตกรรมเข้าสู่การใช้งานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

เมื่อกลไกเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกันได้ ตลาดภาครัฐก็จะไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดหนึ่ง” ของผู้ประกอบการ แต่สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้าง Traction, Reference และความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป

 

จากการเข้าถึงตลาด สู่การเข้าถึงเงินทุน

เมื่อผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ Product และเริ่มมีตลาดแล้ว ความท้าทายถัดไปคือ เงินทุนสำหรับการ Scale

เส้นทางของสตาร์ตอัปไม่ได้สิ้นสุดเมื่อสามารถสร้าง Product-Market Fit แต่ในช่วงที่ธุรกิจเริ่มเติบโต ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้เงินทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับการขยายทีม พัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มกำลังการผลิต ขยายตลาด และสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ช่องว่างในช่วงดังกล่าวเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดถึงในเวที โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจต้องก้าวผ่าน Valley of Death จากธุรกิจที่เริ่มพิสูจน์ตลาดแล้วไปสู่การ Scale ในระดับที่ใหญ่ขึ้น

NIA จึงกำลังยกระดับบทบาทด้านเงินทุนจาก Granter สู่ Investor ผ่านแนวคิด NIA Ventureเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะในช่วง Late Seed และ Series A ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับ VC/CVC และการ Co-investment ยังเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งปันความเสี่ยงและดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมไทย

ดังนั้น เส้นทางของผู้ประกอบการจึงไม่ได้มีเพียง Market Access แต่ต้องเดินคู่ไปกับ Capital Access เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำ Traction ที่สร้างขึ้นมาต่อยอดสู่การ Scale ได้

ไม่ใช่แค่ “เงิน” แต่ต้องเป็น Smart Money

สำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป การระดมทุนไม่ได้หมายความว่า “มีเงินแล้วจบ” เพราะนักลงทุนแต่ละรายสามารถนำสิ่งที่แตกต่างกันเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ ทั้งความรู้ ประสบการณ์ เครือข่าย และความเข้าใจตลาด

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม สะท้อนมุมมองว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับ Smart Money หรือเงินลงทุนที่มาพร้อมกับประสบการณ์และศักยภาพในการช่วยให้ธุรกิจเติบโต โดยเฉพาะ VC ที่มีประสบการณ์ในการ Scale และมี Connection ในตลาดต่างประเทศ

ในมุมนี้ บทบาทของภาครัฐจึงสามารถเป็นมากกว่าการเติมเงินทุน แต่คือการช่วยสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการลดความเสี่ยงและสร้างแรงจูงใจให้ VC ที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมลงทุน

เมื่อเงินทุนจากภาครัฐสามารถทำงานร่วมกับเงินทุน ความรู้ และเครือข่ายจากภาคเอกชนได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทยสามารถก้าวจากการเติบโตในตลาดภายในประเทศไปสู่การ Scale ในระดับภูมิภาค

 

จากตลาดไทย สู่ตลาดโลก

เมื่อผู้ประกอบการมี Product ที่พร้อม มีลูกค้า มี Reference และมีเงินทุนสำหรับการ Scale แล้ว โอกาสต่อไปคือการขยายธุรกิจไปสู่ ตลาดต่างประเทศ

การไป Global จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการนำสินค้าไปขายในต่างประเทศ แต่ต้องเข้าใจตลาดเป้าหมาย สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรในพื้นที่ และสามารถเชื่อมต่อกับ Ecosystem ที่เหมาะสม

NIA จึงเดินหน้ากลไก Scale Up to Global และ Global Startup Hub เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานพันธมิตร นักลงทุน เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ

อีกแนวคิดที่ถูกเสนอจากเวทีเสวนาคือ Global Innovation Ambassador ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับ Connection ในตลาดต่างประเทศ และลดช่องว่างระหว่างการสร้าง Connection กับการนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจจริง

เพราะการพาผู้ประกอบการไปต่างประเทศไม่ควรจบเพียงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือการทำ Business Matching แต่ควรต่อยอดไปสู่ Partnership ลูกค้า รายได้ และการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

SITE 2026: เมื่อ Innovation ต้องเดินทางไปถึง Market

เมื่อมองภาพรวมของเวทีเสวนาใน SITE 2026 จะเห็นได้ว่าโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Innovation เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง เส้นทางจาก Innovation ไปสู่ Market

นี่จึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่ SITE 2026 ต้องการสะท้อน เพราะการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงการมีผู้ประกอบการจำนวนมาก หรือมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องสามารถสร้างพื้นที่ให้ Innovation พบกับ Market, Capital และ Business Opportunity

เส้นทางดังกล่าวสามารถมองได้ตั้งแต่

พัฒนา Innovation → ทดลองใช้จริง → สร้าง Trust → เข้าถึง First Customer → สร้าง Traction → เข้าถึง Investment → Scale → ขยายสู่ Global Market

แต่ละขั้นจึงต้องมี “กลไก” ที่เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ตลาดภาครัฐช่วยสร้างโอกาสในการเป็น First Customer
Market Expansion ช่วยให้เกิดการทดลองใช้งานและสร้าง Proof of Use
บัญชีนวัตกรรมและกลไกด้านการจัดซื้อช่วยเปิดช่องทางเข้าสู่ตลาด
Government Procurement Transformation ช่วยสร้างระบบที่เอื้อต่อการจัดซื้อ Innovation
NIA Venture และ Co-investment ช่วยเติม Capital ในช่วง Scale
ขณะที่ Scale Up to Global และ Global Startup Hub ช่วยเชื่อมต่อผู้ประกอบการเข้าสู่ Global Ecosystem

ทั้งหมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Growth Pathway ให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

จาก “มีนวัตกรรม” สู่ “มีตลาด” และเติบโตได้จริง

สิ่งที่เวทีเสวนาใน SITE 2026 สะท้อนอย่างชัดเจน คือการผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปในวันนี้ ไม่ควรหยุดอยู่ที่การสนับสนุนให้เกิด Product หรือการให้ทุนในช่วงเริ่มต้น แต่ต้องมองต่อไปว่า นวัตกรรมนั้นจะไปถึงตลาดได้อย่างไร และธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร

เพราะสำหรับผู้ประกอบการแล้ว การมี Product คือจุดเริ่มต้น
การมีลูกค้าคือการพิสูจน์ตลาด
การมี Traction คือแรงส่งของธุรกิจ
การมี Investment คือพลังสำหรับการ Scale
และการมี Global Connection คือโอกาสในการเติบโตออกไปนอกประเทศ

บทบาทของ NIA จึงกำลังมุ่งสู่การสร้างระบบที่เชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเดินทางจาก “Innovation” ไปสู่ “Market” และจาก “Market” ไปสู่ “Growth”

เพราะเป้าหมายของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้น เข้าถึงตลาดได้จริง มีเงินทุนสำหรับการเติบโต สามารถ Scale ธุรกิจ และสร้าง Impact ได้ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก

จากนวัตกรรมที่ตอบโจทย์
สู่ตลาดที่พร้อมเปิดรับ
จากผู้ประกอบการที่พร้อมเติบโต
สู่ธุรกิจไทยที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก