33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่จากเวที Startup Thailand League 2026

33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่

จากเวที Startup Thailand League 2026

เวที Startup Thailand League 2026 ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงสนามแข่งขันของนักศึกษา สู่การเป็นพื้นที่สำคัญในการผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์จากรั้วมหาวิทยาลัยให้สามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม

ความน่าสนใจของการแข่งขันในปีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ แต่คือการที่แต่ละทีมสามารถเริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แล้วนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นทางออกที่มีโอกาสต่อยอดเชิงธุรกิจได้ ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุและผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม การยกระดับเทคโนโลยีสิ่งทอ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรกรรม โดย 3 ทีมที่โดดเด่นจากรอบชิงชนะเลิศสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังนำนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene: เปลี่ยนของเสียให้เป็นนวัตกรรมหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ทีม LuXene จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech กับการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด Waste-to-Value ที่มุ่งเปลี่ยนของเสียจากภาคอุตสาหกรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

หนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการผลิตคือการลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำมันหล่อลื่นยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการผลิตในโรงงาน LuXene จึงนำของเสียที่มีไขมันจากอุตสาหกรรม เช่น วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ โดยในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันตัดสำหรับงานโลหะ

จุดเด่นของ LuXene อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบโครงสร้างในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถปรับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นให้เหมาะสมกับเครื่องจักรและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ยังมีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น โดยสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้สูงถึง 69.2 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่า 0.30 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากปิโตรเลียม

นวัตกรรมของ LuXene จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างน้ำมันหล่อลื่นทางเลือก แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ เปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

urformance: เทคโนโลยีสิ่งทอที่ออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศร้อนชื้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ ทีม Siberian จาก มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน urformance ซึ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งทอมาพัฒนาเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

ปัญหาสำคัญของเสื้อผ้าที่ใช้ในสภาพอากาศร้อนและชื้นคือการสะสมของเหงื่อ ความอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ urformance จึงพัฒนาโครงสร้างผ้าแบบสองชั้นที่ช่วยจัดการความชื้น โดยชั้นหนึ่งทำหน้าที่ดึงเหงื่อออกจากผิวหนัง ขณะที่อีกชั้นช่วยกระจายความชื้นและเร่งการระเหยออกสู่ภายนอก ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกแห้งและสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการผสานเทคโนโลยีแคปซูลกลิ่นหอมขนาดเล็กที่สามารถปล่อยกลิ่นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวและการเสียดสี รวมถึงคุณสมบัติด้านการป้องกันรังสี UV การยับยั้งแบคทีเรีย และการลดกลิ่นอับ ทำให้เสื้อผ้าสามารถรองรับการใช้งานได้มากกว่าการเป็นเพียงชุดสำหรับออกกำลังกาย

แนวคิด “One Outfit All Day” จึงสะท้อนการออกแบบผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยมุ่งสร้างเสื้อผ้าที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องตั้งแต่การออกกำลังกายในช่วงเช้าไปจนถึงกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งทอมาสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยนวัตกรรม

BNNK: ย่นเวลาสร้างแก่นไม้กฤษณา เพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม BNNK ฟาร์มไม้หอมกฤษณาบ้านนาน้ำเค็ม จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งนำองค์ความรู้มาพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งแก้ปัญหาสำคัญของการผลิตไม้กฤษณา นั่นคือระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ที่ยาวนาน

ไม้กฤษณาเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดน้ำหอม เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม แต่กระบวนการสร้างแก่นไม้ตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานถึง 6–7 ปี ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนในการดูแลและรอผลผลิตเป็นเวลานานBNNK จึงพัฒนาสารกระตุ้นการสร้างเรซิ่นสำหรับต้นกฤษณา เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ให้เหลือประมาณ 2 ปี

นอกจากการลดระยะเวลาแล้ว นวัตกรรมยังมุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต โดยช่วยรักษาสภาพเนื้อไม้และลดปัญหาที่อาจเกิดจากกระบวนการกระตุ้นแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยให้สามารถคาดการณ์การเกิดน้ำมันหอมระเหยและคุณภาพของแก่นไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร เมื่อระยะเวลาการผลิตลดลง เกษตรกรย่อมมีโอกาสวางแผนการผลิตและรายได้ได้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มโอกาสในการผลิตไม้กฤษณาคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดในเอเชียและตะวันออกกลาง

กรณีของ BNNK จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามายกระดับภาคเกษตรกรรมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรัพยากรหรืออัตลักษณ์ของท้องถิ่น แต่เป็นการนำองค์ความรู้เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้กับสิ่งที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว

 

จาก 3 นวัตกรรม สู่ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย

จากผลงานของทั้ง 3 ทีมนั้น จะเห็นได้ว่าแม้จะมาจากคนละสาขาและแก้ปัญหาคนละด้าน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการนำองค์ความรู้มาสร้าง “มูลค่าใหม่” ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ในการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว urformance แสดงให้เห็นว่าการวิจัยและเทคโนโลยีสิ่งทอสามารถนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ขณะที่ BNNK แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สามารถช่วยลดข้อจำกัดของภาคเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้น

ทั้ง 3 ทีมสามารถสะท้อนเส้นทางจาก องค์ความรู้ → นวัตกรรม → ผลิตภัณฑ์ → ธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการออกสู่ตลาด เพราะนวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หยุดอยู่ที่การคิดค้นสิ่งใหม่ แต่ต้องสามารถนำไปใช้งานจริง แก้ปัญหาให้ผู้คน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้

ความสำเร็จจากเวที Startup Thailand League 2026 จึงเป็นมากกว่าการประกาศผลการแข่งขัน แต่เป็นภาพสะท้อนของศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทย จากมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ สู่การเป็นพื้นที่บ่มเพาะผู้ประกอบการที่สามารถนำความรู้ไปสร้างธุรกิจจริง

ในวันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากองค์ความรู้จึงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 3นวัตกรรมจากเวที Startup Thailand League 2026 กำลังแสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด เพียงแค่รั้วมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือสร้างและเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริง

การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เราจะขายอะไรในตลาดใหม่” แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ตลาดนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และเทคโนโลยีของเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่”

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

สิงคโปร์อาจไม่ใช่ตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีในระดับองค์กร และต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาค

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยสิงคโปร์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม Top 10 โดยเติบโตถึง 24.4% ขณะที่ Singapore City ขยับเข้าสู่ Top 10 เมืองระบบนิเวศสตาร์ตอัปของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่10 และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7%

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนสตาร์ตอัปที่เพิ่มขึ้น แต่ครอบคลุมทั้งปริมาณกิจกรรมในระบบนิเวศ คุณภาพของธุรกิจและเงินทุน ตลอดจนความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์มีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางของผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และองค์กรระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงมีบทบาทเป็นฐานสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการบริหารธุรกิจในเอเชีย โดย Singapore Economic Development Board ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การเชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่ทำให้สิงคโปร์มีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นพื้นที่สำหรับพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกับพันธมิตร และต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในอาเซียน

 

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้อง “แก้โจทย์ได้จริง”

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการนำเสนอ “เทคโนโลยี” ไปสู่การนำเสนอ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานไม่ได้เกิดขึ้นจากความน่าสนใจของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างไร

โดยเฉพาะในกลุ่ม AI แนวโน้มของสิงคโปร์ในปี 2026 กำลังขยับจากการทดลองใช้ไปสู่การนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจอย่างจริงจัง สิงคโปร์มีการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 5 ปี เพื่อสนับสนุนการวิจัย AI การประยุกต์ใช้จริง และการพัฒนาบุคลากร ขณะที่ภาครัฐยังพัฒนาแนวทางด้าน Responsible AI และ AI Governance เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำ AI ไปใช้งานในองค์กร

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปิดตัว Model AI Governance Framework for Agentic AIในปี 2026 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำหรับองค์กรในการนำ Agentic AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบของมนุษย์ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต

ดังนั้น กระบวนการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบเพียงการนำเสนอ Product Demo แต่ต้องสามารถพัฒนาไปสู่การทดลองใช้งานจริง การทำ Pilot การพิสูจน์ผลลัพธ์ และการขยายการใช้งานในระดับองค์กรหรือภูมิภาค

นี่คือบริบทที่ทำให้ Deep Tech ไทยมีโอกาส เพราะตลาดสิงคโปร์เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีที่มีความเฉพาะทางและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงเข้าไปตอบโจทย์องค์กร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงในตลาดสิงคโปร์

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ของสตาร์ตอัปไทยสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงกับปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง และมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับองค์กร

Botnoi Group: จาก Chatbot สู่ Agentic AI สำหรับองค์กร

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โอกาสในตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้าง Chatbot แต่รวมถึงการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้

Botnoi Group มีจุดแข็งจากประสบการณ์ในการทำงานกับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย และสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่การวางตำแหน่งในฐานะผู้พัฒนา Agentic AI ที่ทำหน้าที่เป็น Engineering Layer เหนือโมเดล AI พื้นฐาน เพื่อจัดการ Multi-step Workflows และปรับระบบให้เข้ากับกระบวนการเฉพาะของแต่ละองค์กร

จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถ “ตอบ” ได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถเข้าไป “ทำงาน” และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้

โอกาสของ Botnoi จึงอยู่ที่การนำประสบการณ์จากตลาดไทยไปต่อยอดในตลาดที่องค์กรให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง

VEKIN (THAILAND) เมื่อ Climate Tech กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของตลาดสิงคโปร์คือ Climate Tech ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรไปสู่เรื่องของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ

ในปี 2026 ข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูลสภาพภูมิอากาศของสิงคโปร์ยังคงเดินหน้า โดยบริษัทที่อยู่ใน Straits Times Index มีข้อกำหนดให้รายงาน Scope 3 GHG emissions ตั้งแต่ Financial Year 2026 ขณะที่ SGX ยังคงปรับแนวทางการรายงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บริบทดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีอย่าง VEKIN เข้าไปมีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องมือด้าน ESG แต่สามารถวางตำแหน่งเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรรวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบ

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายและใช้แรงงานในการจัดเก็บ ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการรายงาน การตรวจสอบ และการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง

Wisesight เปลี่ยน Social Listening สู่ Intelligence Infrastructure

แม้ Marketing Analytics อาจไม่ใช่ภาพจำแรกของ Deep Tech แต่ในโลกธุรกิจที่การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลแบบ Real-time ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็น Insight ยังคงเป็นโอกาสสำคัญ

Wisesight จึงมีโอกาสขยับจากการเป็น Social Listening Platform ไปสู่การเป็น Intelligence Infrastructure สำหรับองค์กร โดยนำข้อมูลจากโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการตลาด การบริหารแบรนด์ การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และการจัดการภาวะวิกฤต

ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Insight ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันเวลา

สำหรับตลาดสิงคโปร์ การวางตำแหน่งเช่นนี้ยังช่วยให้ Wisesight สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทที่ใช้สิงคโปร์เป็น Regional Headquarters ซึ่งต้องการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในหลายตลาดพร้อมกัน

Ravis Technology AI กับโอกาสใน Health Tech และ Life Science

อุตสาหกรรม Health Tech และ Life Science เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปแก้ปัญหาเชิงกระบวนการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและข้อกำหนดด้าน Regulatory Compliance ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความแม่นยำสูง

Ravis Technology พัฒนา AI-Powered Compliance เพื่อช่วยลดภาระจากกระบวนการทำงานแบบ Manual และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการจัดการเอกสารและกระบวนการด้าน Regulatory Submissions

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทันที แต่สามารถเริ่มจากการสร้างความร่วมมือกับองค์กร สถาบันวิจัย หรือผู้เล่นในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและทดสอบโซลูชันร่วมกัน

แนวทาง Co-development จึงเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ช่วยให้เทคโนโลยีจากไทยเข้าใจโจทย์เฉพาะของตลาด และในขณะเดียวกันก็สร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่

Guardian AI Lab (Human Zero) เริ่มจากความไว้วางใจ ก่อนขยายสู่ Pilot

สำหรับสตาร์ตอัประยะ Pre-seed อย่าง Guardian AI Lab โอกาสในตลาดสิงคโปร์อาจไม่ได้อยู่ที่การเร่งปิดการขาย แต่คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและทำความเข้าใจโจทย์ขององค์กรอย่างลึกซึ้ง

Guardian AI Lab ผสาน Workflow Automation เข้ากับแนวคิดด้าน Cybersecurity เพื่อช่วยให้องค์กรลดเวลาที่สูญเสียไปกับงานซ้ำซาก พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับกระบวนการทำงาน

สำหรับบริษัทในระยะเริ่มต้น การเข้าสู่ตลาดจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้าง Trust การเรียนรู้ข้อกำหนดด้าน Data Governance และการค้นหา Use Case ที่เหมาะสม ก่อนพัฒนาไปสู่โครงการ Pilot ในอนาคต

กรณีของ Guardian AI Lab สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขาย แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่ถูกต้องกับองค์กรเป้าหมาย

 

สิงคโปร์ในฐานะ “Gateway” สู่ Regional Scale

สิ่งที่ทั้ง 5 บริษัทสะท้อนร่วมกัน คือการขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เปิดตลาดใหม่” แต่เป็นการยกระดับความสามารถของธุรกิจให้พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของบริษัทระดับภูมิภาค โดย EDB ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีบริษัทระดับโลกจำนวนมากใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการบริหารและขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี จุดแข็งดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเข้าถึงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลูกค้าในประเทศ แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน พันธมิตร และ Regional Headquarters ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเดินหน้าสนับสนุน Deep Tech และสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง โดยใน Budget 2026 มีการจัดสรรเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Deep Tech ทั้งระยะเริ่มต้นและระยะเติบโตผ่านกลไก Startup SG Equity

ภาพดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มี “ผู้ซื้อ” แต่เป็นตลาดที่มีทั้ง ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตร และโครงสร้างสนับสนุน ซึ่งสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพัฒนาจากการทดลองตลาดไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาค

 

จาก Local Success สู่ Regional Scale

ตลาดประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างฐานลูกค้า แต่เมื่อธุรกิจต้องการเติบโตในระดับ Venture Scale การพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

การออกไปยังตลาดที่มีองค์กรระดับภูมิภาค นักลงทุน และพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต

กรณีของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การ Scale ไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายธุรกิจทั้งหมดออกจากประเทศไทย แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรระดับภูมิภาค และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

โอกาสของ Deep Tech ไทย ไม่ได้อยู่ที่การแข่งว่าใคร “ล้ำกว่า” แต่คือใคร “แก้โจทย์ได้ดีกว่า”

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Deep Tech ไทย เพราะตลาดแห่งนี้ต้องการมากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้จริง มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน

จาก AI และ Automation ไปจนถึง Climate Tech, Data Intelligence, Health Tech และ Cybersecurity ทั้ง 5 สตาร์ตอัปไทยกำลังสะท้อนให้เห็นว่า “โจทย์จริง” ขององค์กรสามารถกลายเป็นประตูสู่ตลาดใหม่ได้ หากผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการ Scale Up สู่สิงคโปร์ — ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเทคโนโลยีของเราดีแค่ไหน แต่เริ่มจากคำถามว่า เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาดได้บ้าง

เมื่อคำตอบนั้นชัดเจน สิงคโปร์จึงไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ของสตาร์ตอัปไทย แต่สามารถเป็นพื้นที่พิสูจน์ศักยภาพ สร้างพันธมิตร ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและระดับโลก

 

จากโอกาสตลาด สู่การ Scale ธุรกิจในระดับภูมิภาค

โอกาสในตลาดสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์ไปวางขายในประเทศใหม่ แต่คือการสร้างความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเข้าใจตลาด ปรับเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตร และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงสตาร์ตอัปไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ นักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายในตลาดเป้าหมายของอาเซียน

การสนับสนุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพาสตาร์ตอัปไปพบกับตลาดต่างประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด การสร้างความเข้าใจในบริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ การเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างโอกาสในการเกิด Business Matching และความร่วมมือทางธุรกิจที่สามารถพัฒนาไปสู่การขยายตลาดในระยะยาว

เพราะการ Scaleup ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้ว่า เทคโนโลยีของเราจะเข้าไปแก้ปัญหาอะไร ใครคือผู้ใช้หรือพันธมิตรที่ใช่ และจะเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นการเติบโตได้อย่างไร

จากสิงคโปร์สู่ตลาดอาเซียน NIA มุ่งสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยได้ก้าวออกจากตลาดภายในประเทศ เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค และเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่สามารถ Scale ได้จริงในตลาดโลก

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

มาเลเซียอาจไม่ได้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจที่มีโซลูชันด้าน Deep Tech, AI, Energy, Climate Tech, HealthTech และ ESG ซึ่งสามารถเข้าไปตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ได้โดยตรง

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ระบุว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก ด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป ขยับขึ้น 3 อันดับจากปีก่อน และยังคงเป็น อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ Kuala Lumpur อยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค ส่วน George Town หรือ Penang อยู่ในอันดับที่ 361 ของโลก

 

ขณะเดียวกัน Global Innovation Index 2025 ของ WIPO จัดให้มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 139 เศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศทั้งในด้านตลาด เทคโนโลยี และความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้มาเลเซียมีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับ พิสูจน์เทคโนโลยี สร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

นี่จึงเป็นบริบทของการเดินทางภายใต้โครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่นำ 5 สตาร์ตอัปไทยศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กร นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสำรวจโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้จริง

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยี” แต่ต้อง “ตอบโจทย์ธุรกิจ”

ความท้าทายของการขยายธุรกิจสู่มาเลเซียไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอว่าเทคโนโลยีของสตาร์ตอัปมีความล้ำเพียงใด แต่คือการทำให้ลูกค้าและพันธมิตรเห็นว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถแก้ปัญหาอะไร และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

โดยเฉพาะตลาด B2B การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้มักเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ไปจนถึงฝ่ายการเงินและความยั่งยืน ดังนั้น การมี Product Demo เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่องค์กรต้องการคือหลักฐานว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

แนวคิดนี้ทำให้ Pilot Project กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการเข้าสู่ตลาด เพราะช่วยให้องค์กรสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนตัดสินใจขยายไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

สำหรับสตาร์ตอัปไทย การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียจึงควรเปลี่ยนจากการเตรียมเพียง Product Pitch ไปสู่การเตรียม Pilot Proposal ที่ตอบให้ได้ว่า ปัญหาคืออะไร ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร ใช้เวลานานเพียงใด ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร และหาก Pilot ประสบความสำเร็จจะสามารถขยายผลต่ออย่างไร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจมาเลเซีย

การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียของสตาร์ตอัปไทยทั้ง 5 รายสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสของ Deep Tech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับโจทย์สำคัญขององค์กรได้ตั้งแต่การลดคาร์บอน การดูแลสุขภาพ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึง ESG และประสิทธิภาพของอาคาร

Nicha Carbon Capture: Decarbonization in Practice

ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตเดิม Nicha Carbon Capture จึงนำเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว โดยโอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยี แต่คือการหาพื้นที่สำหรับทดลองใช้และพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

Perceptra: AI กับการเพิ่มขีดความสามารถของ Healthcare

ระบบ Healthcare ต้องรับมือกับทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านการคัดกรอง และข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ Perceptra จึงนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขยายขีดความสามารถของระบบ โดยโจทย์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดคือการสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความปลอดภัย การเชื่อมต่อกับระบบเดิม และข้อกำหนดของภาค Healthcare

Energy Response: Smarter Operations

สำหรับองค์กรที่มีอาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่ การใช้พลังงานและการบริหารระบบวิศวกรรมเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน Energy Response นำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการระบบพลังงาน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบ Reactive ไปสู่การบริหารจัดการที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

GEPP Sa-Ard: เปลี่ยนข้อมูล ESG ให้เป็น Business Value

เมื่อองค์กรต้องจัดเก็บข้อมูลด้าน ESG และความยั่งยืนจากหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการรายงานให้ครบ แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ GEPP Sa-Ard จึงเข้ามาตอบโจทย์ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ

TIE Smart Solutions: Energy Efficiency at Scale

อาคารและโรงงานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับการลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะระบบปรับอากาศหรือ HVAC ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานสูง TIE Smart Solutions นำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ HVAC เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยโจทย์สำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลประหยัดที่สามารถวัดได้จริง

ทั้ง 5 บริษัทจึงมีจุดร่วมสำคัญ คือการเปลี่ยนจาก “Technology-led” ไปสู่ “Problem-led”หรือจากการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีอยู่ ไปสู่การเริ่มต้นจากปัญหาของลูกค้าและออกแบบแนวทางความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

 

จาก Startup Ecosystem สู่ Business Opportunity

หนึ่งในสิ่งที่สตาร์ตอัปไทยต้องเข้าใจเมื่อเข้าสู่มาเลเซียคือ ไม่ควรมองประเทศเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมด

ข้อมูล StartupBlink 2026 ระบุว่า Ecosystem ของมาเลเซียเติบโตขึ้น 18.9% โดย Kuala Lumpur ยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ ขณะที่เมืองอื่น ๆ มีจุดแข็งแตกต่างกันไป

สำหรับสตาร์ตอัปที่ทำธุรกิจด้าน AI, Enterprise Technology และ Corporate SolutionsKuala Lumpur อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจ

ขณะที่ Penang มีความน่าสนใจสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Manufacturing, Electronics และ Industrial Technology จากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ส่วน Johor มีโอกาสสำหรับธุรกิจด้าน Logistics, Supply Chain และ Cross-border Solutions จากความเชื่อมโยงกับสิงคโปร์

การเลือก Market Entry Point จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Go-to-Market ไม่แพ้การเลือกประเทศ เพราะการมี Local Partner ที่เข้าใจทั้งอุตสาหกรรม ลูกค้า และกระบวนการตัดสินใจ สามารถช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก

Built to Deliver: เปลี่ยน Business Matching เป็น Business Problem Solving

แนวคิด “Built to Deliver” จึงถูกนำมาใช้เป็นแกนกลางของ Roundtable Session ภายใต้หัวข้อ “How Thai Innovation Is Solving Malaysia’s Energy, Health, and ESG Challenges”

รูปแบบการหารือไม่ได้มุ่งเน้นให้สตาร์ตอัปขึ้นเวทีเพื่อขายสินค้า แต่เริ่มต้นจาก Problem Current Solution Opportunity Pilot Long-term Solution

ในกรณีของ Nicha Carbon Capture คำถามสำคัญคือ องค์กรกำลังเผชิญกับอุปสรรคอะไรในการลดคาร์บอน และอะไรจะทำให้พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ไปทดลองใช้

สำหรับ Perceptra ประเด็นอยู่ที่ข้อจำกัดของระบบ Healthcare และสิ่งที่องค์กรต้องเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI-assisted Screening และ Diagnostics

ด้าน Energy Response และ TIE Smart Solutions มุ่งสำรวจว่าความไม่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานเกิดขึ้นตรงไหน และองค์กรสามารถวัดผลการประหยัดพลังงานจากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร

ขณะที่ GEPP Sa-Ard ชวนองค์กรตั้งคำถามว่า ข้อมูล ESG ที่เดิมถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับ Compliance จะสามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่ช่วยลดต้นทุน สร้างประสิทธิภาพ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้หรือไม่

การพูดคุยในรูปแบบนี้จึงเปลี่ยน Business Matching จากการ “รู้จักกัน” ไปสู่การ “หาปัญหาที่สามารถร่วมกันแก้ได้”

จาก Pilot สู่ Commercialization

บทเรียนสำคัญจากการเข้าสู่ตลาดมาเลเซียคือ Pilot ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ Commercial Relationship

การทำ Pilot ที่ดีควรตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า หากโครงการประสบความสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ใช้งาน การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ การทำสัญญาเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาโครงการร่วมกันในระยะยาว

ดังนั้น เส้นทางของการขยายธุรกิจจึงควรเป็น

Connection Conversation Pilot Commercialization Regional Expansion

การเดินทางไปมาเลเซียจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนการพบปะเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าการพบปะเหล่านั้นสามารถนำไปสู่ Pilot, Partnership, Investment หรือ Commercial Deal ได้มากน้อยเพียงใด

มาเลเซีย: ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทาง แต่เป็นสนามทดสอบการ Scale

การเดินทางของ Nicha Carbon Capture, Perceptra, Energy Response, GEPP Sa-Ard และ TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของนวัตกรรมไทยในอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ออกไปขาย แต่คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของภาคธุรกิจ

ตั้งแต่การลดคาร์บอน การเพิ่มประสิทธิภาพ Healthcare การบริหารจัดการพลังงาน การจัดการข้อมูล ESG ไปจนถึง Energy Efficiency ของอาคาร ทั้ง 5 โซลูชันต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกันคือ การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง

และเมื่อผลลัพธ์นั้นได้รับการพิสูจน์ Pilot หนึ่งโครงการก็สามารถต่อยอดเป็น Commercial Deal หนึ่งราย ก่อนขยายไปสู่ Partnership และตลาดอื่นในภูมิภาค

ดังนั้น สำหรับสตาร์ตอัปไทย มาเลเซียอาจไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับการเริ่มต้นขายสินค้า แต่เป็นสนามสำหรับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไทยสามารถ “Built to Deliver” ได้จริงในตลาดอาเซียน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยผ่านโครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ เครือข่ายนักลงทุน และพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในตลาดโลก

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7

Startup Thailand Connext: Scale with AIเปิดโรดแมป AI ไทย พร้อมถอดบทเรียนสตาร์ตอัป B2B สู่การเติบโตในยุค AI Co-Pilot

Startup Thailand Connext:

Scale with AI

 

เปิดโรดแมป AI ไทย พร้อมถอดบทเรียนสตาร์ตอัป B2B สู่การเติบโตในยุค AI Co-Pilot

โลกธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีแห่งอนาคตอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “Co-Pilot” หรือผู้ช่วยสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร การวิเคราะห์ข้อมูล การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในทุกอุตสาหกรรม

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผู้ประกอบการจำนวนมากต่างตั้งคำถามว่า ธุรกิจไทยควรปรับตัวอย่างไร สตาร์ตอัปจะใช้ AI เป็นเครื่องมือสร้างการเติบโตได้อย่างไร และภาครัฐมีบทบาทในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มากน้อยเพียงใด

งาน “Startup Thailand Connext: Scale with AI” ภายใต้โครงการ Global Startup Hub โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผ่าน 2 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ การฉายภาพอนาคต AI ของประเทศไทย และการถอดประสบการณ์จริงจากสตาร์ตอัปที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดองค์กร (B2B)

Thailand’s AI Forward: เมื่อประเทศไทยกำลังสร้างรากฐาน AI Ecosystem แห่งอนาคต

การเสวนาหัวข้อ “Thailand’s AI Forward: โอกาสของธุรกิจไทยในยุค AI และการสนับสนุนจากภาครัฐ” ได้รวบรวมผู้แทนจากหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดัน AI Ecosystem ของประเทศ ประกอบด้วย

  • คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA)
  • คุณชัยอนันต์ ดำรงรัตน์ นักวิจัย ทีมวิจัยการยกระดับปัญญาประดิษฐ์ กลุ่มวิจัยปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC)
  • ดร. ศิธร กุลรดาธร รักษาการผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การกำหนดจุดยืนของประเทศไทยในห่วงโซ่อุตสาหกรรม AI ระดับโลกแม้การแข่งขันในระดับชิปประมวลผล โครงสร้างพื้นฐาน หรือโมเดล AI ขนาดใหญ่จะถูกครอบครองโดยบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสมหาศาลในระดับการประยุกต์ใช้ AI เพื่อแก้ปัญหาในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมจริง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ผู้ประกอบการไทยสามารถสร้างความได้เปรียบจากความเข้าใจบริบทท้องถิ่นและความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

หัวใจสำคัญของโอกาสดังกล่าวคือ “Localized Data” หรือข้อมูลเฉพาะบริบทของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางการแพทย์ ข้อมูลภาคอุตสาหกรรม หรือข้อมูลด้านการเกษตร ซึ่งเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าและยากต่อการลอกเลียนแบบ

ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดเป็น AI Solutions ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงของประเทศ ตั้งแต่การช่วยแพทย์วินิจฉัยโรค การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะที่ใช้ข้อมูลในการวางแผนและบริหารจัดการอย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ภาครัฐยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างเป็นระบบผ่านกลไกที่ครอบคลุมทั้งด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการสร้างตลาด

“NIA สนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม พร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายนักลงทุนและตลาดทั้งในและต่างประเทศ”

“NECTEC สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ผ่านแพลตฟอร์มข้อมูล ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ และโมเดลภาษาไทยที่เปิดให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปต่อยอดได้”

“ขณะที่ depa ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้จริงผ่านมาตรการด้านภาษี ระบบรับรองมาตรฐาน และการสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทย”

การทำงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานจึงสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างระบบนิเวศ AI ที่เอื้อต่อการเติบโตของสตาร์ตอัปและธุรกิจไทยในระยะยาว

B2B: How to Unlock Access to Corporate ถอดบทเรียนจริงจากสนามธุรกิจ

หาก Session แรกเป็นภาพใหญ่ของโอกาสและการสนับสนุนจากภาครัฐ Session ที่สองคือการลงลึกสู่ประสบการณ์จริงของผู้ประกอบการที่กำลังเผชิญความท้าทายในการขายเทคโนโลยีให้กับองค์กรขนาดใหญ่

การเสวนาหัวข้อ “B2B: How to Unlock Access to Corporate” จาก 4 สตาร์ตอัปไทย ได้แก่

  • คุณวีร์ สิรสุนทร Co-founder & CEO, Primo
  • คุณโชค วิศวโยธิน CEO, MagicwandAI
  • คุณธีรวีร์ ศิรินภสวัสดิ์ CEO, Thai Cloud
  • คุณธวัชชัย อิงบุญมีสกุล CEO, Bot and Life

แม้แต่ละบริษัทจะมีโมเดลธุรกิจแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ผู้ร่วมเสวนาสะท้อนตรงกันคือ การขายให้กับองค์กรขนาดใหญ่ไม่ใช่เรื่องของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของ “ความไว้วางใจ” ความเข้าใจปัญหาของลูกค้า และความสามารถในการส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริง

Primo: จังหวะที่ใช่ สำคัญไม่แพ้ผลิตภัณฑ์ที่ดี

คุณวีร์ สิรสุนทร เล่าถึงเส้นทางการสร้างธุรกิจ Loyalty Platform ว่า การได้ลูกค้าองค์กรรายแรกไม่ได้เกิดจากโชคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการมองเห็น “จังหวะ” ที่เหมาะสมของตลาด

Primo สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับ “เดอะวัน” ในช่วงเวลาที่องค์กรกำลังมองหาพันธมิตรใหม่เพื่อขยายระบบ Loyalty ออกนอกเครือธุรกิจเดิม จึงสามารถนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ได้พอดี

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ ในยุค AI ผู้ประกอบการต้องไม่หยุดอยู่แค่การเป็นผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ แต่ต้องสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับข้อมูลที่มีอยู่ Primo จึงพัฒนา AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมสมาชิกและสรุป Insight ทางการตลาดแบบอัตโนมัติ ช่วยให้นักการตลาดสามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้น

“ข้อมูลที่มีอยู่จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจได้”

MagicwandAI: หากยังไม่มีชื่อเสียง ผู้ก่อตั้งต้องเป็นคนสร้างความน่าเชื่อถือ

คุณโชค วิศวโยธิน สะท้อนว่า สำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังเริ่มต้น ความท้าทายสำคัญที่สุดคือการทำให้ลูกค้าเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ ในวันที่ยังไม่มี Case Study หรือผลงานอ้างอิง ผู้ก่อตั้งต้องใช้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของตนเองเป็นเครื่องพิสูจน์ พร้อมแสดงให้ลูกค้าเห็นถึงผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้จริง

MagicwandAI เลือกทำงานกับองค์กรที่มีงบประมาณด้านการตลาดสูง เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่าเทคโนโลยี AI สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสื่อและลดต้นทุนโฆษณาได้อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นจริง ความน่าเชื่อถือก็จะตามมาเอง

คุณโชคยังเน้นย้ำว่า ความเร็วคือหัวใจสำคัญในยุค AI สตาร์ตอัปไม่ควรเสียเวลาสร้างทุกอย่างด้วยตัวเอง แต่ควรเลือกใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วมาต่อยอด เพื่อเร่งการเข้าสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

Thai Cloud: เข้าใจปัญหาธุรกิจให้ลึกกว่าคู่แข่ง

คุณธีรวีร์ ศิรินภสวัสดิ์ เล่าถึงการปิดดีลระดับองค์กรตั้งแต่ช่วงที่บริษัทยังไม่ได้จดทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยใช้จุดแข็งด้านความเข้าใจระบบบริหารคลังสินค้าและกระบวนการหลังบ้านขององค์กร แทนที่จะพูดเรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว Thai Cloud เลือกพูดถึงผลกระทบทางธุรกิจที่องค์กรกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนที่สูญเสียจากการบริหารสต็อกที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือความผิดพลาดในการจัดการคำสั่งซื้อ การเข้าไปพูดคุยกับผู้มีอำนาจตัดสินใจที่แท้จริง โดยเฉพาะฝ่ายการเงินและฝ่ายบัญชี ทำให้สามารถเชื่อมโยงคุณค่าของระบบเข้ากับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้โดยตรง

บทเรียนสำคัญคือ “อย่าขายฟีเจอร์ แต่จงขายผลลัพธ์ที่ลูกค้าจะได้รับ”

Bot and Life: ความทุ่มเทและการลงมือแก้ปัญหาหน้างาน คือสิ่งที่องค์กรจดจำ

คุณธวัชชัย อิงบุญมีสกุล เล่าถึงการพัฒนาระบบ AI Assistant สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ว่า หลายครั้งความแตกต่างระหว่างการชนะและการแพ้ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี แต่อยู่ที่ความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาให้ลูกค้า

ทีมงานต้องลงพื้นที่จริง ทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิด และพร้อมแก้ไขปัญหาตลอดเวลาเพื่อให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความใส่ใจในรายละเอียดและความพร้อมในการสนับสนุนลูกค้า คือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว และนำไปสู่การขยายความร่วมมือในอนาคต

คุณธวัชชัยยังชี้ให้เห็นว่า การศึกษาคู่แข่งและมองหา Pain Point ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในตลาด เป็นอีกหนึ่งวิธีสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่

Contract, Cash, Customer: สูตรอยู่รอดของสตาร์ตอัปในโลกแห่งความไม่แน่นอน

แม้เทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่บทเรียนด้านการบริหารธุรกิจยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปอยู่รอดและเติบโตได้ในระยะยาว

ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก ได้แก่

Contract

การจัดการสัญญาและข้อตกลงทางธุรกิจให้รัดกุม เพราะกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างขององค์กรขนาดใหญ่มักใช้เวลานานกว่าที่คาด และอาจส่งผลกระทบต่อกระแสเงินสดของธุรกิจได้

Cash

การบริหารกระแสเงินสดอย่างมีวินัย รู้สถานะทางการเงินของตนเองอยู่เสมอ และสามารถวางแผนรักษา Runway เพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางธุรกิจ

Customer

การยึดผลลัพธ์และความสำเร็จของลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เพราะลูกค้าที่ประสบความสำเร็จจะกลายเป็นกรณีศึกษา ผู้แนะนำ และพันธมิตรสำคัญในการขยายธุรกิจในอนาคต

AI ไม่ใช่คลื่นที่ต้องหลบ แต่คือโอกาสที่ต้องคว้า

บทเรียนสำคัญจากงาน Startup Thailand Connext: Scale with AI ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่กำลังเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีสร้างธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วโลก

ขณะที่ภาครัฐกำลังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนให้พร้อมสำหรับยุค AI ผู้ประกอบการเองก็ต้องเร่งพัฒนาความสามารถในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการสร้างความเข้าใจลูกค้า สร้างคุณค่าที่แตกต่าง และรักษาความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

เพราะในท้ายที่สุด ผู้ชนะในยุค AI อาจไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำหน้าที่สุด แต่คือผู้ที่สามารถนำ AI ไปแก้ปัญหา สร้างผลลัพธ์ และส่งมอบคุณค่าให้กับลูกค้าได้ดีที่สุด.

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7 สำเนา

EARLY STAGE STARTUPS IN THAILAND: LEARNING FROM REGIONAL PATHWAYS FOR GREEN INNOVATION

EARLY STAGE STARTUPS IN THAILAND:

LEARNING FROM REGIONAL PATHWAYS

FOR GREEN INNOVATION

ถอดบทเรียนเส้นทางสตาร์ตอัปไทยสู่การเติบโต จากมุมมองนักลงทุน ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำด้านนวัตกรรม

ท่ามกลางความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การสร้างสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation และ Climate Tech ไม่ใช่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่คือการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโต ตั้งแต่งานวิจัย การเข้าถึงเงินทุน การทดลองใช้งานจริง ไปจนถึงการขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก

เวทีเสวนา “Early Stage Startups in Thailand: Learning from Regional Pathways for Green Innovation” ภายในงาน SITE 2026 จึงเปิดพื้นที่ให้ผู้กำหนดนโยบาย นักลงทุน และผู้นำด้านนวัตกรรม ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและถอดบทเรียนว่า ประเทศไทยควรพัฒนาระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างไร เพื่อผลักดันผู้ประกอบการระยะเริ่มต้นให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล

ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA, คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ Head of Portfolio จาก The Radical Fund และ ดร. เคอิตะ โอโนะ Chief Innovation Officer จาก KX Knowledge Xchange โดยมี ดร. ณัฐชา ตุลยสุวรรณ Country Director จาก New Energy Nexus Thailand รับหน้าที่ดำเนินรายการ

สิงคโปร์ไม่ใช่ต้นแบบที่ต้องลอกเลียน แต่เป็นบทเรียนที่ไทยควรนำมาปรับใช้

คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เปิดประเด็นด้วยมุมมองของนักลงทุนที่ติดตามการเติบโตของสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech ในภูมิภาค โดยระบุว่าปัจจุบันกว่า 50% ของพอร์ตการลงทุนของ The Radical Fund อยู่ในสิงคโปร์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านขนาดตลาด ทำให้ผู้ก่อตั้งต้องคิดถึงการขยายธุรกิจสู่ระดับโลกตั้งแต่วันแรก หลายบริษัทสามารถขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาและยุโรปได้ตั้งแต่ช่วง Seed หรือ Series A

อีกปัจจัยสำคัญคือ ระบบสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่การวิจัยไปจนถึงการนำเทคโนโลยีออกสู่ตลาด หรือ “Lab to Market” ซึ่งมีบทบาทสำคัญสำหรับธุรกิจ Climate Tech ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีนานกว่าสตาร์ตอัปด้านซอฟต์แวร์ทั่วไป ทั้งในด้านเงินทุน โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายพันธมิตร

อย่างไรก็ตาม คุณจีรยาเน้นย้ำว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเดินตามโมเดลของสิงคโปร์ทุกประการ แต่ควรสร้าง “Playbook” ของตนเอง โดยใช้จุดแข็งและบริบทของประเทศเป็นฐาน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สามารถพาเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

จุดแข็งของไทย คือการเป็นสนามทดสอบนวัตกรรมของภูมิภาค

ในมุมมองของภาครัฐ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีเม็ดเงินจาก Venture Capital ไม่มากเท่าสิงคโปร์ แต่กลับมีข้อได้เปรียบจากการมี Corporate Venture Capital (CVC) และองค์กรขนาดใหญ่ที่พร้อมเปิดรับนวัตกรรม รวมถึงการมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่ครบวงจร โดยเฉพาะในภาคอาหาร เกษตร และการผลิต

ศักยภาพดังกล่าวทำให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาเป็น Testbed หรือพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ ขณะเดียวกัน มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก เช่น Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้องค์กรต่าง ๆ ต้องเร่งมองหาเทคโนโลยีใหม่ ส่งผลให้เกิดโอกาสทางธุรกิจสำหรับสตาร์ตอัปด้าน Climate Tech มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม คุณปริวรรตยอมรับว่า ความท้าทายของผู้ประกอบการไทยคือการมุ่งเน้นตลาดภายในประเทศ ทั้งที่ประเทศไทย “ใหญ่พอสำหรับการเริ่มต้น แต่ไม่ใหญ่พอสำหรับการเติบโต” NIA จึงมุ่งผลักดันแนวคิด Global from Day One เพื่อให้สตาร์ตอัปไทยออกแบบธุรกิจโดยคำนึงถึงตลาดโลกตั้งแต่เริ่มต้น

ประเทศไทยยังต้องเติมเต็ม “Accelerator” เพื่อเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ

อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ สะท้อน คือ แม้ประเทศไทยจะมีมหาวิทยาลัยและศูนย์บ่มเพาะ (Incubator) จำนวนมาก แต่กลับยังขาด Accelerator ที่ทำหน้าที่เร่งการเติบโตและเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่การสร้างธุรกิจในระดับนานาชาติอย่างเป็นระบบ

ด้วยเหตุนี้ KX จึงพัฒนาโครงการ Tech Bite ภายใต้แนวคิด Spin-in Model เปิดโอกาสให้องค์กรขนาดใหญ่นำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) และผลงานวิจัยที่ยังไม่ได้ต่อยอด มาร่วมพัฒนาเป็นธุรกิจใหม่กับสตาร์ตอัปภายนอก

ตัวอย่างที่เห็นผลอย่างชัดเจนคือความร่วมมือกับ Ajinomoto ซึ่งสามารถดึงการลงทุนจากบริษัทแม่ได้มากกว่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในเวลาเพียง 3 เดือน สะท้อนให้เห็นว่าหากสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกันได้อย่างเหมาะสม ก็สามารถเร่งการสร้างธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างรวดเร็ว

 

NIA ยกระดับการสนับสนุนสตาร์ตอัปผ่านโมเดล 4G

ในช่วงการนำเสนอแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการ คุณปริวรรต วงษ์สำราญ ได้อธิบายกรอบการดำเนินงานของ NIA ผ่าน 4G Framework ซึ่งครอบคลุมการสนับสนุนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจาก Groom ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการตั้งแต่การเข้าถึงห้องปฏิบัติการ การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

เมื่อเทคโนโลยีพร้อมพัฒนา NIA จะสนับสนุนผ่าน Grant สำหรับการสร้างต้นแบบ (Prototype/MVP) และการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เกษตร อาหาร สุขภาพ และ Climate Tech ก่อนต่อยอดสู่ Growth ผ่านโครงการ Accelerator เฉพาะด้าน ได้แก่ AGROWTH, Space-F, Climate X และ Future Move และในขั้นสุดท้ายคือGlobal ซึ่งมุ่งผลักดันสตาร์ตอัปไทยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ ทั้งสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และยุโรป

นอกจากการสนับสนุนผ่านโครงการต่าง ๆ แล้ว คุณปริวรรตยังกล่าวถึงการยกระดับบทบาทของ NIA จาก “ผู้สนับสนุนทุน” สู่ “ผู้ร่วมลงทุน” เพื่อเชื่อมโยงเงินทุนจากภาครัฐ ภาคเอกชน และกองทรัสต์เข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมไทย การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้สะท้อนถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนผู้ประกอบการที่ครอบคลุมมากขึ้น ไม่เพียงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงเงินทุน แต่ยังเปิดประตูสู่เครือข่าย พันธมิตร และโอกาสทางธุรกิจที่จำเป็นต่อการเติบโตในระยะยาว

สิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งทำในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า

เมื่อผู้ดำเนินรายการถามถึงสิ่งที่ประเทศไทยควรเร่งดำเนินการในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้า ผู้ร่วมเสวนาทั้งสามท่านต่างเห็นตรงกันว่า การสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่แข็งแรงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แม้แต่ละฝ่ายจะมีบทบาทแตกต่างกัน แต่ต่างก็ให้ความสำคัญกับการสร้างตลาด การเปิดโอกาสให้เกิดการทดลองใช้งานจริง และการสร้างความเชื่อมั่นในนวัตกรรมไทย

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ มองว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือการ Secure the Market หรือการสร้างตลาดให้กับสตาร์ตอัป โดยเฉพาะการใช้ภาครัฐเป็นลูกค้ารายแรกผ่านระบบบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างผลงานอ้างอิง และเพิ่มความน่าเชื่อถือก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและต่างประเทศ

ด้าน คุณณิชา เอื้อไพบูลย์ เห็นว่า สิ่งที่ ที่สุดไม่ใช่เพียงเงินลงทุน แต่คือโอกาสในการทำ Corporate Pilot กับองค์กรจริง เพราะเทคโนโลยีที่ดีจะไม่สามารถเติบโตได้ หากไม่มีลูกค้าที่พร้อมนำไปใช้งานและยอมจ่ายเงินจริง พร้อมเสนอให้มีการแบ่งปันผลลัพธ์จากโครงการนำร่อง เพื่อสร้างองค์ความรู้ร่วมกันให้ทั้งระบบนิเวศ

ขณะที่ ดร. เคอิตะ โอโนะ เน้นย้ำถึงการสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของนวัตกรรมไทย พร้อมยกตัวอย่างความร่วมมือกับกระทรวงการต่างประเทศที่สามารถดึง Accelerator ชั้นนำจากกลุ่มประเทศนอร์ดิกอย่าง Maria 01 ให้ประกาศลงทุนในสตาร์ตอัปไทยด้านความยั่งยืนบนเวทีได้ทันที ซึ่งสะท้อนว่าศักยภาพของผู้ประกอบการไทยได้รับการยอมรับจากต่างประเทศแล้ว และสิ่งที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างต่อไป คือความเชื่อมั่นจากคนไทยและองค์กรไทยด้วยกันเอง

.

เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของสตาร์ตอัปด้าน Green Innovation ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยระบบนิเวศที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ตั้งแต่งานวิจัย การสนับสนุนด้านเงินทุน การทดลองใช้งานจริง การสร้างตลาด และการขยายธุรกิจสู่ระดับโลก

แม้ประเทศไทยจะมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับประเทศผู้นำในภูมิภาค แต่ก็มีจุดแข็งสำคัญทั้งด้านฐานอุตสาหกรรม เครือข่ายองค์กรขนาดใหญ่ และศักยภาพในการเป็นพื้นที่ทดลองนวัตกรรมของภูมิภาค หากทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนา “Playbook แบบไทย” ที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ พร้อมสร้างผู้ประกอบการที่คิดไกลและมองตลาดโลกตั้งแต่วันแรก ประเทศไทยก็มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมสีเขียวและสตาร์ตอัปด้านความยั่งยืนในภูมิภาคได้อย่างมั่นคงในอนาคต.

16

Startup Thailand Deep Tech Venture 2026: Deep Tech ไทย บนเวทีโลก

Startup Thailand Deep Tech

Venture 2026:

Deep Tech ไทย บนเวทีโลก

ถอดรหัสความสำเร็จและการเดินทางของสตาร์ตอัป Deep Tech สัญชาติไทย ในกิจกรรม Japan Market Discovery 2026 ภายใต้โครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026

เมื่อนวัตกรรมไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่ในประเทศ

ในยุคที่การเติบโตของธุรกิจไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรระยะสั้นอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของความล้ำหน้าทางเทคโนโลยีที่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาสำคัญระดับโลกได้จริง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงได้เดินหน้าผลักดันโครงการ Startup Thailand Deep Tech Venture 2026 นำทัพ 10 สตาร์ตอัปสาย Deep Tech ของไทย บินลัดฟ้าสู่ประเทศญี่ปุ่นในกิจกรรม Japan Market Discovery 2026 เพื่อพิสูจน์ศักยภาพนวัตกรรมไทยในตลาดปราบเซียนที่ขึ้นชื่อเรื่องมาตรฐานที่เข้มงวดที่สุดในโลก การเดินทางในครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้ากับระบบนิเวศ (Ecosystem) ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง ผ่าน 3 กลุ่มเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก

กลุ่มเทคโนโลยีแห่งความยั่งยืน (Sustainability)

กลุ่มนี้ถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่สุดที่เข้าร่วมเดินทางถึง 5 โครงการ โดยมุ่งเน้นไปที่การตอบโจทย์มาตรการสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจหมวนเวียน (Circular Economy) ที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังผลักดันอย่างหนัก เริ่มต้นด้วย Nano Coating Tech Co., Ltd. นวัตกรรมสารเคลือบนาโนสำหรับแผงโซลาร์ สิ่งทอ และสิ่งก่อสร้าง ซึ่งเข้ามาตอบรับกับการขยายตัวของแผง Solar Cell ในญี่ปุ่นได้อย่างถูกเวลา จุดเด่นคือการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและช่วยลดการใช้แรงงานในการทำความสะอาดแผง ซึ่งปัจจุบันได้รับความสนใจจากพันธมิตรญี่ปุ่นในการร่วมทดสอบเทคโนโลยี (PoC) แล้ว

ถัดมาคือ Cleantech and Beyond Co., Ltd. ผู้พัฒนาฉลากอัจฉริยะเพื่อการติดตามอุณหภูมิแบบไร้สายผ่านเทคโนโลยี RFID, NFC และ QR Code ตอบโจทย์อุตสาหกรรมญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) และโลจิสติกส์อาหาร โดยปัจจุบันมีลูกค้าญี่ปุ่นอยู่ระหว่างทำ PoC เพื่อขยายผลสู่ระดับภูมิภาค ขณะที่ Circularis เป็นสตาร์ตอัปที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเปลี่ยนขยะหมดอายุการใช้งานอย่างแผงโซลาร์เซลล์ให้กลับกลายเป็นวัตถุดิบมูลค่าสูง สอดรับกับกฎระเบียบการกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ในญี่ปุ่นอย่างตรงจุด ปัจจุบันกำลังหารือเพื่อทำ PoC ในขั้นต่อไปและมีโอกาสสูงในการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) ในญี่ปุ่น

นอกจากนี้ยังมี GREEN PAW INNOVATIONS CO., LTD. ที่เข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงด้วยทรายแมว “Cattery Care” จากนวัตกรรมกราฟีน (Graphene) ควบคู่กับการใช้วัตถุดิบเหลือทิ้งจากกากเต้าหู้ในอุตสาหกรรมอาหาร ตอบรับเทรนด์ Green Consumerism ในตลาดญี่ปุ่นที่มีมูลค่ามหาศาล และปิดท้ายกลุ่มนี้ด้วย Re-bonding Co., Ltd. นวัตกรรมสารเคลือบชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์กระดาษ มีคุณสมบัติเด่นในการกันน้ำและความชื้น โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เจาะตลาดการอนุรักษ์วัฒนธรรม (Cultural Preservation) ของญี่ปุ่น เช่น ประตูโบราณ เอกสาร และภาพวาดล้ำค่า ซึ่งเป็นตลาดเฉพาะกลุ่มที่มีมูลค่าสูงและต้องการเทคโนโลยีเชิงลึก โดยปัจจุบันมีแผนร่วมทำ PoC กับพันธมิตรท้องถิ่นแล้ว

กลุ่มเทคโนโลยีด้านสุขภาพ (Health Tech)

เมื่อประเทศญี่ปุ่นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีด้านการป้องกัน สุขภาพ และความปลอดภัยของอาหาร จึงเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูง โดยมี 3 สตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมท้าทายในตลาดนี้ รายแรกคือ Innophytotech Co., Ltd. แพลตฟอร์มเทคโนโลยีเอนไซม์ขั้นสูงที่เปลี่ยนน้ำตาลจากพืชและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bioactives) ให้กลายเป็นส่วนผสมเชิงฟังก์ชันมูลค่าสูง (Functional Ingredient) ช่วยลดน้ำตาลและเปลี่ยนเป็น Prebiotic ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการทดสอบผลิตภัณฑ์ร่วมกับคู่ค้าในญี่ปุ่น

รายที่สองคือ Detectra Biotechnology แพลตฟอร์มตรวจวิเคราะห์ด้านสุขภาพและความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety) ซึ่งตอบโจทย์มาตรฐานความปลอดภัยทั้งสินค้าในประเทศและสินค้านำเข้าของญี่ปุ่นอย่างพอดิบพอดี โดยทีมงานได้ร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่นมาตั้งแต่ช่วงพัฒนาผลิตภัณฑ์และมีแผนทดสอบการใช้งานจริงร่วมกับบริษัทเอกชนญี่ปุ่นแล้ว และรายสุดท้ายคือ Innofalcon Co., Ltd. นวัตกรรมแปรสภาพถั่งเช่าสู่อุตสาหกรรมสุขภาพ (Advancing Functional Health with Cordyceps) มุ่งเน้นคุณสมบัติการเพิ่มภูมิคุ้มกันและความสดชื่น ตรงความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในญี่ปุ่น โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการจับคู่กับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อทดสอบผลิตภัณฑ์ต่อไป

กลุ่มเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech)

ญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่าเป็นผู้นำด้านวัฒนธรรมอาหารและความพิถีพิถัน สตาร์ตอัปไทยในกลุ่มนี้จึงต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูงเข้ามาพิชิตใจผู้บริโภค เริ่มด้วย MUI Robotics Co., Ltd. สตาร์ตอัปสายฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่พัฒนา “Sensory AI” โดยใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เลียนแบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ในการตรวจวัดและจำแนกกลิ่นอย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับอุตสาหกรรมอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเรื่องการควบคุมคุณภาพ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์พร้อมจำหน่ายและเริ่มเปิดการเจรจาธุรกิจเบื้องต้นกับทางพันธมิตรที่ญี่ปุ่นแล้วเพื่อนำไปสู่ผลในเชิงพาณิชย์

และอีกหนึ่งรายคือ Plant Origin Food Co., Ltd. กับนวัตกรรมเปลี่ยน “รำข้าว” ให้เป็นโปรตีนคุณภาพสูง ตอบรับกระแสโปรตีนจากพืช (Plant-based Protein) ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากพันธมิตรญี่ปุ่นในการเตรียมทำ PoC เพื่อการจำหน่ายสินค้าและร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์ในประเทศญี่ปุ่นต่อไป

ตัวเลขความสำเร็จและการเชื่อมต่อระบบนิเวศ (Ecosystem)

การเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในครั้งแรกนี้ สตาร์ตอัปไทยไม่ได้ไปเพียงเพื่อโชว์ผลงาน แต่เกิดการเจรจาและสร้างแรงกระเพื่อมในเครือข่ายธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านกิจกรรมหลัก 3 ส่วนด้วยกันคือ:

  • กิจกรรม THAI DeepTech Showcase 2026: งานประกาศศักยภาพครั้งใหญ่ที่สร้างความตื่นตัวให้กับแวดวงธุรกิจญี่ปุ่น โดยสามารถดึงดูดบริษัทชั้นนำของญี่ปุ่น (JP Corporates) เข้าร่วมถึง 48 บริษัท มีผู้มีอำนาจตัดสินใจเข้าร่วมฟัง (Participants) กว่า 70 คน และเกิดการจับคู่เจรจาธุรกิจ (Matchings) สูงถึง 120 คู่ ภายใต้ความร่วมมืออย่างเป็นทางการกับสมาคมไทยธุรกิจในญี่ปุ่น (TIB), สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ประจำกรุงโตเกียว และจังหวัดอิบารากิ (Ibaraki Prefecture)
  • กิจกรรม Startup Japan Expo 2026 & 1-1 Meeting with Corporate: ในงานเอ็กซ์โปสร้างเครือข่าย สตาร์ตอัปไทยเกิดการจับคู่ธุรกิจเพิ่มอีก 20 คู่ กับกลุ่มสตาร์ตอัปญี่ปุ่นสาย AI, Platform และ Ecosystem นอกจากนี้ในเซสชันเจรจาแบบตัวต่อตัว (1-1 Meeting) ยังเกิดการจับคู่ตรงสายกับบริษัทยักษ์ใหญ่และผู้กระจายสินค้าถึง 14 คู่ เช่น Kirin Group (กลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร), CO2OS (กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์), Sustainability Food Asia (กลุ่มความยั่งยืน), Lowin และ Global Distribution System (กลุ่มผู้จัดจำหน่าย) รวมถึง Mae และ EN Innovation (กลุ่ม Wellness)
  • กิจกรรม Ecosystem Tour: เพื่อเปิดมุมมองการทำธุรกิจเชิงลึก ทีมงานและสตาร์ตอัปได้เข้าเยี่ยมชมองค์กรขับเคลื่อนนวัตกรรมระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น ได้แก่ Leave a Nest Co., Ltd., ศูนย์บ่มเพาะ Center of Garage และแหล่งรวมสถาบันวิจัยชั้นนำ TAKANAWA GATEWAY Link Scholars’ Hub (LiSH) รวมถึงบริษัทเงินร่วมลงทุนอย่าง UntroD Capital Japan Inc. โดยมีสตาร์ตอัปไทย 5 ทีมที่ได้รับโอกาสพิเศษในการขึ้นเวที Pitching นำเสนอไอเดียต่อหน้านักลงทุนญี่ปุ่นโดยตรง

 

บทสรุปและก้าวต่อไปในปี 2026

แม้ว่าภาพรวมความสำเร็จในแง่ของตัวเลขการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการตอบรับเข้าทำ PoC ของการเดินทางครั้งแรกจะออกมาน่าประทับใจ แต่ความท้าทายที่แท้จริงยังอยู่ข้างหน้า ปัจจุบันโครงการยังคงอยู่ในช่วง “รอประเมินผลลัพธ์เชิงลึกขั้นสุดท้าย” เนื่องจากสตาร์ตอัปทั้งหมดเพิ่งเสร็จสิ้นการเดินทางไปร่วมงานครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 24 – 30 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นเด่นชัดจากโครงการนี้คือ Deep Tech ของไทยไม่ได้เป็นรองใครในเวทีโลก สตาร์ตอัปไทยสามารถนำจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและวัตถุดิบการเกษตร (Bio-resources) มาผสานเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อตอบโจทย์จิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปของประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำอย่างญี่ปุ่นได้อย่างลงตัว และนี่คือบทพิสูจน์ว่าในอนาคตอันใกล้ Deep Tech ไทย จะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนและเปลี่ยนโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน

20

Scaleup to Global: ปักหมุดนวัตกรรมไทยสู่ฮ่องกง เปิดประตูธุรกิจสู่จีนและตลาดโลก

Scaleup to Global:

ปักหมุดนวัตกรรมไทยสู่ฮ่องกง

เปิดประตูธุรกิจสู่จีนและตลาดโลก

ท่ามกลางการแข่งขันทางเทคโนโลยีที่เข้มข้นขึ้นในระดับโลก การสร้างนวัตกรรมที่ดีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป หากผู้ประกอบการไม่สามารถขยายธุรกิจ เข้าถึงตลาดใหม่ และเชื่อมต่อกับเครือข่ายระดับนานาชาติได้จริง

ด้วยเป้าหมายในการผลักดันผู้ประกอบการไทยสู่เวทีโลก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการ Scaleup to Global 2026 นำคณะสตาร์ตอัปไทยเข้าร่วมงานเทคโนโลยีระดับนานาชาติ ณ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง ผ่านสองเวทีสำคัญ ได้แก่ JUMPSTARTER 2026 และ InnoEx 2026 ซึ่งเป็นเวทีรวมตัวของผู้ประกอบการเทคโนโลยี นักลงทุน บริษัทชั้นนำ และผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมของเอเชีย

ภารกิจครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีไปจัดแสดง แต่เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่จับต้องได้ ผ่านกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ การนำเสนอผลงานต่อกลุ่มนักลงทุน การสร้างเครือข่ายพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ ตลอดจนการเข้าร่วมโครงการ Soft Landing Program ร่วมกับ Hong Kong Science and Technology Parks Corporation (HKSTP) เพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจสู่ตลาดฮ่องกง จีนแผ่นดินใหญ่ และภูมิภาคเอเชียในระยะยาว

ฮ่องกงถือเป็นหนึ่งในประตูสำคัญสู่ Greater Bay Area (GBA) ซึ่งเชื่อมโยงเมืองเศรษฐกิจและเทคโนโลยีชั้นนำของจีน เช่น เซินเจิ้น กว่างโจว และมาเก๊า จึงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเข้าถึงทั้งตลาด ผู้บริโภค นักลงทุน และห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นวัตกรรมสุขภาพไทย ตอบโจทย์สังคมสูงวัยโลก

หนึ่งในกลุ่มสตาร์ตอัปที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือกลุ่มเทคโนโลยีสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการรับมือกับความท้าทายของสังคมผู้สูงอายุและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

HealSphere นำเสนอแนวทางใหม่ในการดูแลสุขภาพจิตผ่านการผสานเทคโนโลยี Virtual Reality (VR) การวิเคราะห์คลื่นสมอง (EEG) และ AI เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยประเมินภาวะเครียด วิตกกังวล และภาวะซึมเศร้าอย่างแม่นยำมากขึ้น จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการประเมินผ่านแบบสอบถามเป็นหลัก เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถติดตามผลการรักษาได้อย่างเป็นรูปธรรม และมีการใช้งานจริงทั้งในประเทศไทยและประเทศจีนแล้วในปัจจุบัน

ด้าน Tech Care System พัฒนา “Smart Stick” หรือไม้เท้าอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งไม่เพียงช่วยอำนวยความสะดวกในการเดิน แต่ยังทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ติดตามสุขภาพแบบเคลื่อนที่ ภายในติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจวัดสัญญาณชีพ ระบบ GPS และระบบแจ้งเหตุฉุกเฉินที่สามารถส่งข้อมูลไปยังผู้ดูแลหรือสถานพยาบาลได้ทันที ช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดความเสี่ยงในการเกิดเหตุฉุกเฉิน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพัง

ขณะที่ VTK Inno Group เจ้าของผลิตภัณฑ์ “Haruna” ได้นำองค์ความรู้ด้านโภชนาการและวิทยาศาสตร์จุลินทรีย์ในลำไส้มาพัฒนาอาหารเชิงการแพทย์จากพรีไบโอติกธรรมชาติ เพื่อช่วยแก้ปัญหาภาวะท้องผูกเรื้อรังและส่งเสริมสุขภาพระบบทางเดินอาหาร เทคโนโลยีดังกล่าวสะท้อนการต่อยอดงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพในตลาดโลก

Future Food จากประเทศไทยสู่ผู้บริโภคยุคใหม่

อีกหนึ่งกลุ่มนวัตกรรมที่สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการไทยคืออุตสาหกรรมอาหารแห่งอนาคต ซึ่งกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากกระแสการดูแลสุขภาพและการบริโภคอย่างยั่งยืน

Whale Rice จาก Neramitfoodtech นำเสนอ “ข้าวทางเลือก” ที่ผลิตจากโปรตีนปลาและเส้นใยสาหร่ายทะเล ซึ่งสามารถรับประทานแทนข้าวทั่วไปได้ แต่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำและค่าดัชนีน้ำตาลต่ำ เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ควบคุมน้ำหนัก และกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการทางเลือกด้านอาหารเพื่อสุขภาพ

จุดเด่นสำคัญของนวัตกรรมนี้คือการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ยังคงรูปแบบการบริโภคที่คุ้นเคยของคนเอเชีย ซึ่งนิยมรับประทานข้าวเป็นอาหารหลัก ทำให้สามารถตอบโจทย์ตลาดขนาดใหญ่ทั้งในฮ่องกง จีน และประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียได้อย่างมีศักยภาพ

 AI ไทย ก้าวสู่โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล

ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก สตาร์ตอัปไทยหลายรายได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้

Botnoi Group นำเสนอแพลตฟอร์ม Conversational AI และ Voice AI ที่มีความเชี่ยวชาญด้านภาษาไทยและภาษาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบบริการลูกค้าอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร และลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถปรับแต่งโมเดล AI ให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม เช่น การเงิน ประกันภัย และสาธารณสุข

ขณะที่ Wang Data Market ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลสำหรับการพัฒนา AI ผ่านระบบรวบรวมและจัดเตรียมข้อมูลคุณภาพสูงสำหรับการฝึกโมเดลปัญญาประดิษฐ์ โดยเฉพาะข้อมูลด้านภาษาและบริบททางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก

ส่วน AIYA.AI พัฒนาแพลตฟอร์ม Unified Commerce ที่เชื่อมต่อประสบการณ์ลูกค้าระหว่างช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ผ่านเทคโนโลยี AiBeacon และ Generative AI ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถสื่อสารกับลูกค้าได้อย่างตรงจังหวะและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ส่งผลต่อการเพิ่มยอดขายและการสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า

ขับเคลื่อนอนาคตด้วยพลังข้อมูลและเทคโนโลยีขั้นสูง

นอกเหนือจากเทคโนโลยีด้านสุขภาพ อาหาร และ AI แล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ข้อมูลเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างมูลค่าและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

SABLE พัฒนาแพลตฟอร์ม Customer Data Platform (CDP) และระบบการตลาดอัตโนมัติที่ผสานการทำงานของ Agentic AI และศาสตร์ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าเชิงลึกและเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขาย การรักษาฐานลูกค้า และการวางกลยุทธ์ทางการตลาดในยุคที่ข้อมูลกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญขององค์กร

ด้าน PAM CDP จาก 3DS Interactive นำเสนอโซลูชันบริหารจัดการข้อมูลลูกค้าแบบครบวงจร โดยรวบรวมข้อมูลจากทุกช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ก่อนนำมาวิเคราะห์ด้วย AIเพื่อสร้างมุมมองลูกค้าแบบ 360 องศา ช่วยให้องค์กรสามารถออกแบบ Customer Journey และส่งมอบประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้แบบเรียลไทม์

ขณะที่ RIFFAI สะท้อนศักยภาพของไทยในกลุ่ม DeepTech ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผสานข้อมูลภูมิสารสนเทศ ภาพถ่ายจากระบบสังเกตการณ์โลก และข้อมูลสภาพอากาศเข้าด้วยกัน พร้อมใช้ AI ในการประมวลผลและคาดการณ์แนวโน้มต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในภาคพลังงาน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การวางแผนเมือง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในภาครัฐและภาคธุรกิจ

ความสำเร็จบนเวทีนานาชาติ

ภารกิจครั้งนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กับสตาร์ตอัปไทย แต่ยังสร้างการยอมรับในระดับสากล โดยมีสตาร์ตอัปไทย 2 ราย ได้แก่ Mui Robotics และ Osseolabs ได้รับคัดเลือกเข้าสู่รอบ Top 30 Global Finalists ของการแข่งขัน JUMPSTARTER 2026 และมีโอกาสนำเสนอธุรกิจต่อหน้านักลงทุนและผู้นำอุตสาหกรรมจากทั่วโลก

นอกจากนี้ NIA ยังได้หารือเพื่อสร้างความร่วมมือกับองค์กรชั้นนำของฮ่องกง อาทิ HKSTP, HKAI LAB และ Alibaba Ecosystem เพื่อวางรากฐานความร่วมมือระยะยาวในการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย ทั้งด้านการเข้าถึงตลาด การระดมทุน และการสร้างเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ

NIA กับบทบาทการเร่งขับเคลื่อนระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยสู่สากล

ความสำเร็จของภารกิจครั้งนี้สะท้อนบทบาทของ NIA ในการเป็นมากกว่าหน่วยงานส่งเสริมนวัตกรรมภายในประเทศ แต่เร่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลกอย่างเป็นรูปธรรม

ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านธุรกิจ การให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ การปรับผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับตลาดเป้าหมาย การสนับสนุนการทดสอบตลาดจริง การสร้างโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุน ตลอดจนการสนับสนุนการจัดตั้งธุรกิจในต่างประเทศผ่านเครือข่ายพันธมิตรระดับโลก ล้วนเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยลดข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสในการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย

การปักหมุดที่ฮ่องกงในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้าร่วมงานแสดงเทคโนโลยีระดับนานาชาติ หากแต่เป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก เปิดประตูสู่โอกาสใหม่ในภูมิภาค Greater Bay Area และสร้างเส้นทางการเติบโตให้ผู้ประกอบการไทยสามารถก้าวสู่การเป็น Global Startup ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนในอนาคต

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-7

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรมของ Corporate Venture Capital (CVC) เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน จากงาน SITE 2026

เจาะลึกทิศทางการลงทุนธุรกิจนวัตกรรม

ของ Corporate Venture Capital

เมื่อโลกเปลี่ยน เกมการลงทุนก็ต้องเปลี่ยน 

จากงาน SITE 2026

โลกธุรกิจในปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายที่องค์กรธุรกิจต้องรับมือ แต่กำลังกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ทั่วโลกต้องเร่งสร้างนวัตกรรมใหม่ และมองหาพันธมิตรทางเทคโนโลยีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

หนึ่งในกลไกสำคัญที่องค์กรชั้นนำเลือกใช้ คือ Corporate Venture Capital (CVC) หรือหน่วยงานลงทุนใน Startup ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันมีบทบาทมากกว่าการเป็นนักลงทุนที่มอบเงินทุน แต่ทำหน้าที่เป็น “Strategic Partner” ที่ช่วยเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่เข้าสู่ธุรกิจหลัก พร้อมสร้างการเติบโตร่วมกันระหว่างองค์กรและสตาร์ตอัป

จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 ที่รวบรวมผู้บริหารด้านการลงทุนของ CVC ชั้นนำของประเทศไทย ทั้ง AddVentures by SCG, InnoPower และบ้านปู CVC สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “เกมการลงทุน” ได้เปลี่ยนไปแล้ว และองค์กรต่างกำลังมองหา Startup ที่สามารถตอบโจทย์ธุรกิจในอนาคตได้อย่างแท้จริง

จากนักลงทุน สู่ “Gateway” เชื่อม Startup เข้าสู่ธุรกิจระดับโลก

คุณชาติวัฒน์ เลิศวงศ์วีรชัย Senior Investment Manager จาก AddVentures by SCG อธิบายว่า บทบาทของ AddVentures ไม่ใช่เพียงการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทน แต่เป็น “Gateway” ที่เปิดประตูให้ Startup จากทั่วโลกสามารถเชื่อมต่อกับระบบนิเวศธุรกิจของ SCG ภายใต้แนวคิด “You Innovate, We Scale”

แนวคิดนี้สะท้อนว่าคุณค่าที่ Startup จะได้รับไม่ได้มีเพียงเงินลงทุน แต่รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า โรงงาน เครือข่ายธุรกิจ ผู้เชี่ยวชาญ และทรัพยากรต่าง ๆ ที่องค์กรขนาดใหญ่มีอยู่ ซึ่งสามารถช่วยเร่งการเติบโตของธุรกิจได้เร็วกว่าการขยายตลาดด้วยตนเอง

ทิศทางการลงทุนของ AddVentures ในช่วงต่อจากนี้จะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่

  • Clean Energy
  • Climate Tech
  • New Materials
  • Data & Industrial AI
  • New Business Model และแพลตฟอร์มดิจิทัล

โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ Startup ที่อยู่ในระดับ Series A ขึ้นไป ซึ่งผ่านการพิสูจน์แล้วว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง (Problem-Solution Fit) และพร้อมเข้าสู่ช่วงการขยายธุรกิจ (Scaling) เพราะเป็นช่วงที่ทรัพยากรขององค์กรขนาดใหญ่สามารถเข้ามาเร่งการเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

เมื่อ “Decarbonization” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ โลกกำลังให้ความสำคัญกับ Energy Security

อีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจมาจากคุณชยุตม์ จตุนวรัตน์ Investment Principal, Venture Capital จาก InnoPower ซึ่งสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมพลังงานอย่างชัดเจน

ในอดีต การลงทุนด้าน Climate Tech มักให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Decarbonization) เป็นหลัก แต่สถานการณ์โลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือวิกฤตพลังงาน ทำให้องค์กรต้องเพิ่มมิติของ “ความมั่นคงทางพลังงาน (Energy Security)” เข้ามาควบคู่กัน

นั่นหมายความว่า เทคโนโลยีแห่งอนาคตจะไม่ได้ถูกประเมินจากการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยให้ประเทศ อุตสาหกรรม และผู้ใช้สามารถเข้าถึงพลังงานที่มั่นคง เชื่อถือได้ และรองรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนได้ ด้วยเหตุนี้ InnoPower จึงให้ความสำคัญกับการลงทุนในเทคโนโลยี เช่น

  • ระบบกักเก็บพลังงานระยะยาว (Long Duration Energy Storage)
  • เทคโนโลยีเพิ่มความยืดหยุ่นของระบบไฟฟ้า (Grid Resilience)
  • เชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuel)
  • เทคโนโลยีนิวเคลียร์ยุคใหม่ (Next Generation Nuclear)

โดยมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้จะเป็นหัวใจสำคัญของระบบพลังงานโลกในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

AI Boom กำลังสร้าง “โอกาสการลงทุนใหม่” ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น

ขณะที่หลายคนมองว่า AI คือซอฟต์แวร์หรือโมเดลภาษา แต่ในมุมของนักลงทุน CVC กลับมองลึกลงไปกว่านั้น

คุณเพชร วรรณิสสร Head of Corporate Venture Capital จากบ้านปู CVC อธิบายว่า การเติบโตของ AI ทำให้โลกต้องการ Data Center จำนวนมหาศาล และ Data Center ทุกแห่งล้วนต้องใช้ไฟฟ้า ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

บ้านปูจึงมองเห็น “ช่องว่างทางนวัตกรรม” ใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น ผ่านแนวคิด Energy Symphonics ซึ่งเป็นการสร้างระบบพลังงานที่เชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร โดยขับเคลื่อนผ่านกลยุทธ์ 3D Investment ได้แก่

  • Decentralization การกระจายศูนย์การผลิตพลังงาน
  • Digitalization การใช้ AI และซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพ
  • Decarbonization การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

จากแนวคิดดังกล่าว บ้านปูจึงมองหา Startup ที่ไม่ได้พัฒนา AI โดยตรง แต่พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้ AI สามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น

  • ระบบระบายความร้อน (Cooling System)
  • Semiconductor ที่ใช้พลังงานต่ำ
  • ระบบบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ
  • Energy Management Platform
  • โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ Data Center

สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่มีศักยภาพมหาศาล และเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ CVC ให้ความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 

ยุคใหม่ของ CVC ไม่ได้ลงทุนเพื่อ “กำไร” เพียงอย่างเดียว แต่ลงทุนเพื่อสร้าง Synergy

หนึ่งในประเด็นที่ผู้บริหารทั้งสามองค์กรเห็นตรงกัน คือ CVC ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับผลตอบแทนทางการเงิน (Financial Return) เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

สิ่งที่องค์กรขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด คือ Strategic Return หรือผลตอบแทนเชิงกลยุทธ์

กล่าวคือ Startup ที่จะได้รับความสนใจ ต้องสามารถสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจหลักขององค์กรแม่ ไม่ว่าจะเป็น

  • เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
  • ลดต้นทุน
  • เปิดตลาดใหม่
  • สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
  • หรือช่วยเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ด้วยเหตุนี้ การสร้าง “Synergy” ระหว่าง Startup กับองค์กร จึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญกว่าการเติบโตของรายได้เพียงอย่างเดียว

 

Startup ไทยจะคว้าโอกาสจาก CVC ได้อย่างไร

แม้ประเทศไทยจะมี Startup ที่โดดเด่นในหลายสาขา เช่น Food Tech, Health Tech และ Medical Tech แต่ผู้บริหาร CVC ต่างเห็นตรงกันว่า สิ่งที่ Startup ไทยยังต้องเร่งพัฒนา คือการคิดแบบ Think Global, Day One

หรือการออกแบบเทคโนโลยีและโมเดลธุรกิจให้สามารถขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น

พร้อมกันนั้น Startup ควรมุ่งสร้าง Deep Tech หรือเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อนและยากต่อการลอกเลียนแบบ เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว และเพิ่มมูลค่าธุรกิจในสายตาของนักลงทุน

ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการมีแผนพัฒนาเทคโนโลยีที่ชัดเจน สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้ทีละขั้น (Step-by-step Proof) โดยเฉพาะในกลุ่ม Deep Tech ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนาและเงินลงทุนสูง การแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในแต่ละช่วงจะช่วยลดความเสี่ยง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับ CVC ได้มากขึ้น

 

บทสรุป: โลกใหม่ของ CVC คือการเติบโตไปด้วยกัน

ภาพรวมของการลงทุนด้านนวัตกรรมในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า Corporate Venture Capital ได้ก้าวเข้าสู่บทบาทใหม่อย่างเต็มรูปแบบ จากเดิมที่เน้นการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนทางการเงิน สู่การเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านขององค์กรและอุตสาหกรรม

ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ และการเติบโตของ AI การลงทุนในอนาคตจะมุ่งเน้นเทคโนโลยีที่สามารถสร้างทั้ง “ความยั่งยืน” และ “ความมั่นคง” ไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น Climate Tech, Clean Energy, Energy Security, AI Infrastructure หรือ Deep Tech

สำหรับ Startup ไทย โอกาสยังเปิดกว้างกว่าที่เคย แต่การจะดึงดูด CVC ระดับโลกได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีไอเดียที่ดีเพียงอย่างเดียว หากต้องสามารถแสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง สร้างคุณค่าร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ได้ และมีศักยภาพในการเติบโตสู่ตลาดโลกตั้งแต่วันแรก

ท้ายที่สุดแล้ว ในยุคที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “เงินลงทุน” อาจไม่ใช่สิ่งที่มีค่าที่สุดอีกต่อไป แต่สิ่งที่ทั้ง Startup และ CVC ต่างกำลังมองหาร่วมกัน คือ “พันธมิตรที่สามารถเติบโตไปด้วยกัน” เพราะผู้ที่จะเป็นผู้นำในอนาคต ไม่ใช่ผู้ที่มีเทคโนโลยีล้ำสมัยที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริง สร้างผลกระทบทางธุรกิจได้จริง และร่วมสร้างคุณค่าใหม่ให้กับโลกในระยะยาว

Z63_6324
14

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น: เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ “Scale Up to Global: JAPAN”

นวัตกรรมไทยปักหมุดญี่ปุ่น:

เปิดเส้นทางสตาร์ตอัปสู่ตลาดโลกผ่านโครงการ

Scale Up to Global: JAPAN”

ท่ามกลางการแข่งขันด้านเทคโนโลยีที่ทวีความเข้มข้นทั่วโลก ผู้ประกอบการสตาร์ตอัปและ SME เทคโนโลยีจากประเทศไทยกำลังพิสูจน์ให้เห็นว่า นวัตกรรมไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแส แต่สามารถพัฒนาโซลูชันที่ตอบโจทย์ความท้าทายสำคัญของสังคมยุคใหม่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพในสังคมผู้สูงอายุ การพัฒนาทักษะแรงงาน การสร้างวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและเมืองอัจฉริยะ ด้วยศักยภาพที่พร้อมเติบโตนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. จึงได้นำคณะสตาร์ตอัปไทยบินลัดฟ้าเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความร่วมมือและขยายตลาดต่างประเทศ (Collaboration & Market Expansion Program) ภายในงาน SusHi Tech Tokyo 2026 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่เวทีสากลอย่างเต็มตัว 

อย่างไรก็ตาม การพาสตาร์ตอัปไป SusHi Tech Tokyo 2026  ไม่ใช่เพียงการออกงานต่างประเทศ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการเติบโตที่ สนช. ออกแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การเตรียมความพร้อม การเชื่อมต่อพันธมิตร การสร้างโอกาสทางธุรกิจ ไปจนถึงการส่งต่อเข้าสู่Scale Up Program เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ทั้งด้านการขยายตลาด การจับคู่ธุรกิจ การลงทุน รายได้ และ impact ต่อเศรษฐกิจไทย โครงการนี้จึงสะท้อนบทบาทของ สนช. ในการเป็น Global Connector ที่เชื่อมสตาร์ตอัปไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับโลก และยกระดับนวัตกรรมไทยให้เติบโตได้จริงในตลาดสากล

การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ แต่เป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมไทยเข้ากับระบบนิเวศนวัตกรรมของญี่ปุ่น ผ่านความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ 3 หน่วยงานพันธมิตรที่จะเข้ามาเติมเต็มการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยในทุกมิติ เริ่มต้นจาก Leave a Nest ที่เข้ามามีบทบาทในการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ ขณะที่ TAKANAWA GATEWAY Link Scholars’ Hub (LiSH) จะช่วยเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปเข้าถึงแหล่งทุน พื้นที่ทดลองนวัตกรรมในสถานการณ์จริง (Sandbox) และเครือข่ายองค์กรชั้นนำ และปิดท้ายด้วย Tokyo SME Support Center ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนการขยายธุรกิจเชิงพาณิชย์ ให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ตลอดจนการเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจในระดับท้องถิ่น

ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการสร้างเส้นทางการเติบโตที่ครบวงจร ตั้งแต่การบ่มเพาะเทคโนโลยี การทดลองใช้งานจริง การเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการทำการตลาดในประเทศญี่ปุ่น สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของ สนช. ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสตาร์ตอัปไทยกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับนานาชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ที่เด่นชัดว่า “นวัตกรรมไทย” มีศักยภาพและความพร้อมที่จะเติบโต แข่งขัน และปักหมุดความสำเร็จในตลาดโลกได้อย่างแท้จริง

จากสุขภาพเชิงป้องกัน สู่คุณภาพชีวิตที่ดีกว่า

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้เทคโนโลยีด้านสุขภาพและการดูแลเชิงป้องกันกลายเป็นอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัท วีทีเค อินโน กรุ๊ป จำกัด (VTK Inno Group) จึงนำเสนอ “Haruna” (ฮารุนะ) นวัตกรรมอาหารเชิงการแพทย์ในรูปแบบผงผักพรีไบโอติกจากธรรมชาติ 100% ที่ช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และบรรเทาปัญหาท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และผู้ที่มีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว

จุดเด่นสำคัญของ Haruna คือการมีงานวิจัยและผลการศึกษาทางคลินิกรองรับ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความน่าเชื่อถือและสามารถตอบโจทย์ตลาดสุขภาพของญี่ปุ่นที่ให้ความสำคัญกับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และความปลอดภัยของผู้บริโภค นับเป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านอาหาร สุขภาพ และนวัตกรรมมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมตอบโจทย์การดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

 

เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาคน: เมื่อองค์ความรู้กลายเป็นสินทรัพย์ขององค์กร

อีกหนึ่งความท้าทายที่ญี่ปุ่นกำลังเผชิญคือการขาดแคลนแรงงานและการส่งต่อองค์ความรู้จากแรงงานรุ่นเก่าสู่คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและบริการที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะทาง บริษัท วายวีอาร์ จำกัด (YVR) จึงนำเสนอแพลตฟอร์ม Virtual Reality (VR) ที่ช่วยจำลองสถานการณ์การทำงานจริงเพื่อใช้ในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะบุคลากร

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้การถ่ายทอดประสบการณ์และองค์ความรู้สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ลดข้อจำกัดด้านเวลา สถานที่ และบุคลากรผู้สอน นอกจากช่วยลดต้นทุนการฝึกอบรมแล้ว ยังช่วยรักษาองค์ความรู้สำคัญขององค์กรไม่ให้สูญหายไปพร้อมกับการเกษียณอายุของบุคลากร ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่หลายองค์กรญี่ปุ่นกำลังให้ความสำคัญอย่างมากในปัจจุบัน

 

เปลี่ยนของเหลือทางการเกษตรให้กลายเป็นวัสดุแห่งอนาคต

ในมิติของความยั่งยืนและเศรษฐกิจหมุนเวียน บริษัท เอเวอร์เจน เทคโนโลยี จำกัด (Evergen Technologies) ได้สะท้อนศักยภาพของนวัตกรรมไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรในประเทศ ผ่านการพัฒนาวัสดุชีวภาพจากเส้นใยใบสับปะรดและยางธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ “PiLeatha”

บริษัทสามารถพัฒนาวัสดุทดแทนหนังที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงหนังสัตว์ แต่ปราศจากพลาสติกและสารเคมีอันตราย สามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมแฟชั่น เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์ และสินค้าไลฟ์สไตล์ได้อย่างหลากหลาย นวัตกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นที่ภาคธุรกิจกำลังมองหาวัสดุทางเลือกเพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านความยั่งยืนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว

Deep Tech ไทย กับการสร้างเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากการตอบโจทย์ด้านสุขภาพ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และความยั่งยืนแล้ว สตาร์ตอัปไทยยังแสดงศักยภาพด้าน Deep Tech และ Smart City ที่สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้อย่างครบวงจร จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองอัจฉริยะคือการเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ โดย บริษัท คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ จำกัด (Cleantech and Beyond) ได้พัฒนา Digital Temperature Indicator (DTI) อุปกรณ์ตรวจวัดอุณหภูมิอัจฉริยะที่ช่วยให้โรงงานและโครงสร้างพื้นฐานสามารถติดตามสภาพการทำงานของอุปกรณ์ในพื้นที่ที่ระบบเซนเซอร์ทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ช่วยลดความเสี่ยงจากความเสียหายและเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Condition-Based Maintenance)

เมื่อข้อมูลถูกนำมาใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ บริษัท พรีโมเวิร์ล จำกัด (Primoworld) ได้เข้ามาเสริมศักยภาพองค์กรด้วยแพลตฟอร์ม CRM และ Omnichannel ที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจากทุกช่องทางเข้าสู่ระบบเดียว ทำให้องค์กรสามารถเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและยกระดับประสบการณ์การบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่การบริหารจัดการพื้นที่เมือง บริษัท อินฟิไลท์ จำกัด (Infilight) ได้นำเสนอระบบบริหารจัดการลานจอดรถอัจฉริยะที่ใช้ AI และระบบอัตโนมัติในการควบคุมการเข้า-ออก ช่วยลดความแออัดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ สอดประสานกับ บริษัท เนกซ์เทียร์ จำกัด (Nextere) ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เมืองคาร์บอนต่ำผ่านการพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบจัดการแบตเตอรี่อัจฉริยะ และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสำหรับเมืองอัจฉริยะ

นอกจากนี้ การบริหารจัดการเมืองในอนาคตยังต้องอาศัยข้อมูลเชิงพื้นที่ที่แม่นยำ บริษัท กราฟฟิตี้ เทคโนโลยี จำกัด (Graffity Technologies) จึงนำเทคโนโลยี AI และ Augmented Reality มาสร้างแผนที่สามมิติและ Digital Twin เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถจำลอง วิเคราะห์ และบริหารจัดการพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้กลายเป็นหัวใจสำคัญของภาคธุรกิจทั่วโลก บริษัท เวคิน (ประเทศไทย) จำกัด (Vekin) จึงพัฒนาแพลตฟอร์ม AI Carbon Auditor เพื่อช่วยองค์กรติดตามข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์และการดำเนินงานด้าน ESG แบบอัตโนมัติ เพิ่มความโปร่งใสและรองรับมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้น

สำหรับด้านการเดินทางและระบบขนส่งสาธารณะ บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (VIA Group) ได้นำเสนอแพลตฟอร์ม ViaBus ที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลการเดินทางแบบเรียลไทม์ พร้อมต่อยอดสู่โซลูชันสำหรับการบริหารจัดการระบบคมนาคมเมือง และปิดท้ายห่วงโซ่อุปทานด้วย บริษัท แซดพีเอส คอร์เปอเรชั่น จำกัด (ZPS Corporation) ที่นำ AI มาพัฒนาแพลตฟอร์ม ZUPPORTS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเอกสารโลจิสติกส์และการค้าระหว่างประเทศ ช่วยลดต้นทุนและความซับซ้อนของกระบวนการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน

เมื่อมองภาพรวม จะเห็นได้ว่าสตาร์ตอัปไทยเหล่านี้ไม่ได้พัฒนาเทคโนโลยีแบบแยกส่วน หากแต่กำลังร่วมกันสร้างระบบนิเวศของเมืองและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตั้งแต่การจัดการข้อมูล การบริหารพลังงาน การคมนาคม ความยั่งยืน ไปจนถึงการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของประเทศญี่ปุ่นที่กำลังเร่งขับเคลื่อน Smart City และ Carbon Neutral Society อย่างเต็มรูปแบบ

ปลดล็อกโอกาสทางธุรกิจด้วยโปรแกรม “Scale Up to Global: JAPAN”

เพื่อเร่งรัดการเติบโตและสร้างความพร้อมให้แก่ผู้ประกอบการไทยในการเจาะตลาดที่มีมาตรฐานสูงและซับซ้อนอย่างประเทศญี่ปุ่น สนช. จึงได้ริเริ่มโครงการเรือธงอย่าง “Scale Up to Global: JAPAN” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยที่มีศักยภาพสูง ให้สามารถขยายตลาดในญี่ปุ่น พร้อมสร้างโอกาสการจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชิงลึก ยกระดับนวัตกรรมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งทุนในระดับสากล

ความสำเร็จของโครงการ Scale Up to Global: JAPAN เกิดขึ้นจากการผสานกำลังกับหน่วยงานพันธมิตรระดับแนวหน้า ทั้งภาครัฐและเอกชนของญี่ปุ่นที่เข้ามาเติมเต็มลู่วิ่งการเติบโตในทุกมิติ ได้แก่

  • Leave a Nest: ขับเคลื่อนการเชื่อมโยงงานวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ช่วยสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการเข้าถึงเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญเชิงลึก
  • Fukuoka City: เมืองหลวงแห่งสตาร์ตอัปของญี่ปุ่นที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์และการจัดตั้งฐานธุรกิจ
  • Ibaraki Prefecture: ศูนย์กลางการวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ช่วยเปิดประตูสู่การร่วมทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

ภายใต้โครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ มี 5 สตาร์ตอัปไทย ที่ผ่านการคัดเลือกและเข้ามาเป็นตัวแทนสะท้อนว่านวัตกรรมสัญชาติไทยมีศักยภาพสูงและพร้อมเติบโตในตลาดสากล ได้แก่ บริษัท ทีไออี สมาร์ท โซลูชั่น จำกัด, บริษัท เวีย กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ไอบอทน้อย จำกัด, บริษัท อินโนไฟโตเทค จำกัด และ บริษัท อไลฟ์ลูป จำกัด

การผลักดันผ่านโครงการ Scale Up to Global: JAPAN ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกของ สนช. ที่กำลังเร่งเครื่องอย่างเต็มกำลังในการช่วยเหลือสตาร์ตอัปไทยให้สามารถขยายตลาดและความร่วมมือในต่างประเทศ โดย สนช. มุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีสู่โมเดลธุรกิจที่จับต้องได้ ปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมธุรกิจญี่ปุ่น ทลายกำแพงด้านกฎระเบียบต่างประเทศ และปักหมุดความสำเร็จในฐานะตัวจริงบนเวทีเทคโนโลยีระดับโลกได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

12

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก: เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก:

เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์

แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ “AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สตาร์ตอัปไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามกับตนเองว่า “เราจะสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกได้จริงหรือ?”

แต่บทสนทนาบนเวทีเสวนา “AI: The Invisible Architect of Future Industry” ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชวนให้มองอนาคตในอีกมุมหนึ่ง มุมที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งการแข่งขัน หากแต่เป็นสถาปนิกที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังออกแบบอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และศักยภาพของมนุษย์ในอนาคต

การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง อ.เชน-ดร.ยศชนัน รมว.อว. และ พีพี-ดร.พัทน์ MIT Media Lab ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพยากรมากที่สุด หรือมี AI ที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้คน และสร้างนวัตกรรมที่มีรากฐานจากจุดแข็งเฉพาะตัวของประเทศ

     จาก AI Substitution สู่ Intelligence Augmentation

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนกรอบคิดจาก “AI แทนที่มนุษย์” ไปสู่ “AI เสริมศักยภาพมนุษย์”

ในขณะที่โลกกำลังพยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทั้งการเข้าใจภาษา ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้คน แต่ในทางกลับกัน หลายองค์กรกลับออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้มนุษย์ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนไม่ต่างจากเครื่องจักร

โจทย์สำคัญของนวัตกรรมในอนาคตจึงไม่ใช่การสร้าง AI ที่ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่คือการออกแบบ AI ที่ช่วยให้มนุษย์คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น Digital Twin ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถสำรวจอนาคตของตนเองผ่านการจำลองตัวตนดิจิทัล หรือ AI Watchdog ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่ลดบทบาทของมนุษย์

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเริ่มต้นจากสิ่งที่ยังไม่มีใครเข้าใจ

อีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจจาก MIT Media Lab คือเรื่องราวของการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในยุคแรก

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน แนวคิดการใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอถูกมองว่าไม่มีอนาคต หลายคนตั้งคำถามถึงความสะอาด ความแม่นยำ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

แต่ในปัจจุบัน หน้าจอสัมผัสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่ามหาศาล

บทเรียนดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญของ DeepTech ว่า งานวิจัยที่เปลี่ยนโลกจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์รายได้ในวันพรุ่งนี้ หากแต่เกิดจากการมองเห็นปัญหาและโอกาสในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย หากต้องการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที

     ทางลัดของ DeepTech ไทย ไม่ใช่การทำทุกอย่างเอง

ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปสาย DeepTech คือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นกำลังประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือเงินลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างด้วยตนเองเสมอไป

บทบาทของภาครัฐในอนาคตคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม AI เครื่องมือวิจัย หรือเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่าย ความได้เปรียบไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่มาจากความสามารถในการเชื่อมโยงทรัพยากรและสร้างความร่วมมือที่เหมาะสม

เมื่อ Soft Power กลายเป็นสนามแข่งขันของ DeepTech ไทย

     หากประเทศไทยพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจด้าน AI ในสนามเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล โอกาสในการแข่งขันอาจมีข้อจำกัด

     แต่หากนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของประเทศ โอกาสใหม่ก็จะเกิดขึ้น

     แนวคิด HT-AI (Heritage, Technology, Art and Innovation) คือภาพสะท้อนของแนวทางดังกล่าว

     ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย การสร้างประสบการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือการพัฒนา Wellness Economy ที่ผสานข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และวิถีชีวิตแบบไทย ล้วนเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

     ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งที่ยากต่อการลอกเลียนแบบกลับเป็นบริบท วัฒนธรรม และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น

อนาคตไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่คน

     ประเด็นสำคัญที่สุดจากเวทีเสวนาอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของผู้คน

     อนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่เรามี หรือจำนวนโมเดล AI ที่เราสร้างขึ้น แต่ถูกกำหนดโดยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในโลกยุคดิจิทัล

     การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลอง การวิจัย การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Change Maker รุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด AI อาจไม่ได้มาแทนที่มนุษย์

แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ค้นพบศักยภาพของตนเองได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

และสำหรับสตาร์ตอัปไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “AI จะทำอะไรได้บ้าง”

แต่คือ “เราจะใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตแบบไหนให้กับประเทศและโลกใบนี้”

อ่านบทวิเคราะห์ เจาะลึกกระแส และสรุปบรรยากาศจากงานเสวนานี้เพิ่มเติมได้ที่: