IPT2026-002 Global Startup Hub 2026

29 สตาร์ตอัปไทย สู่โอกาสธุรกิจในตลาดโลกจาก Scale Up to Global 2026 

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026

29 สตาร์ตอัปไทย สู่โอกาสธุรกิจในตลาดโลก จาก Scale Up to Global 2026

การสร้างสตาร์ตอัปศักยภาพสูงในประเทศไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเติบโต แต่โจทย์สำคัญกว่าคือ ทำอย่างไรให้ธุรกิจเหล่านี้สามารถก้าวออกจากตลาดไทย ไปแข่งขัน สร้างรายได้ และเติบโตในตลาดโลกได้จริง

นี่คือแนวคิดสำคัญของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในการขับเคลื่อนโครงการ Scale Up to Global 2026 ซึ่งมองการขยายตลาดต่างประเทศมากกว่าการพาสตาร์ตอัปไปออกงานหรือพบปะคู่ค้า แต่เป็นกระบวนการสร้างความพร้อมตั้งแต่การเข้าใจตลาด การค้นหาพันธมิตร การตรวจสอบความต้องการของลูกค้า การทดลองใช้เทคโนโลยี ไปจนถึงการพัฒนาโครงการร่วม การลงทุน และการวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

ตลอดโครงการ มีสตาร์ตอัปไทย 29 บริษัท เข้าร่วมพัฒนาศักยภาพเพื่อขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ ครอบคลุมตั้งแต่ AI และข้อมูลดิจิทัล สุขภาพ พลังงานและสิ่งแวดล้อม อาหาร เทคโนโลยีเชิงลึก ไปจนถึงโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ และการเงิน

แม้แต่ละบริษัทจะมีเทคโนโลยีและโจทย์ทางธุรกิจแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายร่วมกัน คือการนำความสามารถที่พัฒนาจากประเทศไทยไปตอบโจทย์ของตลาดและอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

เมื่อ AI และดิจิทัลเปลี่ยนจาก “เทคโนโลยี” สู่โครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

หนึ่งในกลุ่มที่มีศักยภาพในการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว คือสตาร์ตอัปด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัล เนื่องจากโซลูชันจำนวนมากสามารถนำไปปรับใช้กับองค์กรในหลายประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ทั้งหมดตั้งแต่ต้น

BOTNOI พัฒนาแพลตฟอร์ม Enterprise AI Agent สำหรับงานบริการลูกค้า การขาย และการดำเนินงานขององค์กร ครอบคลุมทั้ง Voicebot, Chatbot, Digital Human และ AI Knowledge/RAG รองรับหลายภาษาและเชื่อมต่อกับระบบองค์กร ขณะที่ Guardian AIพัฒนา AI CoWorker ที่สามารถเข้าใจเป้าหมาย เชื่อมโยงข้อมูล และทำงานหลายขั้นตอนร่วมกับระบบขององค์กร ตั้งแต่งานขาย บริการลูกค้า บัญชี การตลาด ไปจนถึงงานปฏิบัติการ

ด้านโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล Wang Data Market ให้บริการจัดเก็บและทำ Data Labeling สำหรับเทคโนโลยีระดับลึก พร้อมพัฒนาโมเดล Data-as-a-Service เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI และระบบเมืองอัจฉริยะ โดยมีทิศทางขยายธุรกิจในเอเชียตะวันออก

ขณะที่ Wisesight นำข้อมูลจากสื่อสังคมออนไลน์มาวิเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงลึกสำหรับการตัดสินใจทางธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการวางกลยุทธ์และสร้างโอกาสทางธุรกิจในตลาดใหม่ได้

ในด้านการตลาดดิจิทัล PRIMO พัฒนาระบบ Loyalty CRM และโซลูชันทางการตลาดที่ใช้AI ช่วยให้แบรนด์บริหารข้อมูลลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ และออกแบบประสบการณ์เฉพาะบุคคล ส่วน SABLE พัฒนา Agentic AI Marketing Cloud และ CDP ที่รวมข้อมูลลูกค้าจากหลายช่องทาง วิเคราะห์พฤติกรรมแบบเรียลไทม์ และสร้างการสื่อสารแบบอัตโนมัติ

อีกหนึ่งโซลูชันด้านข้อมูลลูกค้าคือ PAM Real CDP ซึ่งรวมข้อมูลจากหลายจุดสัมผัสเข้าสู่มุมมองลูกค้าเดียว เพื่อทำ Customer Segmentation, Personalized Journeys, Marketing Automation และ Omnichannel Engagement

ด้านค้าปลีก AIYA นำ AI และระบบตรวจจับตำแหน่งลูกค้ามาใช้กับพื้นที่ค้าปลีก เชื่อมข้อมูลผู้ที่อยู่ในพื้นที่เข้ากับโปรโมชั่น ระบบขาย และ CRM เพื่อเปลี่ยนข้อมูลจากหน้าร้านให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ที่วัดผลได้

ส่วน VIA GROUP หรือ ViaBus พัฒนาแพลตฟอร์มขนส่งสาธารณะด้วย AI แบบเรียลไทม์ ทั้งสำหรับผู้โดยสารและผู้ประกอบการ ปัจจุบันมีผู้ใช้งานมากกว่า 10 ล้านคนใน 4 ประเทศ พร้อมระบบจอข้อมูลการเดินทางและระบบบริหารจัดการการขนส่งสำหรับองค์กร

ในกลุ่มโซลูชันสำหรับภาคธุรกิจ HORGA หรือ Horganice พัฒนาระบบบริหารจัดการหอพัก ตลาดนัด และพื้นที่ให้เช่า ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสถานะการเช่า การออกบิล เอกสารทางบัญชี ไปจนถึงการจัดทำรายงาน ช่วยให้การบริหารอสังหาริมทรัพย์และพื้นที่เช่ามีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีเป้าหมายขยายโซลูชันไปยังตลาดต่างประเทศ

ขณะที่ PRAIN FINTECH หรือ ChillPay พัฒนาแพลตฟอร์มด้านการชำระเงินดิจิทัลและPayment Gateway ที่ได้รับใบอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย สะท้อนอีกมิติของเทคโนโลยีไทยที่สามารถขยายไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและการค้าข้ามพรมแดน

ภาพรวมของกลุ่มนี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตของ AI แต่แสดงให้เห็นการขยับของเทคโนโลยีดิจิทัลไทยจากเครื่องมือเฉพาะด้าน ไปสู่ โครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้องค์กรทำธุรกิจได้ดีขึ้นในตลาดต่างประเทศ

HealthTech จากการรักษา สู่การดูแลสุขภาพข้ามพรมแดน

HealthTech เป็นอีกกลุ่มที่มีโอกาสขยายตลาด เนื่องจากหลายประเทศกำลังเผชิญโจทย์ร่วมกัน ทั้งสังคมสูงวัย การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ การเพิ่มขึ้นของโรคเรื้อรัง และความต้องการลดภาระของระบบสาธารณสุข

PERCEPTRA พัฒนา Inspectra AI แพลตฟอร์มวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ที่ผ่านการฝึกด้วยภาพมากกว่า 3 ล้านภาพ ครอบคลุมภาพเอกซเรย์ปอด เต้านม สมอง และจอประสาทตา พร้อมเชื่อมต่อกับระบบโรงพยาบาลเดิม และมีทิศทางขยายตลาดในภูมิภาค

PRECISION DIETZ หรือ Dietz.asia พัฒนา Telemedicine และระบบติดตามผู้ป่วยระยะไกลที่ใช้ AI เชื่อมโยงโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ และผู้ป่วย สามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์ทางการแพทย์ ระบบ AI และระบบสารสนเทศของโรงพยาบาล เพื่อรองรับการใช้งานในระบบสาธารณสุขและตลาดอาเซียน

ด้านการดูแลผู้สูงอายุ TECH CARE SYSTEM พัฒนาไม้เท้าอัจฉริยะที่สามารถตรวจวัดสัญญาณชีพ ตรวจจับการล้ม มีปุ่ม SOS รวมถึง GPS และ GSM โดยออกแบบและผลิตทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์โดยทีมไทย

ขณะที่ SATI พัฒนา AI สำหรับโรงพยาบาล ช่วยสรุปเวชระเบียน เข้ารหัส ICD และตรวจสอบความถูกต้องก่อนส่งเบิก เพื่อลดภาระของบุคลากรและลดปัญหาการเรียกเก็บค่ารักษาที่ไม่ครบถ้วน โดยมีเป้าหมายขยายสู่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

RAVIS TECHNOLOGY พัฒนาระบบจัดการเอกสารคุณภาพและคลังความรู้สำหรับโรงงานผลิตเครื่องมือแพทย์ เครื่องสำอาง อาหาร และยา โดยรวมกระบวนการ สูตร และมาตรฐานการทำงานไว้ในระบบเดียว และมีทิศทางขยายสู่ประเทศในภูมิภาค

ส่วน HEAL AND SOUL TECHNOLOGY ผสานการวิเคราะห์คลื่นสมอง EEG แบบเรียลไทม์กับ VR เพื่อสร้างประสบการณ์ด้านสุขภาพจิตและระบบประสาทที่สามารถวัดผลได้ ปัจจุบันผ่านการพิสูจน์ในโรงพยาบาล และกำลังขยายการใช้งานไปสู่โรงแรม ศูนย์สุขภาพ และโปรแกรมสุขภาพพนักงานในไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกหนึ่งบริษัทที่ช่วยขยายการเข้าถึงบริการสุขภาพคือ ARINCARE ซึ่งพัฒนาแพลตฟอร์ม e-Pharmacy เชื่อมเภสัชกร บริษัทยา และระบบขนส่ง พร้อมบริการ Telepharmacy สำหรับให้คำปรึกษาผู้ป่วยผ่านระบบออนไลน์

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า HealthTech ไทยกำลังขยายขอบเขตจากอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีเพื่อการรักษา ไปสู่ระบบที่เชื่อมโยงการวินิจฉัย การติดตามผู้ป่วย การบริหารโรงพยาบาล การดูแลผู้สูงอายุ และการเข้าถึงยา

ClimateTech และ EnergyTech เมื่อโจทย์สิ่งแวดล้อมกลายเป็นตลาดโลก

ปัญหาพลังงานและสิ่งแวดล้อมเป็นโจทย์ร่วมของหลายประเทศ ทำให้เทคโนโลยีที่สามารถช่วยลดต้นทุน ลดการใช้พลังงาน ลดของเสีย หรือบริหารจัดการคาร์บอน มีโอกาสเข้าสู่ตลาดโลกได้จากความต้องการที่เกิดขึ้นจริง

NICHA CARBON CAPTURE พัฒนาเทคโนโลยีดักจับและใช้ประโยชน์จาก CO₂ จากภาคอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนเป็นสารละลายคาร์บอเนตสำหรับบำบัดน้ำเสีย วัสดุก่อสร้าง การฟื้นฟูดิน และการกักเก็บคาร์บอนแบบถาวร พร้อมเป้าหมายขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

GEPP SA-ARD ใช้ IoT และระบบชั่งน้ำหนักอัจฉริยะเพื่อเก็บข้อมูลขยะและวัสดุรีไซเคิลแบบอัตโนมัติ เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม GEPP เพื่อคำนวณการลดก๊าซเรือนกระจกและจัดทำรายงาน ESG และ EPR

ด้านการจัดการพลังงาน TIE SMART SOLUTIONS พัฒนา T-CON แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับเชื่อมต่อ วิเคราะห์ และควบคุมระบบปรับอากาศ ระบบน้ำเย็น และการใช้พลังงานในอาคาร โรงงาน และโรงไฟฟ้า พร้อมระบบติดตามและตรวจวัดผลการประหยัดพลังงาน

ENERGY RESPONSE พัฒนา BODA Platform ที่นำข้อมูลพลังงานและข้อมูลอาคารที่กระจัดกระจายมาวิเคราะห์ด้วย AI และเชื่อมโยงกับทีมปฏิบัติการ เพื่อเปลี่ยนการบริหารพลังงานจากการแก้ปัญหาเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การคาดการณ์ล่วงหน้า เพิ่มประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ ผลิตภาพ และความปลอดภัย

ขณะที่ VEKIN ใช้ AI และบล็อกเชนเพื่อเปลี่ยนข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่นำไปใช้วางแผนลดการปล่อยได้จริง เชื่อมโยงความต้องการด้านความยั่งยืนเข้ากับการบริหารจัดการในระดับอุตสาหกรรม

ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน ALIVE LOOP พัฒนา FOILYMER™ ซึ่งเปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์หลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากให้เป็นเม็ดพลาสติกหมุนเวียนสำหรับพาเลท บรรจุภัณฑ์ขนส่ง และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม

ส่วน RIFFAI นำดาวเทียมและ AI มาใช้ติดตามการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมระบบควบคุมและบริหารงานจากระยะไกลสำหรับภาคพลังงาน สิ่งแวดล้อม และภารกิจที่ต้องการข้อมูลแบบเรียลไทม์

เทคโนโลยีเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ClimateTech และ EnergyTech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นตลาดใหม่ที่เชื่อมโยงกับต้นทุน ประสิทธิภาพ ความเสี่ยง และความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

DeepTech ที่สร้างตลาดใหม่จากเทคโนโลยีเฉพาะทาง

ความน่าสนใจอีกด้านของสตาร์ตอัปไทยคือเทคโนโลยีที่อาศัยความเชี่ยวชาญเฉพาะทางและไม่สามารถเลียนแบบได้ง่าย

MUI ROBOTICS พัฒนาเทคโนโลยีที่ทำให้เครื่องจักรสามารถรับรู้และวิเคราะห์กลิ่นและรสชาติ โดยผสานเซนเซอร์ ฮาร์ดแวร์ และ AI เพื่อเปลี่ยนข้อมูลทางเคมีให้เป็นข้อมูลที่นำไปใช้ได้แบบเรียลไทม์ ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหาร สิ่งแวดล้อม และการแพทย์

การขยายตลาดของ DeepTech จึงไม่ได้เริ่มจากคำถามเพียงว่า “จะนำสินค้าไปขายที่ไหน” แต่ต้องเริ่มจากการค้นหาว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาเฉพาะด้านใดในตลาดโลก และใครคือพันธมิตรที่สามารถช่วยนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้งานจริง

FoodTech จากนวัตกรรมอาหารไทย สู่ตลาดสุขภาพระดับโลก

ในกลุ่ม FoodTech นวัตกรรมกำลังเชื่อมโยงอาหารเข้ากับสุขภาพ โภชนาการ และความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

INNOPHYTOTECH หรือ SweetRevolution พัฒนาเทคโนโลยีเอนไซม์ที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสในวัตถุดิบธรรมชาติให้เป็นพรีไบโอติก FOS ช่วยลดน้ำตาลในอาหารและเครื่องดื่มโดยยังคงรสชาติ กลิ่น สี และคุณลักษณะของวัตถุดิบเดิม

VTK INNO GROUP หรือ Haruna พัฒนาพรีไบโอติก RS3 จากธรรมชาติ เพื่อช่วยปรับสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้และลดอาการท้องผูก โดยมีผลงานวิจัยทางคลินิกรองรับ

ส่วน NERAMIT FOODTECH หรือ Whale Rice พัฒนา “ข้าวที่ไม่ใช่ข้าว” จากโปรตีนปลาและไฟเบอร์จากสาหร่าย ให้มีลักษณะและเนื้อสัมผัสใกล้เคียงข้าว แต่มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างออกไป

ทั้งสามบริษัทสะท้อนโอกาสของ FoodTech ไทยในการเชื่อมโยงกับตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งไม่ได้แข่งขันกันเพียงที่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่แข่งขันด้วยเทคโนโลยี วัตถุดิบ งานวิจัย และความสามารถในการตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

29 บริษัท กับเส้นทางสู่ตลาดโลกที่แตกต่างกัน

เมื่อมองสตาร์ตอัปทั้ง 29 บริษัทพร้อมกัน จะเห็นชัดว่าเส้นทางสู่ตลาดโลกไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงรูปแบบเดียว

สตาร์ตอัปบางกลุ่มสามารถขยายผ่านซอฟต์แวร์และแพลตฟอร์ม เช่น BOTNOI, Guardian AI, PRIMO, SABLE, PAM Real CDP, Wisesight, AIYA, Horganice และ ChillPay ซึ่งสามารถนำโซลูชันไปปรับใช้กับลูกค้าในประเทศใหม่ได้ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้ ระบบกฎหมาย และรูปแบบธุรกิจของตลาดปลายทาง

บางบริษัทต้องอาศัยพันธมิตรและระบบนิเวศในประเทศเป้าหมาย เช่น VIA GROUP, PERCEPTRA, Dietz.asia, SATI และ ARINCARE เพราะการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงต้องเชื่อมโยงกับโรงพยาบาล ผู้ให้บริการขนส่ง หน่วยงานรัฐ หรือผู้ประกอบการในแต่ละประเทศ

ขณะที่ NICHA CARBON CAPTURE, VEKIN, TIE SMART, ENERGY RESPONSE, GEPP และ ALIVE LOOP ต้องพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพทางเทคนิค ความคุ้มค่าทางธุรกิจ และความเหมาะสมกับโครงสร้างพื้นฐานของตลาดปลายทาง

ส่วน MUI ROBOTICS, SweetRevolution, Haruna และ Whale Rice สะท้อนเส้นทางของเทคโนโลยีเฉพาะทางที่ต้องอาศัยทั้งการพิสูจน์เทคโนโลยี งานวิจัย มาตรฐาน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม

ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้การพาสตาร์ตอัปออกไปต่างประเทศไม่สามารถใช้วิธีเดียวกับทุกบริษัทได้ แต่ต้องออกแบบเส้นทางให้สอดคล้องกับความพร้อมของเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ และลักษณะของตลาดเป้าหมาย

Business Matching ไม่ใช่แค่การพบกัน แต่คือการทดสอบตลาด

ด้วยเหตุนี้ Business Matching จึงมีความสำคัญมากกว่าการสร้างจำนวนการพบปะ

การพูดคุยกับ Corporate นักลงทุน หรือพันธมิตรในต่างประเทศ เป็นโอกาสให้สตาร์ตอัปตรวจสอบว่าโจทย์ที่กำลังแก้ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ ลูกค้ายินดีจ่ายหรือไม่ เทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้หรือไม่ และมีโอกาสพัฒนาไปสู่การทดลองใช้ การทำโครงการร่วม หรือการซื้อขายเชิงพาณิชย์ได้หรือไม่

สำหรับสตาร์ตอัปบางราย ผลลัพธ์อาจเป็นการได้ลูกค้าใหม่ ขณะที่บางรายอาจนำไปสู่ PoCหรือ Pilot บางรายอาจพัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ การลงทุน หรือการจัดตั้งบริษัทในประเทศเป้าหมาย

ดังนั้น คุณค่าของ Business Matching จึงไม่ได้อยู่ที่จำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการพบกัน

จาก Scale Up to Global สู่ Business Impact

ตลอดการขับเคลื่อน Scale Up to Global 2026 NIA ทำหน้าที่เชื่อมต่อสตาร์ตอัปไทยกับตลาดต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายพันธมิตรใน 6 ประเทศ ได้แก่ ฮ่องกง ญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ รวมถึงหน่วยงานและเครือข่ายสำคัญ อาทิ HKSTP, Cyberport, InvestHK, HKTDC, JETRO, Startup City Fukuoka, Leave a Nest, Ibaraki Prefecture และ e27 ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ

ผลลัพธ์จึงไม่ได้วัดเพียงจำนวนกิจกรรมหรือจำนวนผู้เข้าร่วม แต่เริ่มเห็นการขยับจาก Activity ไปสู่ Business Impact

มีสตาร์ตอัปไทยมากกว่า 30 บริษัทได้รับโอกาสขยายตลาดต่างประเทศ เกิด Business Matching มากกว่า 100 คู่ และมีสตาร์ตอัปมากกว่า 8 บริษัทที่เริ่มจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ

โดยเฉพาะการจัดตั้งบริษัทในต่างประเทศ เป็นสัญญาณที่สะท้อนมากกว่าการไปสำรวจตลาด เพราะหมายถึงการตัดสินใจที่จะลงทุนทรัพยากร สร้างทีม และวางรากฐานเพื่อทำธุรกิจในตลาดนั้นอย่างจริงจัง

เส้นทางของสตาร์ตอัปไทยจึงกำลังเปลี่ยนจากการเดินทางออกไปพบตลาด ไปสู่การทำความเข้าใจตลาดและทดสอบความต้องการของลูกค้า ก่อนต่อยอดสู่การทดลองใช้จริง การพัฒนาโครงการร่วม และการทำธุรกิจในตลาดเป้าหมาย

Business Matching จึงไม่ได้จบลงที่การพบปะ แต่สามารถพัฒนาไปสู่ความร่วมมือและข้อตกลงทางธุรกิจ การนำเสนอธุรกิจไม่ได้มุ่งเพียงสร้างการรับรู้ แต่สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสด้านการลงทุน ขณะที่การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศไม่ได้หยุดอยู่ที่การทดลองตลาดระยะสั้น แต่ต้องนำไปสู่การขยายธุรกิจและสร้างฐานการดำเนินงานในตลาดนั้นอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ NIA เป้าหมายของ Scale Up to Global จึงไม่ใช่เพียงการทำให้สตาร์ตอัปไทย “ออกไปต่างประเทศ” แต่คือการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้เทคโนโลยีไทยค้นหาตลาดที่เหมาะสม พบพันธมิตรที่ใช่ พิสูจน์การใช้งานจริง และเปลี่ยนโอกาสเหล่านั้นให้กลายเป็นการเติบโตทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง

เพราะการไปตลาดโลกไม่ได้จบลงเมื่อสตาร์ตอัปเดินทางกลับประเทศไทย หากแต่ความสำเร็จที่แท้จริงคือการที่ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อในตลาดนั้นได้ด้วยตัวเอง มีลูกค้า มีรายได้ มีพันธมิตร และมีโอกาสขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุดแล้ว การสร้างสตาร์ตอัประดับโลกไม่ได้หมายถึงเพียงการพาธุรกิจไทยออกไปให้โลกได้รู้จัก แต่คือการสร้างธุรกิจที่สามารถยืนอยู่ในตลาดโลกได้จริง และเติบโตจากตลาดโลกกลับมาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

47_0

Global Startup Hub 2026 จาก 30 สตาร์ตอัป สู่ 60+ Matchingและ 6 PoC เมื่อการเติบโตต้องพิสูจน์ได้ในตลาดจริง 

47_0

Global Startup Hub 2026 จาก 30 สตาร์ตอัป สู่ 60+ Matching และ 6 PoC เมื่อการเติบโตต้องพิสูจน์ได้ในตลาดจริง

สำหรับสตาร์ตอัป การมีเทคโนโลยีที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าเทคโนโลยีนั้นจะเติบโตได้ทันที เพราะโจทย์สำคัญที่ตามมาคือ ใครคือลูกค้า ปัญหาที่กำลังแก้คืออะไร และตลาดพร้อมที่จะนำเทคโนโลยีนั้นไปใช้จริงหรือไม่

นี่คือโจทย์ที่ Startup Thailand 2026: Global Startup Hub โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ให้ความสำคัญ โดยนำ 30 สตาร์ตอัปจากหลากหลายอุตสาหกรรมเข้ามาอยู่ในกระบวนการพัฒนาที่ไม่ได้มองเพียงเรื่อง Technology แต่ให้ความสำคัญกับ เป้าหมายการเติบโต การเข้าถึงตลาด และการทดสอบโอกาสทางธุรกิจ

สิ่งที่น่าสนใจของโครงการในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงจำนวน 30 บริษัท แต่คือการพยายามตอบคำถามว่า เมื่อสตาร์ตอัปมีเทคโนโลยีแล้ว จะพาเทคโนโลยีนั้นไปเจอตลาดและเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้อย่างไร

เริ่มต้นด้วย OKR เพื่อให้การเติบโตมี “เป้าหมาย” ไม่ใช่เพียง “กิจกรรม”

ก่อนที่จะไปพบลูกค้าหรือพันธมิตรทางธุรกิจ สตาร์ตอัปจำเป็นต้องรู้ก่อนว่าตัวเองต้องการเติบโตไปในทิศทางใด

Global Startup Hub จึงนำ OKR (Objectives and Key Results) มาใช้ตั้งแต่ช่วงต้นของโครงการ ผ่าน OKR Workshop เพื่อให้แต่ละบริษัทกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถติดตามผลได้

ประเด็นสำคัญคือ OKR ไม่ได้ถูกใช้เพียงเพื่อกำหนดตัวเลข แต่ช่วยให้สตาร์ตอัปมองเห็นว่า สิ่งที่ต้องทำต่อจากนี้คืออะไร และกิจกรรมแต่ละขั้นจะช่วยให้เข้าใกล้เป้าหมายทางธุรกิจได้อย่างไร

บางบริษัทอาจต้องการลูกค้าองค์กรรายแรก บางบริษัทต้องการขยายตลาด บางบริษัทต้องการ Partner เพื่อพัฒนา PoC ขณะที่บางบริษัทอาจต้องการ Investor หรือพันธมิตรที่จะช่วยให้สามารถ Scale ได้เร็วขึ้น

เมื่อเป้าหมายแตกต่างกัน การเข้าสู่ Business Matching จึงไม่ใช่การพาสตาร์ตอัปไปพบองค์กรจำนวนมากที่สุด แต่คือการ หาคู่ที่ตรงกับโจทย์การเติบโตของแต่ละบริษัท

นี่ทำให้ OKR กลายเป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญ เพราะช่วยให้การ Mentoring, Business Matching และ PoC ในขั้นต่อไปมีทิศทางเดียวกัน และทำให้สตาร์ตอัปเห็นภาพว่าการเข้าร่วมโครงการจะนำไปสู่ผลลัพธ์อะไร

30 สตาร์ตอัป กับเทคโนโลยีที่กำลังเข้าไปตอบโจทย์ธุรกิจจริง

จากทั้ง 30 บริษัทที่ผ่านเข้าร่วมโครงการ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เทคโนโลยีไม่ได้อยู่แยกออกจากภาคธุรกิจ แต่กำลังเข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานที่หลากหลาย ตั้งแต่การผลิต การค้าปลีก การก่อสร้าง การบริหารอาคาร การจัดการพลังงาน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการเดินทางและบริการสำหรับผู้บริโภค

กลุ่ม AI & IoT กำลังขยับจากการเป็นเครื่องมือทดลอง ไปสู่การใช้งานเฉพาะด้านมากขึ้น

Dynamic Intelligence Asia (DIA) พัฒนา DUSCAP เพื่อช่วยทีมที่ไม่มีพื้นฐานด้าน Coding สร้าง Application สำหรับงานในภาคการผลิตและค้าปลีก ขณะที่ SIONIC AI พัฒนา STORM Platform สำหรับองค์กรที่ต้องการออกแบบและบริหาร Generative AI Agents จากข้อมูลภายในของตัวเอง

ขณะที่ PIASPACE นำ Vision-Language Model มาใช้กับ CCTV เพื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ผิดปกติแบบ Real-time ส่วน BOT AND LIFE นำ AI มาใช้สร้าง Avatar และ Voice สำหรับการสื่อสารขององค์กร

ในด้าน Operations THAICLOUD PAC หรือ Packiko ใช้ AI ช่วยจัดการ Order และ Fulfillment ส่วน FLO AINO เชื่อม AIoT และ Physical AI เข้ากับ Learning Platform ขณะที่ The MagicWand AI ใช้ AI ช่วยบริหารโฆษณาดิจิทัลตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการติดตามผล

ส่วน REEZLIVE นำ AI ไปใช้กับระบบ Live Streaming และ Real-time Beauty Enhancement ขณะที่ PRIMO WORLD ใช้ AI Assistant สนับสนุน CRM และ Marketing Automation

อีกสองบริษัทคือ DAY ONE TECH หรือ Scamtify ที่นำ Data Intelligence มาใช้กับ CrimeTech และ UPSIGHT ที่ใช้ Multimodal AI วิเคราะห์ข้อมูลจากภาพหน้างานก่อสร้างและเชื่อมต่อกับ BIM

เมื่อมองทุกบริษัทพร้อมกัน จุดที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ “AI ทำอะไรได้บ้าง” แต่คือ AI กำลังถูกออกแบบให้เข้าไปแก้ปัญหาเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม

นี่เป็นโจทย์สำคัญของการนำ AI ไปใช้ในองค์กร เพราะเทคโนโลยีจะมีคุณค่ามากขึ้นเมื่อสามารถเชื่อมกับข้อมูล ระบบ และกระบวนการทำงานที่มีอยู่จริง

ส่วนกลุ่ม  IoT แสดงให้เห็นอีกด้านของการนำ Technology ไปใช้ในภาคธุรกิจ อย่าง MERLINIUM ใช้ Sensor และ AI ตรวจจับความผิดปกติของเครื่องจักรในอาคารและโรงงาน เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถวางแผนบำรุงรักษาก่อนเกิดปัญหา ขณะที่ YINGYONG SMART BIZ หรือ Tiger Cashbox เชื่อม Smart Deposit Machine เข้ากับ SaaS เพื่อช่วยบริหารจัดการเงินสด สะท้อนว่า IoT ไม่ได้มีคุณค่าเพียงการเก็บข้อมูล แต่ต้องตอบต่อให้ได้ว่า ข้อมูลนั้นช่วยให้ธุรกิจตัดสินใจได้ดีขึ้นอย่างไร

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ตลาดเฉพาะทาง เช่น PetTech โดย DEEMMI PETหรือ Pettagu ซึ่งพัฒนา Platform สำหรับจัดการข้อมูลตัวตนและสุขภาพสัตว์เลี้ยงผ่านNFC/QR Smart Tag พร้อม Application และ AI สำหรับช่วยประเมินอาการเบื้องต้น

Climate Tech กำลังเปลี่ยนโจทย์จาก “ลดผลกระทบ” สู่ “ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ”

อีกกลุ่มที่โดดเด่นคือ Climate Tech, Sustainability และ Agri-climate ซึ่งมีความหลากหลายตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง การจัดการอาหารและขยะ ไปจนถึง Carbon Capture และการเกษตร

P&P Partners หรือ VIDENVAREN+ พัฒนาวัสดุฉนวนที่ช่วยควบคุมอุณหภูมิและลดการใช้พลังงาน ขณะที่ LightBlue Environmental Consulting ใช้ FIT Tech ติดตาม Food Waste เพื่อให้ธุรกิจอาหารและโรงแรมสามารถมองเห็นปริมาณของเสียและนำข้อมูลไปลดต้นทุนได้

GEPP SA-ARD นำ IoT มาช่วยจัดการขยะและข้อมูล ESG รวมถึง Carbon Scope 3 ขณะที่ CHALUPAS&CO. พัฒนาวัสดุทางเลือกจากเศษวัสดุการเกษตร และ ALIVE LOOP นำพลาสติกหลายชั้นที่รีไซเคิลได้ยากกลับมาเพิ่มมูลค่าเป็นวัสดุสำหรับบรรจุภัณฑ์และอุตสาหกรรม

ในภาคอาคาร ALTOTECH GLOBAL ใช้ข้อมูลเพื่อบริหารระบบระบายอากาศและน้ำให้ใช้พลังงานน้อยลง ส่วน EKOBLOK พัฒนาบล็อกก่อสร้างจากแกลบที่ผ่านการ Upcycleพร้อมเพิ่มคุณสมบัติด้านการกันความร้อนและเสียง

ขณะเดียวกัน KYN PARTNERS พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยยืดอายุความสดของดอกไม้NICHA CCUS พัฒนาเทคโนโลยี Carbon Capture สำหรับภาคอุตสาหกรรม TONSON MORTAR นำ Industrial Waste มาพัฒนาวัสดุ Self-Leveling และ LOCOL พัฒนาสารเสริมอาหารสัตว์จากสารสกัดเปลือกโกโก้ที่มุ่งช่วยลด Methane Emission และเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยงสัตว์

ส่วน SIAM INNOVATE SOLUTIONS พัฒนา Air Flow Block ที่ใช้หลักการ Convection เพื่อช่วยลดความร้อนและการใช้พลังงานในอาคาร

เมื่อดูภาพรวมจะเห็นว่า Sustainability ในวันนี้ไม่ได้ถูกวางแยกออกจากเรื่องธุรกิจ แต่กำลังถูกนำมาเชื่อมกับ ต้นทุน ประสิทธิภาพ การใช้ทรัพยากร และข้อกำหนดใหม่ของตลาด

นี่ทำให้ Climate Tech มีโอกาสเข้าไปอยู่ใน Supply Chain ขององค์กรได้มากขึ้น เพราะโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจทางธุรกิจ

Energy และ Mobility: เทคโนโลยีที่กำลังสร้างระบบใหม่ให้กับอุตสาหกรรม

ด้าน Energy Tech ที่สะท้อนโจทย์คนละด้านของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

COSMOS LAB พัฒนา Aqueous Zinc-Metal Battery สำหรับการกักเก็บพลังงาน ขณะที่ ESSCO CORPORATION พัฒนา SEMPLY Platform ที่เชื่อมระบบบริหารพลังงานและการควบคุมอาคาร/โรงงาน โดยสามารถบริหาร Solar PV, BESS, EV Charger และ HVAC ได้

สิ่งที่เห็นคือ Energy Tech ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การสร้างแหล่งพลังงานใหม่ แต่รวมถึงการทำให้พลังงานที่มีอยู่สามารถ จัดเก็บ บริหาร และใช้งานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขณะที่ EV & Mobility มี Qres Group ซึ่งพัฒนา Engineering-as-a-Service และ R&D สำหรับชิ้นส่วน EV, Robotics และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และ Venture Lab หรือ ThaiGo ซึ่งพัฒนา Day Pass Platform สำหรับบริการด้านการเดินทางและ Mobility

แม้จะอยู่คนละส่วนของตลาด แต่ทั้งสองบริษัทสะท้อนภาพเดียวกันว่า Mobility กำลังขยายออกจากเรื่อง “ยานพาหนะ” ไปสู่ทั้ง Engineering, Technology และ Digital Services

การมีเทคโนโลยีที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การนำไปทดสอบกับตลาดจริงคือบทพิสูจน์ที่แท้จริง

เมื่อสตาร์ตอัปมี Technology และกำหนดเป้าหมายการเติบโตผ่าน OKR แล้ว ขั้นต่อไปคือการนำเทคโนโลยีไปทดสอบกับตลาดจริง โดย Business Matching มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมสตาร์ตอัปเข้ากับองค์กรและพันธมิตรจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่อให้แต่ละบริษัทได้เห็นว่าเทคโนโลยีของตนสามารถตอบโจทย์ทางธุรกิจได้มากน้อยเพียงใด ทั้งในแง่ของปัญหาที่ต้องการแก้ ความพร้อมในการนำไปทดลองใช้ การปรับเทคโนโลยีให้เข้ากับระบบขององค์กร ตลอดจนโอกาสในการพัฒนาความร่วมมือในระยะต่อไป ดังนั้น Matching ที่ดีจึงไม่ได้วัดจากจำนวนการนัดหมายเพียงอย่างเดียว แต่ควรนำไปสู่บทสนทนาและโอกาสที่สามารถเดินหน้าต่อได้ โดย Global Startup Hub 2026 มีการจับคู่ทางธุรกิจกว่า 60 ครั้ง กับองค์กรและพันธมิตร อาทิ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, TPG (Tripetch), Central Retail, PTT, บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน), PTG Energy, MAX Venture, Thai Oil, Kubota และ AIS  สำหรับ 30 สตาร์ตอัปในโครงการ การจับคู่เหล่านี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเทคโนโลยีออกจากพื้นที่การพัฒนา ไปพบกับความต้องการ ข้อจำกัด และรูปแบบการทำงานของลูกค้าจริง ก่อนพัฒนาไปสู่ขั้นตอน PoC ซึ่งในโครงการเกิดขึ้นร่วมกับองค์กรกว่า 6 บริษัท เพื่อทดสอบว่าเทคโนโลยีสามารถทำงานได้จริงภายใต้บริบทขององค์กร ทั้งระบบ ข้อมูล และกระบวนการทำงานที่มีอยู่ หากผลการทดลองเป็นไปได้ดี ความร่วมมือก็สามารถต่อยอดไปสู่การซื้อขาย การทำสัญญา การร่วมพัฒนา หรือการขยายไปยังหน่วยงานอื่นได้

เมื่อมองทั้ง 30 สตาร์ตอัป จะเห็นความหลากหลายของ Technology ตั้งแต่ AI, IoT, วัสดุและเทคโนโลยีด้าน Climate Tech, Carbon Capture, Energy Tech, Battery ไปจนถึง EV และMobility แต่สิ่งที่เชื่อมโยงทุกบริษัทเข้าด้วยกันคือความพยายามตอบคำถามเดียวกันว่า เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาด และสามารถนำไปใช้จริงได้มากเพียงใด นี่จึงเป็นเหตุผลที่การกำหนด OKR ตั้งแต่ต้นโครงการมีความสำคัญ เพราะช่วยให้แต่ละสตาร์ตอัปมีเป้าหมายการเติบโตที่ชัดเจน และสามารถใช้เป้าหมายนั้นเป็นทิศทางในการพัฒนาเทคโนโลยี การหาพันธมิตร การเข้าถึงลูกค้า และการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่ Business Matching ทำหน้าที่นำเป้าหมายดังกล่าวไปทดสอบกับตลาด และ PoC ช่วยยืนยันความเป็นไปได้ในการใช้งานจริง ก่อนที่แต่ละบริษัทจะนำผลลัพธ์ไปต่อยอดเป็นลูกค้า รายได้ การลงทุน พันธมิตร หรือการขยายตลาด ดังนั้น Global Startup Hub 2026 จึงไม่ได้มุ่งเพียงการสร้าง Technology ที่ดี แต่ให้ความสำคัญกับการพาสตาร์ตอัปจาก “คำตอบทางเทคโนโลยี” ไปสู่ “โจทย์ที่ตลาดต้องการ” ผ่านกระบวนการตั้งเป้าหมาย พบพันธมิตร ทดลองใช้ และต่อยอดทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุด Matching คือจุดเริ่มต้นของโอกาส PoC คือการทดสอบความเป็นไปได้ และ Commercialization คือการเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริง

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-5

สปป. ลาว: ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่ เปิดประตูสู่โอกาสของสตาร์ตอัปไทย ณ Vientiane Logistics Park

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-5

สปป. ลาว: ปักหมุดยุทธศาสตร์ใหม่ เปิดประตูสู่โอกาสของสตาร์ตอัปไทย ณ Vientiane Logistics Park

การแข่งขันทางธุรกิจในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงว่า “ตลาดไหนใหญ่” แต่ยังวัดกันที่ความสามารถในการเข้าถึงตลาด เชื่อมต่อ Supply Chain และขยายธุรกิจไปยังตลาดข้างเคียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้คำว่า Connectivity กลายเป็นมากกว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านการเดินทาง แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจในเศรษฐกิจภูมิภาค

บริบทดังกล่าวกำลังทำให้ สปป. ลาว มีบทบาทที่น่าสนใจมากขึ้น จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น Land-Locked Country หรือประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล กำลังพัฒนาตัวเองสู่การเป็น Land-Linked Country ที่ใช้ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างจีน ไทย เวียดนาม และประเทศต่าง ๆ ในอาเซียน

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างชัดเจนคือ Vientiane Logistics Park (VLP) และ Thanaleng Dry Port (TDP) ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรองรับการขนถ่ายสินค้า แต่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Logistics และ Trade Connectivity ที่เชื่อมโยงสินค้า ผู้ประกอบการ และกิจกรรมทางธุรกิจข้ามพรมแดนเข้าด้วยกัน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product เข้าไปขายในลาว แต่อยู่ที่การมองเห็นศักยภาพของ Connectivity ที่สามารถเชื่อมธุรกิจไทยเข้ากับ Supply Chain และตลาดที่กว้างขึ้นในภูมิภาค

 

เวียงจันทน์กับบทบาทใหม่บนแผนที่เศรษฐกิจภูมิภาค

ข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์เคยเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของลาว เพราะการไม่มีพื้นที่ติดทะเลทำให้การขนส่งระหว่างประเทศมีต้นทุนและความซับซ้อนสูง อย่างไรก็ตาม ตำแหน่งที่ตั้งของลาวกลับอยู่บริเวณจุดเชื่อมสำคัญของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง และอยู่ระหว่างตลาดขนาดใหญ่หลายแห่ง

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน รถไฟ และ Logistics จึงกำลังเปลี่ยนข้อจำกัดดังกล่าวให้กลายเป็น Connectivity Advantage โดยเฉพาะการเชื่อมต่อของเส้นทางรถไฟจีน–ลาวกับระบบคมนาคมของไทย ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพของลาวในการเป็นจุดผ่านและกระจายสินค้าระหว่างจีนกับอาเซียน

Thanaleng Dry Port ซึ่งตั้งอยู่ใกล้สะพานมิตรภาพไทย–ลาวแห่งที่ 1 จึงมีความสำคัญในฐานะจุดเชื่อมต่อระบบ Rail–Road และเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนการนำเข้า ส่งออก และการขนส่งผ่านแดน

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้การประเมินศักยภาพของลาวอาจต้องมองให้ไกลกว่าขนาดของตลาดภายในประเทศ เพราะจุดแข็งที่สำคัญอาจอยู่ที่ความสามารถในการทำหน้าที่เป็น Gateway เชื่อมโยงธุรกิจไปยังตลาดอื่นมากกว่า

Vientiane Logistics Park เมื่อ Logistics Infrastructure กลายเป็นพื้นที่ของ Innovation

หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้คือ Vientiane Logistics Park (VLP) ซึ่งได้รับการวางบทบาทให้เป็นโครงการสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ Logistics ของลาว เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจาก Land-Locked ไปสู่ Land-Linked โดยโครงการได้รับสัมปทานจากรัฐบาลลาวภายใต้รูปแบบ Public-Private Partnership (PPP) เป็นระยะเวลา 50 ปี

สิ่งที่ทำให้ VLP น่าสนใจคือการไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงพื้นที่จัดเก็บหรือขนถ่ายสินค้า แต่เป็น Integrated Logistics Ecosystem ที่ประกอบด้วย Logistics Park, Export Processing Zone, Free Trade Zone, Plant and Animal Quarantine, Tank Farm รวมถึง Technology และ Halal Hub

โครงสร้างดังกล่าวทำให้ VLP ครอบคลุมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ตั้งแต่การนำเข้า การตรวจสอบ การจัดเก็บ การแปรรูป ไปจนถึงการกระจายและส่งออกสินค้า และในทุกขั้นตอนย่อมมี Pain Point ที่สามารถนำ Technology เข้าไปเพิ่มประสิทธิภาพได้

สำหรับสตาร์ตอัป นี่จึงเป็นความแตกต่างที่สำคัญ เพราะโอกาสไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะจากการมี “ตลาด” แต่เกิดจากการมี Real-World Environment ที่เปิดให้ Technology เข้าไปทดลองและพิสูจน์การใช้งานจริง

Thanaleng Dry Port จุดที่ Connectivity เชื่อมต่อกับการปฏิบัติจริง

หาก VLP เป็น Ecosystem ขนาดใหญ่ Thanaleng Dry Port (TDP) คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่ทำให้ Connectivity เกิดขึ้นในระดับปฏิบัติการ โดย TDP เป็น Class 1 Dry Port ของลาว และอยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้าน Dry Port ของ UNESCAP รองรับการนำเข้า ส่งออก และการขนส่งผ่านแดน พร้อมเชื่อมต่อระบบ Rail–Road

ภายในพื้นที่มี Container Yard, Rail Sidings และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านคลังสินค้า รวมถึงระบบ Terminal Operating System และอุปกรณ์จัดการตู้สินค้า ขณะเดียวกันยังมีบริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ เช่น Customs, Quarantine, Fumigation และ Certification

โครงสร้างดังกล่าวช่วยให้กระบวนการที่เคยแยกออกจากกันสามารถเชื่อมต่อเป็นระบบมากขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ Technology เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งในด้านความเร็ว ความแม่นยำ ความปลอดภัย และการบริหารจัดการข้อมูล

จาก Logistics Infrastructure สู่ Innovation Testbed

เมื่อมองจากมุมของสตาร์ตอัป โครงสร้างพื้นฐานของ VLP และ TDP จึงสามารถเป็นมากกว่าระบบรองรับการเคลื่อนย้ายสินค้า แต่เป็นพื้นที่สำหรับการทดลอง Technology ในสถานการณ์จริง

โจทย์ที่เกิดขึ้นมีตั้งแต่ AI และ Data Analytics สำหรับ Forecasting และ Demand Planning, IoT สำหรับติดตามสินค้าและสภาพแวดล้อมระหว่างการขนส่ง, Digital Traceability สำหรับตรวจสอบแหล่งที่มาและเส้นทางสินค้า, Smart Warehouse สำหรับบริหารพื้นที่และ Inventory ไปจนถึง Cold Chain Technology, Supply Chain Management Platform, Digital Customs, Trade Facilitation, Quality Inspection, Carbon Tracking และ ESG Management

จุดสำคัญคือ Startup ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการนำ Product ขนาดใหญ่เข้าไปติดตั้งทันที แต่สามารถเลือกโจทย์ที่ชัดเจน ทดลอง Solution ในพื้นที่จริง และพัฒนาเป็น Proof of Concept (PoC) เพื่อพิสูจน์ว่า Technology สามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง

แนวทางนี้ทำให้ VLP มีศักยภาพที่จะเป็น Innovation Testbed ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่าง Technology ที่พัฒนาในห้องทดลองกับการใช้งานจริงในภาคธุรกิจ

NIA x Startbox – Laos เชื่อม Ecosystem เข้ากับโจทย์จริง

ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA และ Startbox – Laos ซึ่งประกาศในงาน SITE 2026 โดยมีคุณรังสรรค์ พรหมประสิทธิ์ CEO ของ Startbox – Laos เป็นหนึ่งในผู้ขับเคลื่อนความร่วมมือ สะท้อนความพยายามในการเชื่อมโยงระบบนิเวศสตาร์ตอัปไทยและลาวให้ใกล้กับโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น

การพาสตาร์ตอัปออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ควรจบลงเพียงการพบ Partner หรือการทำ Business Matching แต่ควรต่อยอดไปสู่การทำความเข้าใจตลาด เข้าถึง Ecosystem ทดลอง Solution และสร้างความร่วมมือที่สามารถพัฒนาไปสู่ Business Use Case ได้

ในบริบทนี้ บทบาทของแต่ละฝ่ายจึงสามารถเชื่อมโยงกันเป็นระบบ NIA และ Ecosystem Partner ช่วยเปิดโอกาสและเชื่อมต่อ Startup เข้ากับตลาด ขณะที่ VLP สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่มีโจทย์และสภาพแวดล้อมจริงให้ทดลอง Technology ส่วน Corporate Partner สามารถนำผลจาก PoC ไปพัฒนาต่อเป็นการใช้งานจริงทางธุรกิจ

นี่คือรูปแบบของการทำ Internationalization ที่ไม่ได้มองเพียงการ “ออกตลาด” แต่เป็นกระบวนการตั้งแต่ Explore, Connect, Pilot, Prove ไปจนถึง Scale

บทเรียนจาก “ทุเรียนไทย” เมื่อ Supply Chain ต้องสร้างความเชื่อมั่น

สินค้าเกษตรเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ทำให้เห็นความสำคัญของ Logistics และ Quality Control ได้อย่างชัดเจน ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะผลไม้ แต่ความสามารถในการแข่งขันไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าเพียงอย่างเดียว หากยังรวมถึงการควบคุมคุณภาพตลอด Supply Chain ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างการขนส่ง ไปจนถึงตลาดปลายทาง

กรณีทุเรียนไทยที่ส่งออกไปจีนสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาด้านสารปนเปื้อน คุณภาพสินค้า หรือกระบวนการตรวจสอบ สามารถส่งผลกระทบต่อทั้ง Shipment และความเชื่อมั่นของตลาดได้

โจทย์จึงไม่ได้อยู่เพียงที่การขนส่งสินค้า แต่รวมถึงความสามารถในการรู้ข้อมูลตลอด Supply Chain ว่าสินค้ามาจากไหน ผ่านกระบวนการใด อยู่ในสภาพอย่างไร และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้หรือไม่

ประเด็นเหล่านี้เปิดโอกาสให้ Technology เข้ามาช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบการค้า

 

 

จาก Quarantine สู่ Traceability โอกาสของ AgriTech และ FoodTech

หนึ่งในองค์ประกอบที่น่าสนใจของ VLP คือ Plant and Animal Quarantine Zone ซึ่งเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบ กักกัน และจัดการสินค้าก่อนเข้าสู่กระบวนการค้าระหว่างประเทศ ขณะที่ TDP มีบริการด้าน Quarantine, Fumigation และ Certification ในรูปแบบ One-Stop Service

Infrastructure เหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นโจทย์สำหรับ Startup ได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ AgriTech ที่ช่วยตรวจสอบคุณภาพผลผลิต, FoodTech ที่สนับสนุนมาตรฐานและกระบวนการแปรรูป, Cold Chain Technology ที่ติดตามอุณหภูมิแบบ Real-Time ไปจนถึง Traceability Platform ที่สร้าง Digital Record ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

ขณะเดียวกัน AI และ Data Analytics ยังสามารถนำข้อมูลจากหลายจุดใน Supply Chain มาวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง

จากมุมนี้ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นเพียง “กระบวนการขนส่งสินค้า” จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้ Technology เข้าไปสร้างมูลค่าได้ตลอดทั้ง Supply Chain

 

Connectivity ที่เชื่อม Business Opportunity ไปไกลกว่าตลาดลาว

อีกหนึ่งจุดแข็งของ VLP คือการเชื่อมต่อกับเครือข่ายรถไฟของภูมิภาค โดยเฉพาะ Laos–China Railway และ Laos–Thailand Railway ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบ Logistics ของ TDP และสนับสนุนบทบาทของพื้นที่ในฐานะ Trade Gateway ระหว่างจีนกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขณะเดียวกัน การผลักดันระบบ SPS ยังช่วยสนับสนุนการอำนวยความสะดวกด้านการค้าสินค้าเกษตร ซึ่งยิ่งเพิ่มความสำคัญของระบบ Logistics และมาตรฐานตลอด Supply Chain

ด้วยเหตุนี้ “ตลาดลาว” จึงอาจมีความหมายมากกว่าตลาดผู้บริโภคภายในประเทศ สำหรับสตาร์ตอัป ที่มี Solution เหมาะสม ลาวสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมต่อไปยัง ไทย จีน เวียดนาม และตลาดอื่นในอาเซียน

การเข้าสู่ลาวจึงสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนา Business Model และสร้าง Case Study ก่อนขยายไปสู่ตลาดที่มีความซับซ้อนและขนาดใหญ่ขึ้น

 

ไม่จำเป็นต้อง Scale ใหญ่ตั้งแต่วันแรก

การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยการลงทุนขนาดใหญ่หรือการตั้งบริษัททันที สิ่งที่สำคัญกว่าคือการหา โจทย์ที่ใช่ Partner ที่ใช่ และพื้นที่ที่สามารถทดลองได้จริง

Startup สามารถเริ่มจากการศึกษาตลาดและ Supply Chain ค้นหา Pain Point ที่ Solutionสามารถตอบโจทย์ จากนั้นจึงพัฒนา Pilot หรือ PoC ร่วมกับ Partner ในพื้นที่ เมื่อผลลัพธ์สามารถพิสูจน์ได้ว่าสามารถลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยง หรือสร้าง Revenue ได้ จึงค่อยต่อยอดไปสู่ Commercialization และ Regional Expansion

แนวคิดนี้ช่วยให้การเข้าสู่ตลาดต่างประเทศมีความเสี่ยงที่บริหารจัดการได้มากขึ้น และทำให้ Startup สามารถเรียนรู้จากตลาดจริงก่อนตัดสินใจลงทุนในระดับที่ใหญ่ขึ้น

 

สิทธิประโยชน์ช่วยลดต้นทุน แต่ Solution ยังเป็นหัวใจ

อีกปัจจัยที่ทำให้ VLP มีความน่าสนใจคือสิทธิประโยชน์สำหรับนักลงทุนที่เชื่อมโยงกับ Prime Minister Decree 188 โดยข้อมูลของ VLP ระบุถึง Corporate Tax Holiday ระยะ 8–16 ปี อัตราภาษีนิติบุคคล 6.5% ในช่วงเวลาที่กำหนด รวมถึงสิทธิประโยชน์ด้าน VAT และการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์บางประเภท

สิทธิประโยชน์เหล่านี้สามารถช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงของผู้ประกอบการ แต่สำหรับสตาร์ตอัปแล้ว ปัจจัยที่จะตัดสินความสำเร็จในระยะยาวยังคงเป็น Product–Market Fit และ Business Use Case

เพราะไม่ว่า Infrastructure จะพร้อมเพียงใด หรือ Connectivity จะมีศักยภาพมากแค่ไหน หาก Solution ไม่สามารถแก้ Pain Point ของลูกค้าได้จริง ก็ยากที่จะนำไปสู่การ Commercialization และ Scale

ดังนั้น สิ่งที่สตาร์ตอัปไทยควรนำไปลาวจึงไม่ใช่เพียง Product แต่คือ Solution ที่สามารถตอบโจทย์ของ Ecosystem และสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้จริง

 

ลาวอาจไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นสนามจริงที่สำคัญ

ลาวอาจไม่ได้เป็นตลาดที่สตาร์ตอัปทุกประเภทจำเป็นต้องเข้าไปตั้งแต่วันแรก และไม่ใช่ทุก Solution ที่จะเหมาะกับบริบทของตลาดนี้ แต่สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Logistics, Supply Chain, AgriTech, FoodTech, Climate Tech, Energy Tech, AI, IoT และ Digital Solutionsการเปลี่ยนแปลงด้าน Infrastructure กำลังสร้างโจทย์ใหม่ที่สามารถต่อยอดเป็นโอกาสทางธุรกิจได้

จุดน่าสนใจจึงไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปขายให้ได้เร็วที่สุด แต่อยู่ที่การเข้าไปเรียนรู้ ทดลอง และพิสูจน์ว่า Technology สามารถสร้างผลลัพธ์ใน Real-World Environment ได้จริง

ในมุมนี้ Vientiane Logistics Park จึงมีโอกาสพัฒนาไปไกลกว่าการเป็น Logistics Hub และสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ที่เชื่อม Technology เข้ากับโจทย์ทางธุรกิจของภูมิภาค

จาก “ตลาดใกล้บ้าน” สู่ “สนามทดลองก่อน Scale”

บทเรียนสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปไทยคือ การเลือกตลาดต่างประเทศไม่ควรพิจารณาจากจำนวนผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึง Pain Point, Partner, Infrastructure และโอกาสในการสร้าง PoC รวมถึงศักยภาพในการนำผลลัพธ์ไปต่อยอดในตลาดอื่น

ลาวจึงมีความน่าสนใจในฐานะ “สนามจริงก่อน Scale” สำหรับธุรกิจที่ต้องการทดลองSolution ในบริบทที่เชื่อมโยงกับตลาดไทยและ Supply Chain ของภูมิภาค

จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็น Land-Locked ลาวกำลังพัฒนาตัวเองสู่ Land-Linked จากพื้นที่ที่เคยถูกมองว่าเป็นทางผ่าน กำลังสร้างบทบาทใหม่ในฐานะ Gateway และจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการขนส่ง กำลังเปิดพื้นที่ให้เกิด Business, Technology และ Innovation

สำหรับสตาร์ตอัปไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ไปขายในลาว แต่คือการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Ecosystem ที่กำลังเติบโต สร้าง Partner สร้าง Case Study และพัฒนา Solution ให้พร้อมสำหรับการขยายตัวในระดับภูมิภาค

นี่คืออีกมิติหนึ่งของ GO ASEAN ที่ไม่ได้หมายถึงเพียงการออกไปขายสินค้าในต่างประเทศ แต่คือการออกไป เรียนรู้ เชื่อมต่อ ทดลอง พิสูจน์ และสร้างการเติบโตไปพร้อมกับตลาด

 

เพราะในโลกธุรกิจที่ Connectivity มีความสำคัญมากขึ้น ความได้เปรียบของ Startup อาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกตลาดที่ใหญ่ที่สุด แต่อยู่ที่การเลือก Ecosystem ที่สามารถพา Technologyไปพบกับโจทย์จริง และเปลี่ยนโจทย์นั้นให้กลายเป็น Business Opportunity

และในวันที่ลาวกำลังก้าวจาก Land-Locked สู่ Land-Linked “เวียงจันทน์” จึงอาจเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทางของการขยายตลาด แต่เป็นอีกหนึ่งจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่สตาร์ตอัปไทยสามารถใช้เรียนรู้ สร้างความร่วมมือ และเติบโตไปพร้อมกับโอกาสจากเส้นทางการค้าใหม่ ที่กลายเป็นสนามแข่งขันที่ทุกคนต้องการเข้ามาจับจองในอนาคต

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่: ถอดบทเรียน 5 สตาร์ตอัปไทย สู่การเติบโตใน ASEAN

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

ฟิลิปปินส์ไม่ใช่แค่ตลาดใหญ่: ถอดบทเรียน 5 สตาร์ตอัปไทย สู่การเติบโตใน ASEAN

เข้าใจตลาด สร้างพันธมิตร ทดลองให้เห็นผล และ Scale อย่างมีกลยุทธ์

การพาสตาร์ตอัปไทยออกไปเติบโตในต่างประเทศ ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำ Product หรือ Technology ไปวางในตลาดใหม่ แต่คือการพิสูจน์ว่า Business Model ที่เคยใช้ได้ในตลาดหนึ่ง จะสามารถตอบโจทย์ลูกค้า พฤติกรรม และบริบทของอีกตลาดได้จริงหรือไม่

โดยเฉพาะในภูมิภาค ASEAN ซึ่งแม้จะอยู่ใกล้กัน แต่แต่ละประเทศมีทั้งโครงสร้างเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบกำกับดูแล และวัฒนธรรมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน การเข้าใจ “บริบทท้องถิ่น” จึงกลายเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าสตาร์ตอัปจะสามารถเข้าสู่ตลาดและเติบโตได้ไกลเพียงใด

ฟิลิปปินส์เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าจับตามองสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจใน ASEANด้วยประชากรขนาดใหญ่ เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคและบริการ การใช้ภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลาย และการเติบโตของ Digital Economy ขณะเดียวกัน Ecosystem ของสตาร์ตอัปในประเทศก็มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลจาก StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพดังกล่าว โดยฟิลิปปินส์ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่ม Startup Ecosystem ที่น่าจับตามองของโลก ขณะที่ Metro Manila ยังคงเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบนิเวศสตาร์ตอัปและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่ตัวเลขด้านประชากรหรืออันดับ Ecosystem เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะเมื่อมองลึกลงไป ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีทั้ง “โอกาส” และ “ความเฉพาะตัว” ซึ่งสตาร์ตอัปจำเป็นต้องทำความเข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน ลงคน หรือขยายธุรกิจอย่างจริงจัง

นี่คือสิ่งที่ 5 สตาร์ตอัปไทย ได้แก่ Arincare, PRIMO World, HORGA, Sati และ PAM REAL CDP ได้เข้าไปสัมผัสผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEANของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เพื่อสำรวจตลาด พบปะผู้เล่นใน Ecosystem สร้าง Connection และมองหา Potential Partners ในฟิลิปปินส์

จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักลงทุน ผู้สร้างระบบนิเวศ และผู้ประกอบการจากฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และไทย ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การเข้าสู่ตลาดใหม่ไม่ได้มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องเริ่มจากการเข้าใจตลาด สร้างความสัมพันธ์ ทดลองตลาด และค่อยขยายเมื่อเห็นหลักฐานว่าธุรกิจสามารถเดินต่อได้

ฟิลิปปินส์: ตลาดใหญ่ที่ต้องมองให้ลึกกว่าจำนวนประชากร

หนึ่งในจุดแข็งของฟิลิปปินส์คือโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย Domestic Consumption และภาคบริการ โดยการบริโภคภายในประเทศมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ ขณะที่เงินโอนกลับประเทศจากแรงงานฟิลิปปินส์ในต่างแดน หรือ Overseas Filipino Remittances ก็เป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อกำลังซื้อภายในประเทศ

ขณะเดียวกัน ฟิลิปปินส์มีฐานเศรษฐกิจด้านบริการที่แข็งแรง โดยเฉพาะ Business Process Outsourcing (BPO) ซึ่งสร้างทั้งรายได้และการจ้างงานจำนวนมาก พร้อมด้วยแรงงานที่มีทักษะภาษาอังกฤษสูง สิ่งเหล่านี้สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ Digital, SaaS, AI และ B2B Technology

สำหรับ PRIMO World ซึ่งให้บริการ Enterprise Loyalty และ Omnichannel Solutions ขนาดตลาดถือเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะ Business Model ของบริษัทมีความสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้งานและฐานลูกค้าขององค์กร การเข้าสู่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากจึงสามารถสร้างโอกาสในการขยายฐานธุรกิจในระยะยาว

อีกด้านหนึ่ง Karl Loo, Co-founder จาก 3CAT จากมาเลเซีย ซึ่งเข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเวทีครั้งนี้ มองเห็นความคล้ายคลึงกันของพฤติกรรมผู้บริโภคระหว่างมาเลเซียและฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะความนิยมในการเดินห้างและการซื้อสินค้าผ่านทั้ง Online และ Physical Store ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล Omnichannel Retail ของ 3CAT

แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าการมองว่าตลาด “น่าจะเหมาะ” คือการนำข้อมูลมาพิสูจน์สมมติฐาน 3CAT จึงเลือกใช้ Market Entry Consultant ลงพื้นที่ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นระยะเวลาหลายเดือน ก่อนตัดสินใจลงทุนจริง

บทเรียนสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่การรู้ว่าตลาดมีขนาดใหญ่เพียงใด แต่คือการเปลี่ยนความรู้สึกว่า “ตลาดนี้น่าจะใช่” ให้กลายเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจได้จริง

Business Matching ต้องไปไกลกว่า “การได้รู้จัก”

เมื่อสตาร์ตอัปเดินทางเข้าสู่ตลาดใหม่ สิ่งที่ต้องสร้างไม่ใช่เพียง Customer Lead แต่คือ Local Relationship ที่สามารถช่วยให้บริษัทเข้าใจตลาดและเข้าถึงโอกาสที่อาจไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ในระยะเวลาอันสั้น

จากมุมมองของ Artie Lopez, Co-founder จาก Brainsparks และ Jecky Pelaez, Partner,Kickstart Ventures หนึ่งในข้อได้เปรียบของตลาดฟิลิปปินส์คือการมีเครือข่ายทางธุรกิจที่เชื่อมโยงกันค่อนข้างมาก หากสตาร์ตอัปสามารถสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เหมาะสม ก็มีโอกาสเข้าถึง Corporate, Investor และ Ecosystem ที่กว้างขึ้น

ดังนั้น Business Matching จึงไม่ควรถูกมองเพียงเป็นกิจกรรมที่ทำให้สตาร์ตอัปได้พบคนจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ควรเป็นกระบวนการที่นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่มีความเป็นไปได้จริง

สำหรับ 5 สตาร์ตอัปไทยภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEANการ Matching จึงครอบคลุมตั้งแต่ Potential Client, Business Partner, Distributor, Trade Partner, Strategic Partner และ Technology Partner ไปจนถึงโอกาสในการทำ Pilot, POC และ Co-development

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “ได้พบใครบ้าง?” แต่คือ “หลังจากพบกันแล้ว ความสัมพันธ์เดินหน้าไปถึงไหน?” ตั้งแต่การติดต่อพูดคุยต่อ การแลกเปลี่ยนข้อมูล การส่ง Proposal หรือ Quotation การเจรจาทางธุรกิจ การทดลองใช้ Product การทำ MOU/MOA ไปจนถึงการเกิด Commercial Deal และรายได้จริง

เพราะสำหรับการเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ Connection คือจุดเริ่มต้น แต่ Business Outcome คือสิ่งที่ต้องติดตามต่อ

 

อย่าคิดว่าตลาดใหม่จะเหมือนตลาดเดิม

หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากผู้ประกอบการในฟิลิปปินส์คือ อย่านำ Business Model จากประเทศหนึ่งไปใช้กับอีกประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับ Local Context

พฤติกรรมด้าน Payment เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ฟิลิปปินส์มีการเติบโตอย่างมากของ Mobile Wallet โดยเฉพาะ GCash ซึ่งกลายเป็นช่องทางการชำระเงินที่ผู้บริโภคและร้านค้าจำนวนมากคุ้นเคย

ในขณะที่ B2B Payments ก็มีการเปลี่ยนผ่านจากการใช้เช็คไปสู่ Bank Transfer และ E-Invoice มากขึ้น

สำหรับสตาร์ตอัป สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ แต่สามารถส่งผลต่อทั้ง Product Design, Payment Model, Customer Journey และ Go-to-Market Strategy

ประสบการณ์ที่ถูกนำมาแลกเปลี่ยนในเวทีครั้งนี้จึงสะท้อนว่า ความสำเร็จในตลาดใหม่ไม่ได้เกิดจากการมี Technology ที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก Technology ที่เข้ากับพฤติกรรมของตลาด

 

ลูกค้ามาก ไม่ได้แปลว่าธุรกิจยั่งยืน

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ การวัดความสำเร็จจากจำนวน Lead หรือจำนวนลูกค้าเพียงอย่างเดียวอาจทำให้สตาร์ตอัปมองภาพผิด

กรณีของสตาร์ตอัปด้าน Spend Management ที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นตัวอย่างสะท้อนเรื่องนี้ได้ดี แม้บริษัทจะสามารถสร้าง Lead และนัดหมายกับลูกค้า SME ได้จำนวนมาก แต่เมื่อเข้าสู่การใช้งานจริงกลับพบว่า ลูกค้ามีความอ่อนไหวด้านราคา และมี Transaction Volume ต่ำกว่าที่คาด

สุดท้ายปัญหาไม่ได้อยู่ที่การ “หาลูกค้าไม่ได้” แต่เป็นเรื่องของ Customer Quality และ Unit Economics

คำถามสำคัญจึงต้องไปไกลกว่าจำนวนลูกค้า เช่น ลูกค้าใช้ Product จริงหรือไม่? มี Retention เท่าไร? สร้างรายได้มากน้อยเพียงใด? และต้นทุนในการได้มาซึ่งลูกค้าคุ้มค่ากับรายได้ที่เกิดขึ้นหรือไม่?

นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการ Scale เพราะ Growth ที่ดีต้องมาพร้อมกับ Economics ที่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โจทย์ในการเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์

แม้ทั้ง 5 บริษัทจะเดินทางเข้าสู่ตลาดเดียวกัน แต่โจทย์ของแต่ละสตาร์ตอัปแตกต่างกันตาม Product, Customer และ Business Model การเดินทางครั้งนี้จึงเป็นเสมือนสนามทดลองที่ทำให้แต่ละบริษัทได้มองเห็นทั้งโอกาสและสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อมก่อนเดินหน้าต่อ

Arincare: Healthcare ต้องเข้าใจทั้ง Technology และ Ecosystem

Arincare ให้บริการ Connected e-Pharmacy และ Telepharmacy Solutions เพื่อช่วยให้ร้านขายยาและ Healthcare Providers สามารถให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้ใช้งานได้มากขึ้น

ตลาด Healthcare ของฟิลิปปินส์มีช่องว่างและโอกาสสำหรับ Digital Health แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นอุตสาหกรรมที่มี Regulatory Complexity สูง

การเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบที่การนำ Technology เข้าไปขาย แต่ต้องเข้าใจทั้ง Regulatory Landscape Healthcare Providers Insurance/HMO และ Local Healthcare Ecosystem

สำหรับ Arincare บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่ Healthcare Innovation ต้องเดินไปพร้อมกับEcosystem และ Regulation

PRIMO World: Enterprise Sales ต้องใช้เวลา แต่ Trust ช่วยเปิดประตู

PRIMO World ให้บริการ Enterprise Loyalty และ Omnichannel Solutions ช่วยให้แบรนด์เข้าใจลูกค้า สร้าง Engagement และเพิ่ม Customer Retention

โจทย์สำคัญของการเข้าสู่ตลาดคือ Enterprise Sales Cycle ที่ใช้เวลานาน การตัดสินใจซื้อขององค์กรขนาดใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเห็น Product เพียงครั้งเดียว แต่ต้องผ่านทั้งกระบวนการสร้างความเชื่อมั่น การประเมิน Solution และการพิจารณาด้านธุรกิจ

หนึ่งในจุดแข็งของ PRIMO World คือการมีลูกค้าในประเทศไทยที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่และทำงานกับ Global Brands ซึ่งสามารถใช้เป็น Reference เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเมื่อต้องเข้าไปพูดคุยกับ Enterprise ในตลาดใหม่

ขณะเดียวกัน ทีมยังเลือกใช้แนวทางส่งบุคลากรที่มีความเข้าใจ Product จากประเทศไทยเข้าไปวางรากฐานก่อนการสร้างทีมท้องถิ่น เนื่องจาก Product มีความซับซ้อนและต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

บทเรียนของ PRIMO World จึงชี้ให้เห็นว่า การเข้าสู่ Enterprise Market ต้องใช้เวลา แต่ Reference ที่ดีและทีมที่เข้าใจ Product สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเข้าสู่ตลาดได้

HORGA: PropTech ต้องหา “พื้นที่ทดลอง” ก่อน Scale

HORGA พัฒนา PropTech Software สำหรับบริหาร Rental Properties, Dormitories และ Commercial Spaces ช่วยให้เจ้าของและผู้บริหารอสังหาริมทรัพย์จัดการธุรกิจได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อมองไปยังฟิลิปปินส์ โดยเฉพาะ Metro Manila และเมืองศูนย์กลางอย่าง Cebu และ Davao ตลาด Property Management จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถสำรวจโอกาสของ Digital Solutions ได้

โจทย์ของ HORGA จึงอยู่ที่การค้นหา Property Owners, Developers, Property Managers และ Strategic Partners ที่มี Pain Point ตรงกับ Solution แทนที่จะพยายามขยายให้ครอบคลุมตลาดจำนวนมากตั้งแต่แรก การเริ่มจาก Pilot หรือ POC กับ Partner ที่เหมาะสมสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพิสูจน์ Product-Market Fit และสร้าง Reference ในประเทศใหม่ได้ก่อนขยายต่อ

Sati: AI Healthcare ต้องพิสูจน์ Impact ที่เกิดขึ้นจริง

Sati ใช้ AI สนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ ช่วยปรับปรุง Workflow ลดภาระงานด้านเอกสาร และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ Healthcare Data

ฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีความต้องการด้าน Healthcare และยังมีช่องว่างสำหรับ Technology แต่ในขณะเดียวกัน การนำ AI เข้าไปใช้ในระบบสุขภาพจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้ง Healthcare Providers และผู้เกี่ยวข้องในระบบ

ดังนั้นสิ่งที่ต้องพิสูจน์ไม่ใช่เพียงว่า “AI ทำอะไรได้” แต่คือ “AI สร้างผลลัพธ์อะไรให้กับโรงพยาบาล บุคลากร และผู้ป่วยได้บ้าง” การเริ่มจาก Pilot หรือ POC จึงสามารถเป็นขั้นตอนสำคัญในการสร้าง Evidence ก่อนนำไปสู่การ Scale ในวงกว้าง

PAM REAL CDP: Product Fit ต้องมาพร้อม Enterprise Fit

PAM REAL CDP ให้บริการ AI-powered Marketing และ Customer Data Infrastructure ช่วยให้องค์กรรวบรวม Customer Data และนำข้อมูลไปสร้าง Customer Experience ที่ดีขึ้น

ตลาดฟิลิปปินส์มีทั้งองค์กรขนาดใหญ่และกลุ่ม Conglomerates ที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายประเภท จึงมีโอกาสสำหรับ Technology ที่ช่วยจัดการ Customer Data และสนับสนุน Digital Transformation

แต่การเข้าไปในตลาด Enterprise ต้องมองให้ไกลกว่า Product Fit เพราะแม้ Product จะตอบโจทย์ แต่หากองค์กรยังไม่มี Data Infrastructure ที่พร้อม ไม่มี Decision Maker ที่สามารถผลักดันโครงการ หรือไม่มี Budget สำหรับ Technology ก็อาจไม่สามารถเปลี่ยน Opportunity ให้เป็น Commercial Deal ได้

โจทย์จึงอยู่ที่การหาองค์กรที่มีทั้ง Pain Point, Readiness และ Purchasing Power ที่สอดคล้องกับ Solution

Local Partner ไม่ใช่แค่คนรู้จัก แต่ต้องเป็นคนที่ “เดินไปด้วยกัน”

 

อีกหนึ่งประเด็นที่ผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญคือการเลือก Local Partner

การมี Partner ในประเทศสามารถช่วยลดเวลาในการเรียนรู้ตลาด สร้างความน่าเชื่อถือ และเชื่อมต่อสตาร์ตอัปกับลูกค้าหรือองค์กรที่เข้าถึงได้ยากด้วยตัวเอง แต่การเลือก Partner ไม่ควรพิจารณาจากเพียงชื่อเสียงหรือจำนวน Connection เพราะ Partner ที่ดีต้องมี Incentive และ Commitment ที่สอดคล้องกับสตาร์ตอัป

ก่อนเซ็นสัญญา สตาร์ตอัปจึงควรพิจารณารายละเอียด เช่น เงื่อนไข Exclusive, Sales Commitment, Payment Terms รวมถึงผลกระทบต่อ Cash Flow ของบริษัท

ในท้ายที่สุด Partner ที่ดีไม่ใช่คนที่บอกว่า “ช่วยได้” แต่คือคนที่สามารถแสดงให้เห็นว่า “จะช่วยอย่างไร และมีแรงจูงใจอะไรที่จะทำให้ความร่วมมือนั้นเกิดขึ้นจริง”

 

นักลงทุนไม่ได้ให้แค่เงิน แต่ให้ “ทางเข้า”

ในมุมของการระดมทุน ฟิลิปปินส์มี Ecosystem ของ VC และ CVC ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ CVC จากกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่หรือ Conglomerates ที่มีธุรกิจครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม

Jecky Pelaez จาก Kickstart Ventures อธิบายว่าโครงสร้างการลงทุนสามารถใช้รูปแบบมาตรฐานสากล เช่น SAFE, Convertible Note หรือ Equity Investment ขณะที่สิ่งที่นักลงทุนท้องถิ่นสามารถสร้างให้สตาร์ตอัปได้มากกว่าเงินทุน คือ Network, Relationship และ Corporate Access

สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างมากสำหรับสตาร์ตอัปที่ขายให้กับองค์กรขนาดใหญ่ เพราะ Enterprise Sales Cycle อาจใช้เวลานานกว่ารอบการลงทุนหลายเท่า

ดังนั้น นักลงทุนหรือ CVC ที่สามารถช่วยสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวและเปิดประตูสู่ Corporate Ecosystem จึงสามารถเป็น Strategic Partner ที่มีคุณค่าไม่แพ้เงินลงทุน

 

เข้าอย่างไรให้เสี่ยงน้อย: เริ่มจาก Beachhead Market แล้วค่อย Scale

อีกหนึ่งบทเรียนจากฟิลิปปินส์คือ สตาร์ตอัปไม่จำเป็นต้องคิดว่าจะต้องครอบคลุมทั้งประเทศตั้งแต่วันแรก

ด้วยลักษณะภูมิศาสตร์ที่เป็นหมู่เกาะจำนวนมาก การกระจายสินค้า การสร้างทีม และการดูแลลูกค้าในแต่ละพื้นที่อาจมีต้นทุนและความซับซ้อนแตกต่างกัน การเลือก Beachhead Market จึงเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถโฟกัสทรัพยากรไปยังพื้นที่ที่มีลูกค้าและEcosystem เหมาะสมก่อน

Metro Manila สามารถทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการสร้าง Customer Base และ Partner Network ก่อนขยายไปยัง Cebu, Davao หรือพื้นที่อื่นเมื่อ Business Model ได้รับการพิสูจน์แล้ว

หลักคิดสำคัญคือ “ค่อย ๆ เข้า แต่ต้องเข้าให้ถูก”

 

จาก Go Global สู่ Go Local เพื่อ Go Further

การเดินทางของ 5 สตาร์ตอัปไทยภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ทำให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดฟิลิปปินส์ไม่ได้มีสูตรสำเร็จเพียงสูตรเดียว

Arincare ต้องเข้าใจ Healthcare Ecosystem และ Regulation

PRIMO World ต้องสร้าง Trust และใช้ Reference เพื่อเข้าสู่ Enterprise

HORGA ต้องค้นหา Partner และพื้นที่สำหรับ Pilot

Sati ต้องพิสูจน์ Impact ของ AI ใน Healthcare

ขณะที่ PAM REAL CDP ต้องหาองค์กรที่มีทั้ง Pain Point และความพร้อมด้าน Data และ Digital Transformation

สิ่งที่เหมือนกันของทั้ง 5 บริษัทคือ การเข้าสู่ตลาดใหม่ต้องอาศัยมากกว่า Product ที่ดี แต่ต้องมี Market Understanding, Local Connection, Market Validation และ Business Execution

Business Matching จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของกระบวนการ ไม่ใช่จุดสิ้นสุด เพราะสิ่งที่มีคุณค่าที่สุดคือการเปลี่ยน Connection ให้กลายเป็นการเจรจา Partnership, Pilot, POC, Commercial Deal, รายได้ การลงทุน หรือความร่วมมือระยะยาว

ท้ายที่สุด การ Go ASEAN อาจไม่ใช่การรีบเข้าไปให้เร็วที่สุด แต่คือการรู้ว่า “จะเข้าอย่างไร เข้าเพื่ออะไร และเมื่อไรจึงควร Scale”

เพราะการเติบโตในตลาดต่างประเทศไม่ได้เกิดจากการนำสิ่งที่เรามีไปวางไว้ในตลาดใหม่เท่านั้น แต่เกิดจากการเรียนรู้ที่จะปรับสิ่งที่เรามีให้ตอบโจทย์ตลาดนั้นได้จริง

และนี่คือบทเรียนจากฟิลิปปินส์ที่สามารถนำไปต่อยอดได้ไกลกว่าประเทศเดียว — เข้าใจตลาด สร้างพันธมิตร ทดลองให้เห็นผล แล้วค่อย Scale อย่างมีกลยุทธ์ เพื่อเปลี่ยนโอกาสใน ASEAN ให้กลายเป็นการเติบโตของธุรกิจไทยในระดับภูมิภาค

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุนจากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-4

กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุน

จากเวทีเสวนาในงาน SITE 2026 สู่การสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย “เข้าถึงตลาดได้จริง”

การมีนวัตกรรมที่ดีอาจเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจ แต่การทำให้นวัตกรรมนั้นถูกนำไปใช้จริงและสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีองค์ประกอบสำคัญเข้ามาสนับสนุน ทั้ง ตลาด ความเชื่อมั่น เงินทุน และเครือข่ายทางธุรกิจ

สำหรับ ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป หนึ่งในโจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะพัฒนา Product อย่างไร” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเข้าสู่ตลาดและถูกนำไปใช้จริง”

เพราะแม้ผู้ประกอบการจะสามารถพัฒนา Product หรือ Solution ที่ตอบโจทย์ปัญหาได้ แต่เส้นทางจาก Product สู่ตลาดยังมีข้อจำกัดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การหาลูกค้ารายแรก การสร้างความเชื่อมั่น การเข้าถึงตลาดภาครัฐ ไปจนถึงการหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจและก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการแลกเปลี่ยนในเวทีเสวนา “กลไกในการส่งเสริมผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภาครัฐและการลงทุน” ภายในงาน SITE 2026 โดยมีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.สุรอรรถ ศุภจตุรัส รองผู้อำนวยการด้านการเงินนวัตกรรม NIA, คุณปริวรรต วงษ์สำราญ รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม NIA และ ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง ZTRUS ร่วมสะท้อนมุมมองจากทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจต่อการปลดล็อกข้อจำกัดของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

เวทีดังกล่าวสะท้อนทิศทางการทำงานของ NIA ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างกลไกที่ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ได้เพียง “มีนวัตกรรม” แต่สามารถ นำ Innovation ไปเชื่อมต่อกับ Marketและเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจได้จริง

ตลาดภาครัฐ: โอกาสสำคัญที่ต้องปลดล็อก

สำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป การมี Product ที่ดีไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเข้าสู่ตลาดได้ทันที โดยเฉพาะเมื่อเป้าหมายคือตลาดภาครัฐ ซึ่งมีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและข้อกำหนดที่แตกต่างจากตลาดทั่วไป

คุณปริวรรต วงษ์สำราญ มองว่า หนึ่งในคอขวดสำคัญอยู่ที่ธรรมชาติของ Product ของสตาร์ตอัป ซึ่งมักมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจาก Feedback และการใช้งานจริง ขณะที่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐจำเป็นต้องกำหนดรายละเอียดและสิ่งที่จะส่งมอบอย่างชัดเจน ทำให้ธรรมชาติของนวัตกรรมกับกระบวนการจัดซื้อยังไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้อย่างราบรื่น

ดังนั้น การเปิดตลาดภาครัฐจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการพาผู้ประกอบการเข้าไปพบหน่วยงาน แต่ต้องเตรียมความพร้อมทั้งสองด้าน ตั้งแต่การพัฒนา Product ให้มีความพร้อม การสร้างมาตรฐานที่ได้รับการรับรอง ไปจนถึงการทำให้หน่วยงานสามารถนำ Innovation ไปใช้งานได้จริงในราคาและเงื่อนไขที่เหมาะสม

เมื่อทั้งผู้ประกอบการและหน่วยงานภาครัฐมีความพร้อมมากขึ้น ตลาดภาครัฐก็สามารถกลายเป็น First Market ที่ช่วยสร้างโอกาสและแรงส่งให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรมไทย

สร้าง Trust ก่อนสร้างยอดขาย

อีกหนึ่งข้อจำกัดสำคัญในการนำ Innovation เข้าสู่ตลาดคือ “ความเชื่อมั่น” หรือ Trust

สำหรับหน่วยงานภาครัฐ การนำเทคโนโลยีหรือผลิตภัณฑ์ใหม่มาใช้งานจำเป็นต้องพิจารณาว่า Innovation นั้นสามารถใช้งานได้จริงหรือไม่ มีมาตรฐานเพียงพอหรือไม่ และสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ตามที่คาดหวังหรือไม่

ในขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปเองก็ต้องการพื้นที่ในการพิสูจน์ว่า Product หรือ Solution ของตนสามารถตอบโจทย์การใช้งานจริงได้

ดร.สุรอรรถ ศุภจตุรัส ชี้ให้เห็นว่า การยอมรับในตัวสินค้าและบริการนวัตกรรมถือเป็นหนึ่งในคอขวดสำคัญของการเข้าสู่ตลาดภาครัฐ เพราะหากหน่วยงานสามารถทดลองใช้และเกิดความเชื่อมั่นได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถต่อยอดไปสู่การจัดซื้อและขยายตลาดได้มากขึ้น

นี่จึงเป็นที่มาของกลไก Market Expansion ที่เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐทดลองใช้สินค้าและบริการนวัตกรรม โดย NIA สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อเพื่อให้เกิดการใช้งานจริงเป็นระยะเวลา 1 ปี

หัวใจของกลไกนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เกิด “การซื้อ” แต่คือการสร้าง Proof of Use หรือหลักฐานจากการใช้งานจริง เมื่อหน่วยงานได้ทดลองใช้ เห็นประสิทธิภาพ และเกิดความเชื่อมั่น ก็มีโอกาสนำไปสู่การจัดซื้อในระยะต่อไป

ในมุมนี้ ภาครัฐจึงสามารถทำหน้าที่เป็น First Customer ของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป ช่วยสร้างทั้งประสบการณ์จากการใช้งานจริง Reference และความน่าเชื่อถือ ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดกับลูกค้ารายอื่นได้

 

เชื่อมกลไกจัดซื้อ ให้ Innovation เข้าถึงตลาดได้ง่ายขึ้น

นอกจาก Market Expansion แล้ว ยังมีกลไกอย่าง บัญชีนวัตกรรม ที่ช่วยเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยผ่านช่องทางที่เหมาะสมมากขึ้น รวมถึงกลไก THAI SME-GP ที่เป็นระบบฐานข้อมูลและกลไกสนับสนุนจาก สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถเข้าถึงตลาดการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานภาครัฐได้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบการในตลาดภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม การมีผลิตภัณฑ์อยู่ในบัญชีหรือการมีกลไกสนับสนุนด้านการจัดซื้อเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการสร้างตลาดนวัตกรรมในระยะยาวจำเป็นต้องทำให้เกิดGovernment Procurement for Innovation หรือระบบจัดซื้อจัดจ้างที่เข้าใจและรองรับธรรมชาติของนวัตกรรม

NIA จึงให้ความสำคัญกับ Government Procurement Transformation (GPT) เพื่อสร้างความเข้าใจและเชื่อมโยงระหว่าง Solution Provider ซึ่งรวมถึงผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป กับหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนสร้างกระบวนการที่ช่วยให้การนำสินค้าและบริการนวัตกรรมเข้าสู่การใช้งานเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ

เมื่อกลไกเหล่านี้สามารถเชื่อมต่อกันได้ ตลาดภาครัฐก็จะไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดหนึ่ง” ของผู้ประกอบการ แต่สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้าง Traction, Reference และความน่าเชื่อถือ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป

 

จากการเข้าถึงตลาด สู่การเข้าถึงเงินทุน

เมื่อผู้ประกอบการสามารถพิสูจน์ Product และเริ่มมีตลาดแล้ว ความท้าทายถัดไปคือ เงินทุนสำหรับการ Scale

เส้นทางของสตาร์ตอัปไม่ได้สิ้นสุดเมื่อสามารถสร้าง Product-Market Fit แต่ในช่วงที่ธุรกิจเริ่มเติบโต ผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้เงินทุนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นสำหรับการขยายทีม พัฒนาเทคโนโลยี เพิ่มกำลังการผลิต ขยายตลาด และสร้างความสามารถในการแข่งขัน

ช่องว่างในช่วงดังกล่าวเป็นหนึ่งในโจทย์ที่ถูกพูดถึงในเวที โดยเฉพาะช่วงที่ธุรกิจต้องก้าวผ่าน Valley of Death จากธุรกิจที่เริ่มพิสูจน์ตลาดแล้วไปสู่การ Scale ในระดับที่ใหญ่ขึ้น

NIA จึงกำลังยกระดับบทบาทด้านเงินทุนจาก Granter สู่ Investor ผ่านแนวคิด NIA Ventureเพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านเงินทุนให้กับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเติบโต โดยเฉพาะในช่วง Late Seed และ Series A ขึ้นไป

ขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับ VC/CVC และการ Co-investment ยังเป็นแนวทางที่ช่วยแบ่งปันความเสี่ยงและดึงเงินทุนจากภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในธุรกิจนวัตกรรมไทย

ดังนั้น เส้นทางของผู้ประกอบการจึงไม่ได้มีเพียง Market Access แต่ต้องเดินคู่ไปกับ Capital Access เพื่อให้ธุรกิจสามารถนำ Traction ที่สร้างขึ้นมาต่อยอดสู่การ Scale ได้

ไม่ใช่แค่ “เงิน” แต่ต้องเป็น Smart Money

สำหรับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป การระดมทุนไม่ได้หมายความว่า “มีเงินแล้วจบ” เพราะนักลงทุนแต่ละรายสามารถนำสิ่งที่แตกต่างกันเข้ามาสนับสนุนธุรกิจ ทั้งความรู้ ประสบการณ์ เครือข่าย และความเข้าใจตลาด

ดร.พณชิต กิตติปัญญางาม สะท้อนมุมมองว่า ผู้ประกอบการควรให้ความสำคัญกับ Smart Money หรือเงินลงทุนที่มาพร้อมกับประสบการณ์และศักยภาพในการช่วยให้ธุรกิจเติบโต โดยเฉพาะ VC ที่มีประสบการณ์ในการ Scale และมี Connection ในตลาดต่างประเทศ

ในมุมนี้ บทบาทของภาครัฐจึงสามารถเป็นมากกว่าการเติมเงินทุน แต่คือการช่วยสร้าง “แต้มต่อ” ให้กับผู้ประกอบการ ผ่านการลดความเสี่ยงและสร้างแรงจูงใจให้ VC ที่มีศักยภาพเข้ามาร่วมลงทุน

เมื่อเงินทุนจากภาครัฐสามารถทำงานร่วมกับเงินทุน ความรู้ และเครือข่ายจากภาคเอกชนได้ ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทยสามารถก้าวจากการเติบโตในตลาดภายในประเทศไปสู่การ Scale ในระดับภูมิภาค

 

จากตลาดไทย สู่ตลาดโลก

เมื่อผู้ประกอบการมี Product ที่พร้อม มีลูกค้า มี Reference และมีเงินทุนสำหรับการ Scale แล้ว โอกาสต่อไปคือการขยายธุรกิจไปสู่ ตลาดต่างประเทศ

การไป Global จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการนำสินค้าไปขายในต่างประเทศ แต่ต้องเข้าใจตลาดเป้าหมาย สร้างความสัมพันธ์กับพันธมิตรในพื้นที่ และสามารถเชื่อมต่อกับ Ecosystem ที่เหมาะสม

NIA จึงเดินหน้ากลไก Scale Up to Global และ Global Startup Hub เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับหน่วยงานพันธมิตร นักลงทุน เครือข่าย และโอกาสทางธุรกิจในต่างประเทศ

อีกแนวคิดที่ถูกเสนอจากเวทีเสวนาคือ Global Innovation Ambassador ซึ่งสามารถเข้ามาช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับ Connection ในตลาดต่างประเทศ และลดช่องว่างระหว่างการสร้าง Connection กับการนำไปสู่โอกาสทางธุรกิจจริง

เพราะการพาผู้ประกอบการไปต่างประเทศไม่ควรจบเพียงการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า หรือการทำ Business Matching แต่ควรต่อยอดไปสู่ Partnership ลูกค้า รายได้ และการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

 

SITE 2026: เมื่อ Innovation ต้องเดินทางไปถึง Market

เมื่อมองภาพรวมของเวทีเสวนาใน SITE 2026 จะเห็นได้ว่าโจทย์สำคัญของผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทยในวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่การสร้าง Innovation เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง เส้นทางจาก Innovation ไปสู่ Market

นี่จึงเป็นอีกมิติหนึ่งที่ SITE 2026 ต้องการสะท้อน เพราะการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงไม่ได้หมายถึงการมีผู้ประกอบการจำนวนมาก หรือมีเทคโนโลยีที่น่าสนใจจำนวนมากเท่านั้น แต่ต้องสามารถสร้างพื้นที่ให้ Innovation พบกับ Market, Capital และ Business Opportunity

เส้นทางดังกล่าวสามารถมองได้ตั้งแต่

พัฒนา Innovation → ทดลองใช้จริง → สร้าง Trust → เข้าถึง First Customer → สร้าง Traction → เข้าถึง Investment → Scale → ขยายสู่ Global Market

แต่ละขั้นจึงต้องมี “กลไก” ที่เข้ามาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดที่แตกต่างกัน

ตลาดภาครัฐช่วยสร้างโอกาสในการเป็น First Customer
Market Expansion ช่วยให้เกิดการทดลองใช้งานและสร้าง Proof of Use
บัญชีนวัตกรรมและกลไกด้านการจัดซื้อช่วยเปิดช่องทางเข้าสู่ตลาด
Government Procurement Transformation ช่วยสร้างระบบที่เอื้อต่อการจัดซื้อ Innovation
NIA Venture และ Co-investment ช่วยเติม Capital ในช่วง Scale
ขณะที่ Scale Up to Global และ Global Startup Hub ช่วยเชื่อมต่อผู้ประกอบการเข้าสู่ Global Ecosystem

ทั้งหมดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Growth Pathway ให้กับผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปไทย

จาก “มีนวัตกรรม” สู่ “มีตลาด” และเติบโตได้จริง

สิ่งที่เวทีเสวนาใน SITE 2026 สะท้อนอย่างชัดเจน คือการผลักดันผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปในวันนี้ ไม่ควรหยุดอยู่ที่การสนับสนุนให้เกิด Product หรือการให้ทุนในช่วงเริ่มต้น แต่ต้องมองต่อไปว่า นวัตกรรมนั้นจะไปถึงตลาดได้อย่างไร และธุรกิจจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร

เพราะสำหรับผู้ประกอบการแล้ว การมี Product คือจุดเริ่มต้น
การมีลูกค้าคือการพิสูจน์ตลาด
การมี Traction คือแรงส่งของธุรกิจ
การมี Investment คือพลังสำหรับการ Scale
และการมี Global Connection คือโอกาสในการเติบโตออกไปนอกประเทศ

บทบาทของ NIA จึงกำลังมุ่งสู่การสร้างระบบที่เชื่อมโยงองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเดินทางจาก “Innovation” ไปสู่ “Market” และจาก “Market” ไปสู่ “Growth”

เพราะเป้าหมายของการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ไม่ใช่เพียงการทำให้ประเทศไทยมีผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการเหล่านั้น เข้าถึงตลาดได้จริง มีเงินทุนสำหรับการเติบโต สามารถ Scale ธุรกิจ และสร้าง Impact ได้ทั้งในประเทศไทยและตลาดโลก

จากนวัตกรรมที่ตอบโจทย์
สู่ตลาดที่พร้อมเปิดรับ
จากผู้ประกอบการที่พร้อมเติบโต
สู่ธุรกิจไทยที่สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-2

เจาะตลาดอินโดนีเซีย 2026: 5 บทเรียนจากสตาร์ตอัปไทยที่ลงสนามจริง

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026-2

เจาะตลาดอินโดนีเซีย 2026:

5 บทเรียนจากสตาร์ตอัปไทยที่ลงสนามจริง

อินโดนีเซียกำลังขยับขึ้นมาเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของสตาร์ตอัปในอาเซียนอย่างชัดเจน โดย StartupBlink Global Startup Ecosystem Index 2026 จัดให้อินโดนีเซียอยู่ในอันดับ 45 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่จาการ์ตา เมืองศูนย์กลางธุรกิจและเทคโนโลยีของประเทศ อยู่ในอันดับ 33 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่ประกอบด้วยผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และโครงสร้างสนับสนุนด้านนวัตกรรมในระดับภูมิภาค

เมื่อประกอบกับประชากร 277.5 ล้านคนตามข้อมูลที่ StartupBlink แสดงในปี 2026 ขนาดของตลาดอินโดนีเซียจึงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดธุรกิจและนักลงทุนจากทั่วโลก ขณะเดียวกัน การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลและความต้องการเทคโนโลยีในหลากหลายอุตสาหกรรม ก็ทำให้อินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน” แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายจากประเทศไทยไปสู่ตลาดภูมิภาค

แต่ขนาดตลาดไม่ใช่คำตอบทั้งหมด

เพราะในโลกของการทำธุรกิจจริง อินโดนีเซียเป็นตลาดที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งความแตกต่างระหว่างพื้นที่ พฤติกรรมผู้บริโภค กฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และความไว้วางใจ

การนำผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปเปิดตลาดโดยตรง จึงไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในอินโดนีเซียเช่นเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “อินโดนีเซียมีโอกาสมากแค่ไหน?” แต่คือ

“สตาร์ตอัปไทยจะเข้าไปคว้าโอกาสนั้นได้อย่างไร?”

 

ภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้นำสตาร์ตอัปไทย 5 บริษัท เดินทางไปศึกษาตลาดอินโดนีเซีย พร้อมพบปะนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้เล่นสำคัญในระบบนิเวศนวัตกรรม เพื่อเรียนรู้ทั้งโอกาสและความท้าทายจากตลาดจริง

ทั้ง 5 บริษัทมาจากธุรกิจที่แตกต่างกัน ตั้งแต่ Circular Economy, HealthTech, FinTech, Mobility ไปจนถึง AI แต่ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกลับสะท้อนบทเรียนร่วมกันว่า

การบุกตลาดอินโดนีเซียไม่มีสูตรสำเร็จ สิ่งสำคัญกว่าการมีผลิตภัณฑ์ที่ดี คือการรู้ว่าจะนำผลิตภัณฑ์นั้นเข้าไปอยู่ตรงไหน และสร้างคุณค่าร่วมกับใคร

 

อินโดนีเซีย…ตลาดใหญ่ที่ต้องเข้าใจมากกว่าตัวเลข

เมื่อพูดถึงอินโดนีเซีย ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคือจำนวนประชากรและขนาดของตลาด แต่เบื้องหลังตัวเลขเหล่านั้นคือประเทศที่มีลักษณะเป็น “เศรษฐกิจหมู่เกาะ” (Archipelago Economy) ประกอบด้วยเกาะจำนวนมาก และมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแต่ละพื้นที่

ความแตกต่างไม่ได้มีเพียงเรื่องภูมิศาสตร์ แต่ยังครอบคลุมถึงกำลังซื้อ พฤติกรรมผู้บริโภค โครงสร้างพื้นฐาน รูปแบบการทำธุรกิจ และระดับการยอมรับเทคโนโลยี

ดังนั้น การมองอินโดนีเซียเป็น “ตลาดเดียว” อาจไม่ใช่วิธีคิดที่เหมาะสมสำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังเข้าสู่ตลาด

ในทางกลับกัน การเลือก “เมืองแรก” หรือ “พื้นที่แรก” ที่เหมาะสมกับธุรกิจ แล้วใช้พื้นที่นั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการทดลอง เก็บข้อมูล และสร้างกรณีศึกษา อาจเป็นแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงก่อนขยายไปยังพื้นที่อื่น

แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน BSD City ซึ่งพัฒนาโดย Sinar Mas Land และมีการวางระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีผ่าน Digital Hub โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกพัฒนาให้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดIntegrated Smart Digital City และเป็นพื้นที่สำหรับบริษัทสตาร์ตอัป บริษัทเทคโนโลยี สถาบันการศึกษา และบริษัทข้ามชาติ

ปัจจุบัน BSD City ยังมีการนำเทคโนโลยีอย่าง AI, IoT, Digital Twin และ Data Analytics มาใช้กับการบริหารจัดการเมือง รวมถึงระบบจราจร ความปลอดภัย และ Smart Building

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติ พื้นที่ลักษณะนี้จึงสามารถเป็นโอกาสในการ ทดลองและทดสอบโซลูชันในสภาพแวดล้อมจริง ทำ Pilot หรือ Proof of Concept เก็บข้อมูล และเรียนรู้จากผู้ใช้งานและพันธมิตรในตลาด ก่อนนำผลลัพธ์ไปต่อยอดในวงกว้าง เพราะในตลาดที่มีความหลากหลายสูง การเริ่มเล็กอย่างมีกลยุทธ์ อาจเป็นวิธีที่ทำให้การขยายใหญ่มีความเสี่ยงน้อยลง

5 สตาร์ตอัปไทยกับบทเรียนจากสนามจริง

ประสบการณ์ของทั้ง 5 บริษัทสะท้อนให้เห็นว่า แต่ละธุรกิจต้องเผชิญกับโจทย์เฉพาะตัว และสิ่งที่ใช้ได้ผลในประเทศไทยไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำมาใช้ในอินโดนีเซียได้โดยตรง

Alive Loop: Green Solution ต้องสร้าง Business Value

Alive Loop แพลตฟอร์มรีไซเคิลที่เปลี่ยนขยะบรรจุภัณฑ์ที่จัดการได้ยาก เช่น ฟอยล์หลายชั้น ให้กลายเป็นวัสดุสำหรับภาคอุตสาหกรรม พบว่าความท้าทายไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรและลูกค้าในพื้นที่

สำหรับธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อม การพูดถึง Sustainability เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะตลาดต้องการเห็นว่าโซลูชันสามารถสร้าง Business Value ได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน ประสิทธิภาพ และผลตอบแทนทางธุรกิจ

บทเรียนของ Alive Loop จึงสะท้อนว่า

Green Solution ที่จะเติบโตในตลาดจริง ต้องตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจไปพร้อมกัน

Dietz Asia: เข้า HealthTech ต้องเข้าใจกฎระเบียบก่อน

สำหรับ Dietz Asia แพลตฟอร์ม Telemedicine ที่เชื่อมโยงโรงพยาบาล คลินิก และการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่บ้าน โจทย์สำคัญไม่ได้อยู่ที่ตลาดเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Regulatory Environment

ธุรกิจ HealthTech ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดด้วยโมเดลเดียวกับธุรกิจดิจิทัลทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับกฎระเบียบ การกำกับดูแล กระบวนการรับรอง และการทำงานร่วมกับระบบบริการสุขภาพ

ขณะเดียวกัน ความสามารถในการจ่ายของผู้ใช้งานและรูปแบบการให้บริการก็เป็นปัจจัยสำคัญต่อการออกแบบ Business Model

ดังนั้น สิ่งที่สตาร์ตอัปควรทำตั้งแต่ต้นคือ Regulatory Mapping เพื่อทำความเข้าใจข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องก่อนลงทุนพัฒนาตลาด เพราะ Regulation ไม่ได้เป็นเพียงเงื่อนไขของการเข้าสู่ตลาด แต่สามารถกำหนดรูปแบบผลิตภัณฑ์และโมเดลธุรกิจได้ตั้งแต่ต้น

Chill Pay: FinTech ต้องเข้าใจทั้งระบบ ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี

สำหรับ Chill Pay ผู้ให้บริการ Payment Gateway ที่กำลังขยายขอบเขตสู่การค้าข้ามพรมแดน อินโดนีเซียแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเข้าใจโครงสร้างตลาดอย่างละเอียด

อินโดนีเซียมีระบบชำระเงินดิจิทัลที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดย QRIS เป็นมาตรฐานสำคัญของการชำระเงินด้วย QR และปัจจุบันยังมีการเชื่อมโยง QRIS กับระบบของประเทศไทยผ่านPromptPay เพื่อรองรับการชำระเงินข้ามพรมแดน

สิ่งนี้สะท้อนว่าโอกาสในตลาด FinTech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเชื่อมต่อระบบชำระเงิน แต่ยังครอบคลุมถึง Cross-Border Commerce และบริการที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

ขณะเดียวกัน ผู้ให้บริการยังต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการแข่งขัน ต้นทุน และความยืดหยุ่นด้านราคา เพราะตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากย่อมทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึง Business Model ที่สามารถตอบโจทย์ตลาดได้จริง

ViaBus: แก้ปัญหาเมือง ต้องเริ่มจากการเข้าใจเมือง

ในกรณีของ ViaBus แพลตฟอร์มที่ช่วยจัดการระบบขนส่งสาธารณะและยานพาหนะให้เป็นดิจิทัลแบบครบวงจร ความท้าทายสำคัญคือข้อมูล โครงสร้างระบบขนส่ง และบริบทของแต่ละพื้นที่

ประสบการณ์จากประเทศไทยจึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ทั้งหมด บริษัทจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายกับผู้ให้บริการท้องถิ่น และทำความเข้าใจว่าแต่ละเมืองมีปัญหาและเป้าหมายแตกต่างกันอย่างไร ทั้งในด้านการให้บริการประชาชนและรูปแบบการดำเนินธุรกิจ

บทเรียนของ ViaBus จึงชี้ให้เห็นว่า การนำเทคโนโลยีเข้าไปแก้ปัญหาเมือง ต้องเริ่มจากการเข้าใจเมือง ไม่ใช่เริ่มจากเทคโนโลยี

MUI Robotics: Deep Tech ต้องเดินจาก Technology สู่ Commercialisation

ขณะที่ MUI Robotics ซึ่งพัฒนาเทคโนโลยี AI-Nose หรือ “จมูกอิเล็กทรอนิกส์” สำหรับตรวจจับกลิ่นและรสชาติในกระบวนการควบคุมคุณภาพของโรงงานอุตสาหกรรม พบว่า แม้ตลาดจะให้ความสนใจ AI และ Deep Tech อย่างมาก แต่การมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่ได้หมายความว่าจะสามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้ทันที

กฎระเบียบ มาตรฐานอุตสาหกรรม ความพร้อมของผู้ใช้งาน และกระบวนการนำเทคโนโลยีเข้าสู่ระบบการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน

ในกรณีนี้ Local Partner จึงไม่ได้มีบทบาทเพียงช่วยหาลูกค้า แต่ยังสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปเข้าใจมาตรฐาน กระบวนการจัดซื้อ และความต้องการของอุตสาหกรรมในพื้นที่ได้ดีขึ้น

บทเรียนสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนจาก

“Technology Readiness” ไปสู่ “Market Readiness”

3 เรื่องที่สตาร์ตอัปไทยต้องรู้ก่อนเข้าอินโดนีเซีย

เมื่อมองทั้ง 5 กรณีร่วมกัน จะเห็นว่าความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรมกลับนำไปสู่บทเรียนร่วมกันดังนี้

Localisation ไม่ใช่แค่การแปลภาษา

การ Localise ที่แท้จริงคือการปรับทั้ง ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการขาย และโมเดลธุรกิจ ให้เข้ากับบริบทของตลาด สิ่งที่ลูกค้าไทยยอมรับไม่ได้หมายความว่าลูกค้าอินโดนีเซียจะยอมรับเหมือนกัน โดยเฉพาะเรื่องราคา รูปแบบการใช้งาน และกระบวนการตัดสินใจซื้อ ซึ่งอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

ดังนั้น ก่อนนำผลิตภัณฑ์เข้าไปเปิดตลาด คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เราจะแปล Product เป็นภาษาอินโดนีเซียอย่างไร?” แต่คือ “เราต้องเปลี่ยน Product อะไรบ้างเพื่อให้เหมาะกับตลาดนี้?”

 

Local Partner คือประตูสู่ตลาด

อินโดนีเซียเป็นตลาดที่ความสัมพันธ์ทางธุรกิจมีความสำคัญอย่างมาก

Local Partner ที่ดีไม่ได้มีหน้าที่เพียงช่วยหาลูกค้า แต่สามารถช่วยเปิดประตูสู่เครือข่ายธุรกิจ ภาครัฐ นักลงทุน ผู้ให้บริการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจ

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติ การมีพันธมิตรที่เข้าใจตลาดจึงสามารถช่วยลดทั้งระยะเวลา ต้นทุน และความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือไม่ควรมอง Partner เพียงในฐานะ Distributor หรือ Sales Agent แต่ควรมองหา Strategic Partner ที่สามารถร่วมพัฒนาตลาดและสร้าง Business Value ไปด้วยกัน

อย่ารีบ Scale ก่อนที่จะ Validate

ตลาดขนาดใหญ่อาจทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่าต้องรีบขยายให้เร็วที่สุด แต่สำหรับอินโดนีเซีย แนวทางที่เหมาะสมอาจเป็นการเริ่มต้นจากพื้นที่ที่เลือกอย่างมีกลยุทธ์ แล้วค่อยขยายเมื่อมีข้อมูลรองรับ

แนวทางหนึ่งที่เหมาะกับสตาร์ตอัปคือ POC → Pilot → Validate → Scale

เริ่มจากการทดสอบผลิตภัณฑ์กับลูกค้าหรือพันธมิตรจริง เก็บข้อมูล เรียนรู้จาก Feedback และปรับ Product-Market Fit ให้เหมาะกับตลาด ก่อนลงทุนขยายในวงกว้าง

เพราะการมี หนึ่ง Case Study ที่พิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงในอินโดนีเซีย อาจมีคุณค่ามากกว่าการมีแผนขยายตลาดที่ครอบคลุมทั้งประเทศ แต่ยังไม่มีลูกค้าจริง

เมื่อการ Pitch ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การระดมทุน

อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่คือ การ Pitch ในตลาดต่างประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อระดมทุน

หาก Pitch ให้กับนักลงทุน สิ่งที่ต้องแสดงคือศักยภาพการเติบโต ขนาดตลาด โมเดลธุรกิจ ความสามารถในการแข่งขัน และผลตอบแทนที่คาดหวัง แต่หาก Pitch ให้กับ Corporate หรือ Strategic Partner คำถามสำคัญจะเปลี่ยนไปเป็น “เราจะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คุณ?” และ “เราสามารถสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างไร?”

ดังนั้น Pitch Deck สำหรับการเข้าสู่ตลาดควรตอบให้ชัดว่า บริษัทต้องการอะไรจากตลาด ต้องการ Partner ประเภทใด ต้องการทดลองอะไร และผลลัพธ์ที่ทั้งสองฝ่ายจะได้รับคืออะไร การเตรียมตัวที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการเตรียม “สิ่งที่จะขาย” แต่ต้องเตรียม “สิ่งที่จะสร้างร่วมกัน”

จาก “ผู้ขาย” สู่ “ผู้สร้างร่วม”

ข้อมูลจาก StartupBlink ช่วยให้เห็นว่าอินโดนีเซียมีระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่มีความสำคัญในระดับภูมิภาค โดยประเทศอยู่ในอันดับ 45 ของโลก และอันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่จาการ์ตาอยู่ในอันดับ 33 ของโลก และอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ Ranking ไม่ได้ทำให้การเข้าสู่ตลาดง่ายขึ้น

สิ่งที่ทำให้ธุรกิจเดินหน้าได้จริงคือการเข้าใจบริบทของตลาด เลือกพื้นที่ให้เหมาะสม สร้างความไว้วางใจ และหาพันธมิตรที่สามารถทำงานร่วมกันได้ในระยะยาว

สำหรับสตาร์ตอัปไทย อินโดนีเซียจึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็น “ตลาดขนาดใหญ่” แต่ควรถูกมองเป็นตลาดที่ประกอบด้วยหลายเมือง หลายอุตสาหกรรม และหลายโอกาส ซึ่งต้องเลือกให้เหมาะกับศักยภาพของแต่ละธุรกิจ

ประสบการณ์ของทั้ง 5 สตาร์ตอัปภายใต้โครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN จึงไม่ได้บอกว่าสตาร์ตอัปไทยควรเข้าอินโดนีเซียด้วยสูตรใดสูตรหนึ่ง แต่ชี้ให้เห็นถึงวิธีคิดที่สำคัญกว่า

เข้าใจตลาด → เลือกสนาม → หา Local Partner → ทดลองจริง → ปรับให้เข้าท้องถิ่น →แล้วจึง Scale

เพราะการ Go Global ในวันนี้ ไม่ได้หมายถึงการนำสิ่งที่เรามีไปขายให้กับโลกเพียงอย่างเดียว

แต่คือการนำเทคโนโลยี ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของไทยไป สร้างคุณค่าร่วมกับพันธมิตรในตลาดโลก

และอินโดนีเซียอาจเป็นหนึ่งในสนามสำคัญของอาเซียนสำหรับสตาร์ตอัปไทยในการเริ่มต้นเรียนรู้ว่า การเติบโตในตลาดโลกไม่ได้เริ่มจากการขยายให้ไกลที่สุด แต่เริ่มจากการเข้าใจตลาดให้ลึกที่สุด

38

Startup Thailand Connext: GO ASEAN เจาะโอกาสอินโดนีเซีย– สปป.ลาว

38

Startup Thailand Connext:

GO ASEAN เจาะโอกาสอินโดนีเซีย – สปป.ลาว

การขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ตลาดอาเซียนอาจดูเหมือนเป็นก้าวที่ไม่ไกลนัก ทั้งในแง่ระยะทาง ความใกล้ชิดทางวัฒนธรรม และความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริง แต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภค ระบบธุรกิจ และกฎระเบียบที่แตกต่างกัน การนำโมเดลธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปใช้ในต่างประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับบริบทของตลาด จึงอาจไม่เพียงพอต่อการสร้างการเติบโตในระยะยาว

นี่คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญจากเวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ภายใต้โครงการGlobal Startup Hub 2026 ที่เปิดมุมมองให้ผู้ประกอบการไทยเห็นทั้งโอกาสและความท้าทายของการขยายธุรกิจในอาเซียน ผ่านประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญและสตาร์ตอัปที่เคยลงสนามจริง โดยบทความนี้จะพาไปสำรวจ 2 ตลาดที่มีบริบทแตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ สปป.ลาว และอินโดนีเซีย

หากลาวเป็นตลาดใกล้ตัวที่น่าสนใจจากตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และบทบาทในการเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค อินโดนีเซียกลับเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านดิจิทัล พลังงาน ความยั่งยืน และสุขภาพ ความแตกต่างนี้ทำให้ทั้งสองตลาดมี “บทบาท” ที่ต่างกันบนเส้นทาง GO ASEAN และสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกตลาดสำหรับสตาร์ตอัปไม่ควรมองเพียงขนาดของตลาด แต่ต้องมองว่าตลาดนั้นมีโจทย์อะไร และธุรกิจของเราสามารถเข้าไปสร้างคุณค่าได้อย่างไร

ลาว: ตลาดใกล้ตัวที่ต้องมองไกลกว่าขนาดประชากร

ในหัวข้อ “Unlocking Laos: Your Market Entry Guide” คุณรังสรรค์ พรมประสิทธิ์ CEO, Startbox – Laos ได้ถ่ายทอดมุมมองเกี่ยวกับโอกาสและแนวทางการเข้าสู่ตลาด สปป.ลาว โดยชี้ให้เห็นว่า การมองลาวจากจำนวนประชากรเพียงประมาณ 7 ล้านคน อาจทำให้ผู้ประกอบการประเมินศักยภาพของตลาดต่ำกว่าความเป็นจริง

จุดแข็งสำคัญของลาวไม่ได้อยู่ที่ขนาดตลาดผู้บริโภค แต่คือ ตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ จากประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเล ลาวกำลังพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อก้าวสู่การเป็น Land-linked Hub เชื่อมโยงไทย จีน เวียดนาม และตลาดอื่นในภูมิภาค โดยมีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่างรถไฟจีน–ลาว และท่าบกท่านาแล้งเข้ามาเพิ่มศักยภาพด้านการขนส่งและโลจิสติกส์

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โอกาสของธุรกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การนำสินค้าเข้าไปขายในลาว แต่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การผลิต การแปรรูปอาหาร โลจิสติกส์ การจัดการข้อมูล และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งข้ามแดน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ลาวจึงอาจเป็นทั้ง ตลาดทดลอง ตลาดสำหรับสร้างพันธมิตร และฐานเชื่อมต่อไปยังตลาดอื่น โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการทดสอบเทคโนโลยีหรือโมเดลธุรกิจในบริบทที่มีความใกล้เคียงกับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม การเข้าสู่ลาวไม่ควรเดินเพียงลำพัง เพราะความแตกต่างด้านระบบราชการ การเงิน และขั้นตอนการดำเนินธุรกิจอาจเป็นอุปสรรคสำหรับผู้ประกอบการต่างชาติ การมีLocal Partner ที่เข้าใจตลาด มีเครือข่าย และสามารถเชื่อมโยงกับหน่วยงานหรือภาคธุรกิจในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและเร่งการเข้าสู่ตลาด

ลาวจึงอาจไม่ใช่ตลาดที่โดดเด่นด้วย “ขนาด” แต่เป็นตลาดที่โดดเด่นด้วย “ตำแหน่ง” และศักยภาพในการเชื่อมโยงธุรกิจไทยเข้าสู่ภูมิภาค

อินโดนีเซีย: ตลาดขนาดใหญ่ที่ไม่ได้มีเพียงตลาดเดียว

หากลาวต้องมองผ่านเลนส์ของ Supply Chain และ Connectivity อินโดนีเซียต้องมองผ่านเลนส์ของ ขนาด ความหลากหลาย และการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจ

ในหัวข้อ “Gateway to Indonesia: Support and Services for Thai Startups” Ms. Ester Widya, VP Business & Marketing, KUMPUL, Indonesia ได้นำเสนอภาพรวมของตลาดและแนวทางสนับสนุนสำหรับสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการเข้าสู่ระบบนิเวศธุรกิจของอินโดนีเซีย

การขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียเปรียบเสมือนการเข้าไปสำรวจใน “สวนสนุก” ที่มีเครื่องเล่นทุกรูปแบบสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่ชอบความท้าทายตื่นเต้น (Thrill Seekers) หรือผู้ที่ต้องการพื้นที่ปลอดภัย (Safe Net) แต่ในขณะเดียวกัน ตลาดแห่งนี้ก็เปรียบเสมือน”ผืนป่าอันกว้างใหญ่” ที่มีทั้งโอกาสในการพบเหมืองทองคำหรืออาจจะเผชิญหน้ากับเสือป่า ซึ่งความสำเร็จนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครคือผู้นำทางและคุณสามารถเชื่อมต่อกับใครในประเทศนี้

อินโดนีเซียมีประชากรมากกว่า 280 ล้านคน มากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 221 ล้านคน หรือเกือบ 80% ของประชากรทั้งหมด ขนาดของประชากรประกอบกับการเติบโตของ Digital Adoption ทำให้อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจดิจิทัลและเทคโนโลยี

แต่ตัวเลข 280 ล้านคนอาจไม่ได้หมายความว่าสตาร์ตอัปสามารถใช้กลยุทธ์เดียวแล้วเข้าถึงผู้บริโภคได้ทั่วประเทศ เพราะอินโดนีเซียประกอบด้วยเกาะมากกว่า 17,000 เกาะ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากกว่า 700 กลุ่ม และมีภาษาท้องถิ่นจำนวนมาก แม้ Bahasa Indonesia จะเป็นภาษาประจำชาติ แต่ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค รูปแบบการทำธุรกิจ และความสัมพันธ์ระหว่างผู้เล่นในระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น คำถามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เพียง “จะขายอะไรให้คน 280 ล้านคน” แต่คือ“จะเริ่มจากพื้นที่ใด ลูกค้ากลุ่มไหน และปัญหาใด”

แนวคิด Hyper-Localization จึงมีความสำคัญอย่างมาก การเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียจำเป็นต้องเริ่มจากการเลือกพื้นที่และกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม ก่อนค่อยขยายไปยังพื้นที่อื่น ไม่จำเป็นต้องพยายามครอบคลุมทั้งประเทศตั้งแต่วันแรก

 3 เศรษฐกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทย

ความน่าสนใจของอินโดนีเซียไม่ได้อยู่เพียงที่จำนวนประชากร แต่ยังอยู่ที่การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังเปิดพื้นที่ให้เกิดธุรกิจและเทคโนโลยีใหม่ในหลายสาขา

ด้านแรกคือ Digital Economy ที่ครอบคลุมตั้งแต่ E-Commerce, New Retail และ D2C ไปจนถึง Digital Government, Smart City และ EdTech การที่ประชากรจำนวนมากเข้าสู่ระบบดิจิทัลกำลังสร้างความต้องการใหม่ทั้งในฝั่งผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

ด้านที่สองคือ Green Economy อินโดนีเซียมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ เช่น นิกเกิลและน้ำมันปาล์ม และกำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทำให้เกิดความต้องการด้าน Renewable Energy, Energy Transition, Sustainable Agriculture รวมถึงเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทานสีเขียว

สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่คือพื้นที่ที่ Climate Tech, Energy Tech, Agritech, FoodTech และ Carbon Management สามารถเข้าไปสร้างมูลค่าได้ โดยเฉพาะโซลูชันที่ช่วยให้อุตสาหกรรมลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ หรือจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้านที่สามคือ Wellness Economy ซึ่งครอบคลุม HealthTech, Telemedicine, Digital Health, Wellness Tourism ตลอดจนธุรกิจสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาวะ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวอย่างบาหลีที่มี ecosystem ด้าน Wellness แข็งแรง

เมื่อทั้งสามด้านมาบรรจบกันจึงเกิดโอกาสใหม่ เช่น AI ที่ช่วยบริหารระบบสุขภาพ เทคโนโลยี IoT สำหรับจัดการพลังงาน หรือ Green Logistics ที่ใช้ข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับสตาร์ตอัปไทย โอกาสจึงไม่ได้อยู่ที่การนำ “สินค้าไทย” ไปแข่งขันในอินโดนีเซียเท่านั้น แต่อยู่ที่การนำ ความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปแก้โจทย์ของเศรษฐกิจอินโดนีเซีย

ตลาดยังมีโอกาส แม้เงินลงทุนจะระมัดระวังมากขึ้น

แม้ตลาดสตาร์ตอัปอินโดนีเซียจะมีศักยภาพสูง แต่สถานการณ์การลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยข้อมูลที่นำเสนอในเวทีระบุว่า มูลค่าการระดมทุนของสตาร์ตอัปลดลงประมาณ 49% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า มาอยู่ที่ราว 355.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนยังคงกระจุกตัวในกลุ่มธุรกิจที่มีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจจริงและพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะ Fintech, New Retail & D2C และ E-Commerce

ภาพดังกล่าวสะท้อนว่า การชะลอตัวของเงินลงทุนไม่ได้หมายความว่าโอกาสในตลาดหายไป แต่การแข่งขันจะเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยเงินทุนเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างรายได้ ลดต้นทุน หรือแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง

สำหรับสตาร์ตอัปไทย อินโดนีเซียจึงไม่ควรถูกมองเป็นเพียงตลาดสำหรับระดมทุน แต่ควรถูกมองเป็น ตลาดสำหรับสร้างลูกค้า Corporate Partner และ Proof of Concept ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่การขยายธุรกิจในระยะยาว

เลือก “สนามแรก” ให้เหมาะกับธุรกิจ

หนึ่งในข้อผิดพลาดที่ผู้ประกอบการอาจพบเมื่อเข้าสู่อินโดนีเซีย คือการมองประเทศทั้งประเทศเป็นตลาดเดียว ทั้งที่ในทางปฏิบัติแต่ละพื้นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างกัน

อินโดนีเซียมีการปกครองแบบกระจายอำนาจและแบ่งออกเป็น 38 จังหวัด ทำให้รายละเอียดด้านกฎระเบียบ ข้อกำหนด และสิทธิประโยชน์อาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ขณะเดียวกัน การจัดตั้งและดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับระบบของ BKPM และ Online Single Submission (OSS) ซึ่งช่วยรวมขั้นตอนการขอเอกสารและใบอนุญาตหลายประเภทไว้ในระบบกลาง

การเลือกพื้นที่จึงควรสอดคล้องกับ Business Model หากเป็นธุรกิจเทคโนโลยีและดิจิทัล จาการ์ตาและบาหลี เป็นพื้นที่ที่น่าสนใจสำหรับการสร้างเครือข่ายและทดสอบตลาด ขณะที่ธุรกิจด้านการผลิตควรพิจารณาพื้นที่ที่มีฐานอุตสาหกรรมและทรัพยากรที่เหมาะสม เช่น สุมาตราและบอร์เนียว

สิ่งสำคัญคือไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการขยายทั้งประเทศ แต่ควรเลือก First Market ที่มีโอกาสสร้าง Product-Market Fit และ Partnership ได้ดีที่สุด ก่อนนำผลลัพธ์ไปต่อยอด

ในอินโดนีเซีย “ความสัมพันธ์” คือโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ

เทคโนโลยีที่ดีอาจทำให้เกิดการนัดหมายครั้งแรก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่การทำธุรกิจได้ทันที

หนึ่งในบทเรียนสำคัญของตลาดอินโดนีเซียคือรูปแบบการทำธุรกิจที่มีลักษณะ Relationship-Driven และ Partnership-Based ความไว้วางใจและความสัมพันธ์ระยะยาวมีความสำคัญไม่แพ้ข้อเสนอทางธุรกิจ

ดังนั้น Business Matching ที่ดีจึงไม่ควรจบลงเพียงการพบปะหรือแลกนามบัตร แต่ควรนำไปสู่การทำความเข้าใจ Pain Point ของคู่ค้า การพัฒนาโครงการร่วม การทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ หรือการทำ Proof of Concept

สำหรับสตาร์ตอัปต่างชาติที่ยังไม่มีทีมในประเทศ การมี Local Partner จึงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญ เพราะพันธมิตรในพื้นที่สามารถช่วยเชื่อมต่อกับลูกค้า Corporate หน่วยงานรัฐ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจที่อาจเข้าถึงได้ยากหากดำเนินการเพียงลำพัง

KUMPUL: จากเครือข่าย Ecosystem สู่ประตูเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

ในบริบทนี้ KUMPUL มีบทบาทสำคัญในฐานะหนึ่งใน National Ecosystem Enabler ของอินโดนีเซีย โดยเริ่มต้นจาก Coworking Space ในบาหลีเมื่อปี 2015 ก่อนขยายเครือข่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ

ปัจจุบัน KUMPUL มีเครือข่ายฮับและพันธมิตรท้องถิ่นมากกว่า 130 แห่ง และมีพันธมิตรในภาคอุตสาหกรรมมากกว่า 300 ราย พร้อมประสบการณ์สนับสนุนทั้ง MSMEs และสตาร์ตอัป รวมถึงการทำ Business Matching และการเชื่อมโยงผู้ประกอบการต่างชาติเข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย

สำหรับสตาร์ตอัปไทย คุณค่าของเครือข่ายลักษณะนี้ไม่ได้อยู่เพียงการ “แนะนำตลาด” แต่คือการช่วยลดระยะห่างระหว่าง Market Knowledge กับ Market Access

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังมี Corporate ขนาดใหญ่ในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่กลุ่มธนาคารและการเงิน เช่น Mandiri, BNI และ BRI กลุ่มโทรคมนาคมและเทคโนโลยี เช่น Lintasarta และ Indosat Ooredoo Hutchison ไปจนถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ประกันภัย และ FMCG

ดังนั้น โอกาสของสตาร์ตอัปไทยจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ผู้บริโภคกว่า 280 ล้านคน แต่ยังรวมถึงตลาด B2B, Corporate Innovation และ Industrial Solutions ซึ่งมีความต้องการเทคโนโลยีใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

3 สตาร์ตอัปไทย กับบทเรียนจากการลงสนามจริง

นอกจากข้อมูลตลาดแล้ว เวที Startup Thailand Connext: GO ASEAN ยังถ่ายทอดประสบการณ์จากสตาร์ตอัปไทยที่เคยเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่าง TIE Smart Solutions, BOTNOI Group และ ViaBus ซึ่งช่วยให้เห็นภาพว่า การเข้าสู่ตลาดจริงต้องเตรียมตัวอย่างไร

TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่า “ข้อมูล” สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความน่าเชื่อถือได้ บริษัทเลือกเริ่มต้นจากการวัดและประเมินประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานให้กับลูกค้า เพื่อสร้างข้อมูลที่พิสูจน์ผลลัพธ์ของระบบ ก่อนนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้สนับสนุนการเจรจากับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกบทเรียนคือการเลือกสร้างพันธมิตรแทนการเข้าไปแข่งขันกับผู้เล่นท้องถิ่นโดยตรง การถ่ายทอดองค์ความรู้และทำงานร่วมกับ Local Partner ช่วยให้สามารถขยายธุรกิจได้โดยไม่จำเป็นต้องนำทีมจากไทยเข้าไปดูแลทุกขั้นตอน

ด้าน BOTNOI Group เปรียบเทียบการเข้าสู่ตลาดเหมือน “การปีนเขา” ที่ต้องสำรวจเส้นทางก่อนขึ้นไปถึงยอด การลงพื้นที่จริง การกลับมาปรับผลิตภัณฑ์ และการหาเพื่อนร่วมทางในประเทศเป้าหมาย จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างเป็นขั้นตอน

สิ่งที่น่าสนใจคือการทำ Localization ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยการลงทุนจำนวนมากเสมอไป การใช้บุคลากรต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยมาช่วยทดสอบระบบและพัฒนาตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในฐานะเจ้าของภาษา สามารถช่วยให้สตาร์ตอัปเรียนรู้ตลาดและลดความเสี่ยงก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ

ขณะที่ ViaBus แสดงให้เห็นความสำคัญของการเข้าใจโครงสร้างตลาด โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับระบบขนส่งและบริการสาธารณะ ซึ่งแต่ละเมืองมีผู้เล่น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และโครงสร้างอำนาจแตกต่างกัน

การศึกษาตลาดจึงไม่ได้หมายถึงการศึกษาคู่แข่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องรู้ว่า ใครเป็นผู้ตัดสินใจ ใครเป็นผู้มีอิทธิพล และใครคือพันธมิตรที่ธุรกิจจำเป็นต้องทำงานร่วมด้วย

ViaBus เลือกนำเสนอผลิตภัณฑ์โดยจำลองบริบทของประเทศคู่ค้า เพื่อให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่าเทคโนโลยีของบริษัทสามารถแก้ปัญหาเฉพาะของพื้นที่นั้นได้อย่างไร

ทั้งสามกรณีจึงสะท้อนบทเรียนเดียวกันว่า การขยายตลาดต่างประเทศไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เรามีอะไร” แต่ต้องเริ่มจากคำถามว่า “ตลาดมีปัญหาอะไร และเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร”

 

จากลาวสู่อินโดนีเซีย: ไม่มีสูตรเดียวสำหรับ GO ASEAN

เมื่อมองสองตลาดร่วมกัน จะเห็นว่า ลาวและอินโดนีเซียไม่ได้เป็นเพียงตลาดสองแห่งที่มีขนาดแตกต่างกัน แต่มีบทบาทที่แตกต่างกันบนเส้นทางการเติบโตของสตาร์ตอัปไทย

ลาวมีความน่าสนใจจากความใกล้ชิดกับประเทศไทยและบทบาทของประเทศในฐานะ Land-linked Hub เหมาะสำหรับธุรกิจที่ต้องการสร้างความเชื่อมโยงด้าน Supply Chain การผลิต การแปรรูป และโลจิสติกส์ รวมถึงธุรกิจที่ต้องการทดลองโซลูชันในตลาดที่มีความใกล้เคียงกับไทย

อินโดนีเซียในทางกลับกัน เป็นตลาดสำหรับธุรกิจที่พร้อมรับมือกับความซับซ้อนและต้องการ Scale ในระดับที่ใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถตอบโจทย์ Digital Economy, Green Economy และ Wellness Economy

ดังนั้น การเลือกตลาดจึงไม่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ประเทศไหนใหญ่กว่า” แต่ควรเริ่มจากคำถามว่า “ปัญหาของตลาดสอดคล้องกับความสามารถของธุรกิจเราหรือไม่”

GO ASEAN ไม่ใช่แค่การออกไปขาย แต่คือการเข้าไปเติบโต

ท้ายที่สุดแล้ว บทเรียนจาก Startup Thailand Connext: GO ASEAN ไม่ได้อยู่ที่การบอกว่าสตาร์ตอัปไทยควรเลือกประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่อยู่ที่การเปลี่ยนมุมมองต่อการขยายธุรกิจระหว่างประเทศ

การ Go ASEAN ไม่ใช่การนำสินค้าที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยใส่กระเป๋าแล้วนำไปขายในประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือการออกไปเรียนรู้ว่าแต่ละตลาดมีโจทย์อะไร มีระบบนิเวศแบบไหน ใครคือพันธมิตรที่สำคัญ และธุรกิจจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทของพื้นที่ได้อย่างไร

สำหรับลาว โอกาสอาจอยู่ที่การเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานและการเชื่อมต่อภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียกำลังเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปเข้าไปมีส่วนร่วมกับเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเติบโต

แต่ไม่ว่าตลาดจะเล็กหรือใหญ่ บทเรียนสำคัญยังคงเหมือนกัน นั่นคือ เทคโนโลยีที่ดีต้องมาพร้อมกับความเข้าใจตลาด พันธมิตรที่เหมาะสม และความสามารถในการปรับตัว

เพราะการเติบโตในต่างประเทศไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเมื่อธุรกิจ “เข้าไปถึงตลาด” แต่เกิดขึ้นเมื่อธุรกิจสามารถ เข้าใจตลาด สร้างความไว้วางใจ แก้ปัญหาได้จริง และเติบโตไปพร้อมกับตลาดนั้น ได้ในระยะยาว.

33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่จากเวที Startup Thailand League 2026

33

เปลี่ยนปัญหาเป็นโอกาส: 3 นวัตกรรมคนรุ่นใหม่

จากเวที Startup Thailand League 2026

เวที Startup Thailand League 2026 ซึ่งจัดโดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กำลังก้าวข้ามการเป็นเพียงสนามแข่งขันของนักศึกษา สู่การเป็นพื้นที่สำคัญในการผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัย และความคิดสร้างสรรค์จากรั้วมหาวิทยาลัยให้สามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์และธุรกิจที่ตอบโจทย์ตลาดได้จริง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนแปลงของภาคอุตสาหกรรม และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม

ความน่าสนใจของการแข่งขันในปีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยีที่แปลกใหม่ แต่คือการที่แต่ละทีมสามารถเริ่มต้นจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แล้วนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาพัฒนาเป็นทางออกที่มีโอกาสต่อยอดเชิงธุรกิจได้ ตั้งแต่การพัฒนาวัสดุและผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรม การยกระดับเทคโนโลยีสิ่งทอ ไปจนถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในภาคเกษตรกรรม โดย 3 ทีมที่โดดเด่นจากรอบชิงชนะเลิศสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของคนรุ่นใหม่ที่กำลังนำนวัตกรรมเข้ามาสร้างมูลค่าใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene: เปลี่ยนของเสียให้เป็นนวัตกรรมหล่อลื่นสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว

รางวัลชนะเลิศตกเป็นของ ทีม LuXene จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือ Deep Tech กับการพัฒนาน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพสำหรับภาคอุตสาหกรรม ภายใต้แนวคิด Waste-to-Value ที่มุ่งเปลี่ยนของเสียจากภาคอุตสาหกรรมให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง

หนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการผลิตคือการลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่น้ำมันหล่อลื่นยังเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระบวนการผลิตในโรงงาน LuXene จึงนำของเสียที่มีไขมันจากอุตสาหกรรม เช่น วัตถุดิบจากปาล์มน้ำมัน มาพัฒนาเป็นน้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ โดยในระยะแรกมุ่งเน้นไปที่กลุ่มน้ำมันตัดสำหรับงานโลหะ

จุดเด่นของ LuXene อยู่ที่การนำเทคโนโลยีมาช่วยออกแบบโครงสร้างในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถปรับคุณสมบัติของน้ำมันหล่อลื่นให้เหมาะสมกับเครื่องจักรและรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ยังมีคุณสมบัติด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่น โดยสามารถย่อยสลายทางชีวภาพได้สูงถึง 69.2 เปอร์เซ็นต์ และมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำกว่า 0.30 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อลิตร ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากการใช้น้ำมันหล่อลื่นที่ผลิตจากปิโตรเลียม

นวัตกรรมของ LuXene จึงไม่ได้เป็นเพียงการสร้างน้ำมันหล่อลื่นทางเลือก แต่เป็นตัวอย่างของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าใหม่จากทรัพยากรที่มีอยู่ เปลี่ยนของเสียให้เป็นวัตถุดิบ และเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

urformance: เทคโนโลยีสิ่งทอที่ออกแบบมาเพื่อสภาพอากาศร้อนชื้น

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ ทีม Siberian จาก มหาวิทยาลัยมหิดล ผลงาน urformance ซึ่งคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 โดยนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งทอมาพัฒนาเสื้อผ้าที่ตอบโจทย์สภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่

ปัญหาสำคัญของเสื้อผ้าที่ใช้ในสภาพอากาศร้อนและชื้นคือการสะสมของเหงื่อ ความอับชื้น และกลิ่นไม่พึงประสงค์ urformance จึงพัฒนาโครงสร้างผ้าแบบสองชั้นที่ช่วยจัดการความชื้น โดยชั้นหนึ่งทำหน้าที่ดึงเหงื่อออกจากผิวหนัง ขณะที่อีกชั้นช่วยกระจายความชื้นและเร่งการระเหยออกสู่ภายนอก ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกแห้งและสบายมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการผสานเทคโนโลยีแคปซูลกลิ่นหอมขนาดเล็กที่สามารถปล่อยกลิ่นเมื่อเกิดการเคลื่อนไหวและการเสียดสี รวมถึงคุณสมบัติด้านการป้องกันรังสี UV การยับยั้งแบคทีเรีย และการลดกลิ่นอับ ทำให้เสื้อผ้าสามารถรองรับการใช้งานได้มากกว่าการเป็นเพียงชุดสำหรับออกกำลังกาย

แนวคิด “One Outfit All Day” จึงสะท้อนการออกแบบผลิตภัณฑ์จากความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภค โดยมุ่งสร้างเสื้อผ้าที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องตั้งแต่การออกกำลังกายในช่วงเช้าไปจนถึงกิจกรรมอื่นในชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกันยังแสดงให้เห็นถึงโอกาสของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสิ่งทอมาสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ไทย และเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยนวัตกรรม

BNNK: ย่นเวลาสร้างแก่นไม้กฤษณา เพิ่มมูลค่าให้ภาคเกษตร

สำหรับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีม BNNK ฟาร์มไม้หอมกฤษณาบ้านนาน้ำเค็ม จาก มหาวิทยาลัยทักษิณ ซึ่งนำองค์ความรู้มาพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งแก้ปัญหาสำคัญของการผลิตไม้กฤษณา นั่นคือระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ที่ยาวนาน

ไม้กฤษณาเป็นผลผลิตทางการเกษตรที่มีมูลค่าสูงและเป็นที่ต้องการในตลาดน้ำหอม เครื่องหอม และผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม แต่กระบวนการสร้างแก่นไม้ตามธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานถึง 6–7 ปี ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนในการดูแลและรอผลผลิตเป็นเวลานานBNNK จึงพัฒนาสารกระตุ้นการสร้างเรซิ่นสำหรับต้นกฤษณา เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการสร้างแก่นไม้ให้เหลือประมาณ 2 ปี

นอกจากการลดระยะเวลาแล้ว นวัตกรรมยังมุ่งให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยของผลผลิต โดยช่วยรักษาสภาพเนื้อไม้และลดปัญหาที่อาจเกิดจากกระบวนการกระตุ้นแบบดั้งเดิม ขณะเดียวกันยังช่วยให้สามารถคาดการณ์การเกิดน้ำมันหอมระเหยและคุณภาพของแก่นไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร แต่เป็นการลดข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญของเกษตรกร เมื่อระยะเวลาการผลิตลดลง เกษตรกรย่อมมีโอกาสวางแผนการผลิตและรายได้ได้ดีขึ้น และสามารถเพิ่มโอกาสในการผลิตไม้กฤษณาคุณภาพสูงเพื่อรองรับตลาดในเอเชียและตะวันออกกลาง

กรณีของ BNNK จึงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนว่าเทคโนโลยีสามารถเข้ามายกระดับภาคเกษตรกรรมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทรัพยากรหรืออัตลักษณ์ของท้องถิ่น แต่เป็นการนำองค์ความรู้เข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าให้กับสิ่งที่เกษตรกรมีอยู่แล้ว

 

จาก 3 นวัตกรรม สู่ภาพอนาคตเศรษฐกิจไทย

จากผลงานของทั้ง 3 ทีมนั้น จะเห็นได้ว่าแม้จะมาจากคนละสาขาและแก้ปัญหาคนละด้าน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการนำองค์ความรู้มาสร้าง “มูลค่าใหม่” ให้กับเศรษฐกิจไทย

LuXene แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ในการเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว urformance แสดงให้เห็นว่าการวิจัยและเทคโนโลยีสิ่งทอสามารถนำมาสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์สภาพแวดล้อมและพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ขณะที่ BNNK แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สามารถช่วยลดข้อจำกัดของภาคเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้มากขึ้น

ทั้ง 3 ทีมสามารถสะท้อนเส้นทางจาก องค์ความรู้ → นวัตกรรม → ผลิตภัณฑ์ → ธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการออกสู่ตลาด เพราะนวัตกรรมที่มีคุณค่าไม่ได้หยุดอยู่ที่การคิดค้นสิ่งใหม่ แต่ต้องสามารถนำไปใช้งานจริง แก้ปัญหาให้ผู้คน และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้

ความสำเร็จจากเวที Startup Thailand League 2026 จึงเป็นมากกว่าการประกาศผลการแข่งขัน แต่เป็นภาพสะท้อนของศักยภาพคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในการสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศไทย จากมหาวิทยาลัยที่เป็นแหล่งผลิตองค์ความรู้ สู่การเป็นพื้นที่บ่มเพาะผู้ประกอบการที่สามารถนำความรู้ไปสร้างธุรกิจจริง

ในวันที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาพภูมิอากาศ และโครงสร้างเศรษฐกิจ ความสามารถในการสร้างมูลค่าจากองค์ความรู้จึงจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 3นวัตกรรมจากเวที Startup Thailand League 2026 กำลังแสดงให้เห็นว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนั้นอาจอยู่ใกล้กว่าที่คิด เพียงแค่รั้วมหาวิทยาลัยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ลงมือสร้างและเปลี่ยนความคิดให้กลายเป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นจริง

การขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศในวันนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า “เราจะขายอะไรในตลาดใหม่” แต่เริ่มจากคำถามที่สำคัญกว่านั้นว่า “ตลาดนั้นกำลังเผชิญกับปัญหาอะไร และเทคโนโลยีของเราสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่”

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

28

Built to Solve: 5 Deep Tech ไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในสิงคโปร์

สิงคโปร์อาจไม่ใช่ตลาดที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสนามสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการพิสูจน์ศักยภาพของเทคโนโลยีในระดับองค์กร และต่อยอดธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาค

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink สะท้อนภาพดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยสิงคโปร์ขยับขึ้นมาอยู่ที่ อันดับ 4 ของโลกด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป และเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในกลุ่ม Top 10 โดยเติบโตถึง 24.4% ขณะที่ Singapore City ขยับเข้าสู่ Top 10 เมืองระบบนิเวศสตาร์ตอัปของโลกเป็นครั้งแรกในอันดับที่10 และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 26.7%

การเติบโตดังกล่าวไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนสตาร์ตอัปที่เพิ่มขึ้น แต่ครอบคลุมทั้งปริมาณกิจกรรมในระบบนิเวศ คุณภาพของธุรกิจและเงินทุน ตลอดจนความพร้อมของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้สิงคโปร์มีความโดดเด่นในฐานะศูนย์กลางของผู้ประกอบการ นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และองค์กรระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงมีบทบาทเป็นฐานสำคัญสำหรับบริษัทที่ต้องการบริหารธุรกิจในเอเชีย โดย Singapore Economic Development Board ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีจุดแข็งทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร การเชื่อมต่อกับตลาดภูมิภาค และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย นี่ทำให้สิงคโปร์มีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นพื้นที่สำหรับพิสูจน์เทคโนโลยี สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมโยงกับพันธมิตร และต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในอาเซียน

 

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยีล้ำ” แต่ต้อง “แก้โจทย์ได้จริง”

หนึ่งในความท้าทายสำคัญของการเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ คือการเปลี่ยนวิธีคิดจากการนำเสนอ “เทคโนโลยี” ไปสู่การนำเสนอ “ผลลัพธ์ทางธุรกิจ”

สำหรับองค์กรขนาดใหญ่ การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้งานไม่ได้เกิดขึ้นจากความน่าสนใจของนวัตกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถแก้ปัญหาได้จริง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดความเสี่ยง หรือสร้างมูลค่าใหม่ให้กับองค์กรได้อย่างไร

โดยเฉพาะในกลุ่ม AI แนวโน้มของสิงคโปร์ในปี 2026 กำลังขยับจากการทดลองใช้ไปสู่การนำ AI มาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจอย่างจริงจัง สิงคโปร์มีการลงทุน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ในช่วง 5 ปี เพื่อสนับสนุนการวิจัย AI การประยุกต์ใช้จริง และการพัฒนาบุคลากร ขณะที่ภาครัฐยังพัฒนาแนวทางด้าน Responsible AI และ AI Governance เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการนำ AI ไปใช้งานในองค์กร

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญคือการเปิดตัว Model AI Governance Framework for Agentic AIในปี 2026 ซึ่งเป็นกรอบแนวทางสำหรับองค์กรในการนำ Agentic AI ไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและความรับผิดชอบของมนุษย์ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้นวัตกรรมเติบโต

ดังนั้น กระบวนการเข้าสู่ตลาดจึงไม่ได้จบเพียงการนำเสนอ Product Demo แต่ต้องสามารถพัฒนาไปสู่การทดลองใช้งานจริง การทำ Pilot การพิสูจน์ผลลัพธ์ และการขยายการใช้งานในระดับองค์กรหรือภูมิภาค

นี่คือบริบทที่ทำให้ Deep Tech ไทยมีโอกาส เพราะตลาดสิงคโปร์เปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีที่มีความเฉพาะทางและสามารถพิสูจน์ผลลัพธ์ได้จริงเข้าไปตอบโจทย์องค์กร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงในตลาดสิงคโปร์

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ของสตาร์ตอัปไทยสะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ละบริษัทจะอยู่ในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่มีร่วมกันคือการนำเทคโนโลยีไปเชื่อมโยงกับปัญหาทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง และมองหาโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับองค์กร

Botnoi Group: จาก Chatbot สู่ Agentic AI สำหรับองค์กร

เมื่อ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือทดลองไปสู่โครงสร้างพื้นฐานขององค์กร โอกาสในตลาดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสร้าง Chatbot แต่รวมถึงการพัฒนา AI ที่สามารถเข้าไปทำงานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจที่ซับซ้อนได้

Botnoi Group มีจุดแข็งจากประสบการณ์ในการทำงานกับลูกค้าองค์กรในประเทศไทย และสามารถนำประสบการณ์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่การวางตำแหน่งในฐานะผู้พัฒนา Agentic AI ที่ทำหน้าที่เป็น Engineering Layer เหนือโมเดล AI พื้นฐาน เพื่อจัดการ Multi-step Workflows และปรับระบบให้เข้ากับกระบวนการเฉพาะของแต่ละองค์กร

จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการแสดงให้เห็นว่า AI สามารถ “ตอบ” ได้ แต่ต้องพิสูจน์ว่า AI สามารถเข้าไป “ทำงาน” และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้

โอกาสของ Botnoi จึงอยู่ที่การนำประสบการณ์จากตลาดไทยไปต่อยอดในตลาดที่องค์กรให้ความสำคัญกับความสามารถในการนำ AI ไปใช้งานจริง

VEKIN (THAILAND) เมื่อ Climate Tech กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจ

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของตลาดสิงคโปร์คือ Climate Tech ซึ่งกำลังเปลี่ยนจากเรื่องของภาพลักษณ์องค์กรไปสู่เรื่องของข้อมูล การเปิดเผยข้อมูล และการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ

ในปี 2026 ข้อกำหนดด้านการรายงานข้อมูลสภาพภูมิอากาศของสิงคโปร์ยังคงเดินหน้า โดยบริษัทที่อยู่ใน Straits Times Index มีข้อกำหนดให้รายงาน Scope 3 GHG emissions ตั้งแต่ Financial Year 2026 ขณะที่ SGX ยังคงปรับแนวทางการรายงานให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

บริบทดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีอย่าง VEKIN เข้าไปมีบทบาทมากกว่าการเป็นเครื่องมือด้าน ESG แต่สามารถวางตำแหน่งเป็น “โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล” ที่ช่วยให้องค์กรรวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลด้านพลังงานและคาร์บอนได้อย่างเป็นระบบ

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การเปลี่ยนข้อมูลที่เคยกระจัดกระจายและใช้แรงงานในการจัดเก็บ ให้กลายเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ในการรายงาน การตรวจสอบ และการตัดสินใจทางธุรกิจได้จริง

Wisesight เปลี่ยน Social Listening สู่ Intelligence Infrastructure

แม้ Marketing Analytics อาจไม่ใช่ภาพจำแรกของ Deep Tech แต่ในโลกธุรกิจที่การตัดสินใจต้องอาศัยข้อมูลแบบ Real-time ความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลจำนวนมหาศาลให้กลายเป็น Insight ยังคงเป็นโอกาสสำคัญ

Wisesight จึงมีโอกาสขยับจากการเป็น Social Listening Platform ไปสู่การเป็น Intelligence Infrastructure สำหรับองค์กร โดยนำข้อมูลจากโลกออนไลน์มาวิเคราะห์เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจด้านการตลาด การบริหารแบรนด์ การติดตามพฤติกรรมผู้บริโภค และการจัดการภาวะวิกฤต

ความได้เปรียบไม่ได้อยู่ที่การมีข้อมูลจำนวนมากเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้กลายเป็น Insight ที่องค์กรสามารถนำไปใช้ได้ทันเวลา

สำหรับตลาดสิงคโปร์ การวางตำแหน่งเช่นนี้ยังช่วยให้ Wisesight สามารถเชื่อมโยงกับองค์กรขนาดใหญ่และบริษัทที่ใช้สิงคโปร์เป็น Regional Headquarters ซึ่งต้องการข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในหลายตลาดพร้อมกัน

Ravis Technology AI กับโอกาสใน Health Tech และ Life Science

อุตสาหกรรม Health Tech และ Life Science เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่เทคโนโลยีสามารถเข้าไปแก้ปัญหาเชิงกระบวนการ โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับเอกสารและข้อกำหนดด้าน Regulatory Compliance ซึ่งมีความซับซ้อนและต้องอาศัยความแม่นยำสูง

Ravis Technology พัฒนา AI-Powered Compliance เพื่อช่วยลดภาระจากกระบวนการทำงานแบบ Manual และลดความเสี่ยงจากข้อผิดพลาดในการจัดการเอกสารและกระบวนการด้าน Regulatory Submissions

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขายซอฟต์แวร์สำเร็จรูปทันที แต่สามารถเริ่มจากการสร้างความร่วมมือกับองค์กร สถาบันวิจัย หรือผู้เล่นในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาและทดสอบโซลูชันร่วมกัน

แนวทาง Co-development จึงเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ช่วยให้เทคโนโลยีจากไทยเข้าใจโจทย์เฉพาะของตลาด และในขณะเดียวกันก็สร้างความน่าเชื่อถือจากการทำงานร่วมกับพันธมิตรในพื้นที่

Guardian AI Lab (Human Zero) เริ่มจากความไว้วางใจ ก่อนขยายสู่ Pilot

สำหรับสตาร์ตอัประยะ Pre-seed อย่าง Guardian AI Lab โอกาสในตลาดสิงคโปร์อาจไม่ได้อยู่ที่การเร่งปิดการขาย แต่คือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตัดสินใจและทำความเข้าใจโจทย์ขององค์กรอย่างลึกซึ้ง

Guardian AI Lab ผสาน Workflow Automation เข้ากับแนวคิดด้าน Cybersecurity เพื่อช่วยให้องค์กรลดเวลาที่สูญเสียไปกับงานซ้ำซาก พร้อมเพิ่มความปลอดภัยให้กับกระบวนการทำงาน

สำหรับบริษัทในระยะเริ่มต้น การเข้าสู่ตลาดจึงควรให้ความสำคัญกับการสร้าง Trust การเรียนรู้ข้อกำหนดด้าน Data Governance และการค้นหา Use Case ที่เหมาะสม ก่อนพัฒนาไปสู่โครงการ Pilot ในอนาคต

กรณีของ Guardian AI Lab สะท้อนให้เห็นว่า การเข้าสู่ตลาดที่มีมาตรฐานสูงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากการขาย แต่สามารถเริ่มต้นจากการสร้างความเชื่อมั่นและการเข้าไปอยู่ในบทสนทนาที่ถูกต้องกับองค์กรเป้าหมาย

 

สิงคโปร์ในฐานะ “Gateway” สู่ Regional Scale

สิ่งที่ทั้ง 5 บริษัทสะท้อนร่วมกัน คือการขยายธุรกิจสู่สิงคโปร์ไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงการ “เปิดตลาดใหม่” แต่เป็นการยกระดับความสามารถของธุรกิจให้พร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาค

ในปี 2026 สิงคโปร์ยังคงได้รับการวางตำแหน่งให้เป็นศูนย์กลางของบริษัทระดับภูมิภาค โดย EDB ระบุว่าสิงคโปร์เป็นจุดหมายอันดับ 1 ของเอเชียสำหรับการตั้ง Regional Headquarters และมีบริษัทระดับโลกจำนวนมากใช้ประเทศนี้เป็นฐานในการบริหารและขยายธุรกิจไปทั่วเอเชีย

สำหรับธุรกิจเทคโนโลยี จุดแข็งดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการเข้าถึงตลาดไม่ได้จำกัดอยู่ที่ลูกค้าในประเทศ แต่ยังหมายถึงการเข้าถึงบริษัทข้ามชาติ นักลงทุน พันธมิตร และ Regional Headquarters ที่มีการดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ

ขณะเดียวกัน สิงคโปร์ยังเดินหน้าสนับสนุน Deep Tech และสตาร์ตอัปอย่างต่อเนื่อง โดยใน Budget 2026 มีการจัดสรรเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Deep Tech ทั้งระยะเริ่มต้นและระยะเติบโตผ่านกลไก Startup SG Equity

ภาพดังกล่าวทำให้สิงคโปร์ไม่ได้เป็นเพียงตลาดที่มี “ผู้ซื้อ” แต่เป็นตลาดที่มีทั้ง ลูกค้า นักลงทุน พันธมิตร และโครงสร้างสนับสนุน ซึ่งสามารถช่วยให้สตาร์ตอัปพัฒนาจากการทดลองตลาดไปสู่การเติบโตในระดับภูมิภาค

 

จาก Local Success สู่ Regional Scale

ตลาดประเทศไทยยังมีศักยภาพในการเป็นพื้นที่สำหรับพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างฐานลูกค้า แต่เมื่อธุรกิจต้องการเติบโตในระดับ Venture Scale การพึ่งพาตลาดภายในประเทศเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

การออกไปยังตลาดที่มีองค์กรระดับภูมิภาค นักลงทุน และพันธมิตรจากหลากหลายประเทศ จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโต

กรณีของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่า การ Scale ไม่ได้หมายความว่าต้องย้ายธุรกิจทั้งหมดออกจากประเทศไทย แต่คือการใช้จุดแข็งของแต่ละตลาดให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยประเทศไทยสามารถเป็นฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ ขณะที่สิงคโปร์สามารถเป็นพื้นที่สำหรับสร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรระดับภูมิภาค และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

โอกาสของ Deep Tech ไทย ไม่ได้อยู่ที่การแข่งว่าใคร “ล้ำกว่า” แต่คือใคร “แก้โจทย์ได้ดีกว่า”

การเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์จึงเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับ Deep Tech ไทย เพราะตลาดแห่งนี้ต้องการมากกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย แต่ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้จริง มีความปลอดภัย มีความน่าเชื่อถือ และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจน

จาก AI และ Automation ไปจนถึง Climate Tech, Data Intelligence, Health Tech และ Cybersecurity ทั้ง 5 สตาร์ตอัปไทยกำลังสะท้อนให้เห็นว่า “โจทย์จริง” ขององค์กรสามารถกลายเป็นประตูสู่ตลาดใหม่ได้ หากผู้ประกอบการสามารถเปลี่ยนความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีให้กลายเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างตรงจุด

และนั่นอาจเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดของการ Scale Up สู่สิงคโปร์ — ไม่ได้เริ่มจากคำถามว่าเทคโนโลยีของเราดีแค่ไหน แต่เริ่มจากคำถามว่า เราสามารถแก้ปัญหาอะไรให้ตลาดได้บ้าง

เมื่อคำตอบนั้นชัดเจน สิงคโปร์จึงไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดปลายทาง” ของสตาร์ตอัปไทย แต่สามารถเป็นพื้นที่พิสูจน์ศักยภาพ สร้างพันธมิตร ดึงดูดการลงทุน และต่อยอดนวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดอาเซียนและระดับโลก

 

จากโอกาสตลาด สู่การ Scale ธุรกิจในระดับภูมิภาค

โอกาสในตลาดสิงคโปร์สะท้อนให้เห็นว่า การพาสตาร์ตอัปไทยออกสู่ตลาดต่างประเทศไม่ใช่เพียงการนำผลิตภัณฑ์ไปวางขายในประเทศใหม่ แต่คือการสร้างความพร้อมให้ธุรกิจสามารถเข้าใจตลาด ปรับเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้ใช้งาน สร้างความน่าเชื่อถือกับพันธมิตร และพัฒนาความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่สามารถต่อยอดไปสู่ตลาดอื่นในภูมิภาคได้

ด้วยเหตุนี้ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA จึงเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านโครงการ Scaleup to Global 2026: Gateway to ASEAN ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงสตาร์ตอัปไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ นักลงทุน พันธมิตร และเครือข่ายในตลาดเป้าหมายของอาเซียน

การสนับสนุนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพาสตาร์ตอัปไปพบกับตลาดต่างประเทศ แต่ครอบคลุมตั้งแต่การเตรียมความพร้อมด้านกลยุทธ์การเข้าสู่ตลาด การสร้างความเข้าใจในบริบทและความต้องการของแต่ละประเทศ การเชื่อมโยงกับพันธมิตรในระบบนิเวศ ตลอดจนการสร้างโอกาสในการเกิด Business Matching และความร่วมมือทางธุรกิจที่สามารถพัฒนาไปสู่การขยายตลาดในระยะยาว

เพราะการ Scaleup ที่แท้จริงไม่ได้เกิดขึ้นจากการมีเทคโนโลยีที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการรู้ว่า เทคโนโลยีของเราจะเข้าไปแก้ปัญหาอะไร ใครคือผู้ใช้หรือพันธมิตรที่ใช่ และจะเปลี่ยนโอกาสนั้นให้กลายเป็นการเติบโตได้อย่างไร

จากสิงคโปร์สู่ตลาดอาเซียน NIA มุ่งสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยได้ก้าวออกจากตลาดภายในประเทศ เชื่อมต่อกับระบบนิเวศนวัตกรรมระดับภูมิภาค และเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่สามารถ Scale ได้จริงในตลาดโลก

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

29

Built to Deliver: 5 สตาร์ตอัปไทย

กับโอกาสสเกลธุรกิจในมาเลเซีย

มาเลเซียอาจไม่ได้เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการขยายธุรกิจจากประเทศไทยสู่ภูมิภาค โดยเฉพาะธุรกิจที่มีโซลูชันด้าน Deep Tech, AI, Energy, Climate Tech, HealthTech และ ESG ซึ่งสามารถเข้าไปตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมและองค์กรขนาดใหญ่ได้โดยตรง

ข้อมูลจาก Global Startup Ecosystem Index 2026 โดย StartupBlink ระบุว่า มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก ด้านระบบนิเวศสตาร์ตอัป ขยับขึ้น 3 อันดับจากปีก่อน และยังคงเป็น อันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ Kuala Lumpur อยู่ในอันดับที่ 71 ของโลก และเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาค ส่วน George Town หรือ Penang อยู่ในอันดับที่ 361 ของโลก

 

ขณะเดียวกัน Global Innovation Index 2025 ของ WIPO จัดให้มาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 34 จาก 139 เศรษฐกิจทั่วโลก และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง สะท้อนถึงศักยภาพของประเทศทั้งในด้านตลาด เทคโนโลยี และความสามารถในการนำองค์ความรู้ไปต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ

สำหรับสตาร์ตอัปไทย ตัวเลขเหล่านี้ทำให้มาเลเซียมีความหมายมากกว่าการเป็น “ตลาดใหม่” แต่เป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับ พิสูจน์เทคโนโลยี สร้างพันธมิตร เข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ และต่อยอดธุรกิจไปยังตลาดอื่นในอาเซียน

นี่จึงเป็นบริบทของการเดินทางภายใต้โครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN ของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ที่นำ 5 สตาร์ตอัปไทยศักยภาพสูงเข้าสู่ตลาดมาเลเซีย เพื่อเชื่อมโยงกับองค์กร นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมสำรวจโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปทดลองใช้จริง

ตลาดที่ไม่ได้มองหาแค่ “เทคโนโลยี” แต่ต้อง “ตอบโจทย์ธุรกิจ”

ความท้าทายของการขยายธุรกิจสู่มาเลเซียไม่ได้อยู่ที่การนำเสนอว่าเทคโนโลยีของสตาร์ตอัปมีความล้ำเพียงใด แต่คือการทำให้ลูกค้าและพันธมิตรเห็นว่า เทคโนโลยีนั้นสามารถแก้ปัญหาอะไร และสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจได้อย่างไร

โดยเฉพาะตลาด B2B การตัดสินใจนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้มักเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ตั้งแต่ผู้บริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ ฝ่าย IT ฝ่ายจัดซื้อ ไปจนถึงฝ่ายการเงินและความยั่งยืน ดังนั้น การมี Product Demo เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่องค์กรต้องการคือหลักฐานว่าเทคโนโลยีสามารถนำไปใช้กับระบบเดิมได้จริง มีต้นทุนที่เหมาะสม และสร้างผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้

แนวคิดนี้ทำให้ Pilot Project กลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญสำหรับสตาร์ตอัปที่ต้องการเข้าสู่ตลาด เพราะช่วยให้องค์กรสามารถทดลองใช้เทคโนโลยีในขอบเขตที่ควบคุมได้ ก่อนตัดสินใจขยายไปสู่การใช้งานเชิงพาณิชย์

สำหรับสตาร์ตอัปไทย การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียจึงควรเปลี่ยนจากการเตรียมเพียง Product Pitch ไปสู่การเตรียม Pilot Proposal ที่ตอบให้ได้ว่า ปัญหาคืออะไร ต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร ใช้เวลานานเพียงใด ผลลัพธ์ที่คาดหวังคืออะไร และหาก Pilot ประสบความสำเร็จจะสามารถขยายผลต่ออย่างไร

 

5 สตาร์ตอัปไทย กับ 5 โอกาสจากโจทย์จริงของภาคธุรกิจมาเลเซีย

การเข้าสู่ตลาดมาเลเซียของสตาร์ตอัปไทยทั้ง 5 รายสะท้อนให้เห็นว่า โอกาสของ Deep Tech ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยงกับโจทย์สำคัญขององค์กรได้ตั้งแต่การลดคาร์บอน การดูแลสุขภาพ การบริหารจัดการพลังงาน ไปจนถึง ESG และประสิทธิภาพของอาคาร

Nicha Carbon Capture: Decarbonization in Practice

ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขณะเดียวกันการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมหนักยังมีข้อจำกัดทั้งด้านต้นทุน เทคโนโลยี และกระบวนการผลิตเดิม Nicha Carbon Capture จึงนำเทคโนโลยีด้าน Carbon Capture เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าว โดยโอกาสสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการนำเสนอเทคโนโลยี แต่คือการหาพื้นที่สำหรับทดลองใช้และพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านการลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง

Perceptra: AI กับการเพิ่มขีดความสามารถของ Healthcare

ระบบ Healthcare ต้องรับมือกับทั้งจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น ความต้องการด้านการคัดกรอง และข้อจำกัดด้านบุคลากรทางการแพทย์ Perceptra จึงนำ AI เข้ามาช่วยในกระบวนการคัดกรองและประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพเชิงป้องกัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขยายขีดความสามารถของระบบ โดยโจทย์สำคัญในการเข้าสู่ตลาดคือการสร้างความเชื่อมั่น ทั้งในด้านความแม่นยำ ความปลอดภัย การเชื่อมต่อกับระบบเดิม และข้อกำหนดของภาค Healthcare

Energy Response: Smarter Operations

สำหรับองค์กรที่มีอาคารหรือโรงงานขนาดใหญ่ การใช้พลังงานและการบริหารระบบวิศวกรรมเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน Energy Response นำ AI และระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยติดตาม วิเคราะห์ และบริหารจัดการระบบพลังงาน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาแบบ Reactive ไปสู่การบริหารจัดการที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

GEPP Sa-Ard: เปลี่ยนข้อมูล ESG ให้เป็น Business Value

เมื่อองค์กรต้องจัดเก็บข้อมูลด้าน ESG และความยั่งยืนจากหลายหน่วยงานและหลายพื้นที่ ความท้าทายไม่ได้อยู่เพียงการรายงานให้ครบ แต่คือการทำให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้อง ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจ GEPP Sa-Ard จึงเข้ามาตอบโจทย์ด้วยแพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูล ESG และเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งช่วยเชื่อมโยงข้อมูลด้านการจัดการขยะและการรีไซเคิลเข้ากับกระบวนการทางธุรกิจ

TIE Smart Solutions: Energy Efficiency at Scale

อาคารและโรงงานเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำคัญสำหรับการลดการใช้พลังงาน โดยเฉพาะระบบปรับอากาศหรือ HVAC ที่มีสัดส่วนการใช้พลังงานสูง TIE Smart Solutions นำ AI เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ HVAC เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการอาคาร โดยโจทย์สำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นถึงผลประหยัดที่สามารถวัดได้จริง

ทั้ง 5 บริษัทจึงมีจุดร่วมสำคัญ คือการเปลี่ยนจาก “Technology-led” ไปสู่ “Problem-led”หรือจากการนำเสนอเทคโนโลยีที่มีอยู่ ไปสู่การเริ่มต้นจากปัญหาของลูกค้าและออกแบบแนวทางความร่วมมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

 

จาก Startup Ecosystem สู่ Business Opportunity

หนึ่งในสิ่งที่สตาร์ตอัปไทยต้องเข้าใจเมื่อเข้าสู่มาเลเซียคือ ไม่ควรมองประเทศเป็นตลาดเดียวกันทั้งหมด

ข้อมูล StartupBlink 2026 ระบุว่า Ecosystem ของมาเลเซียเติบโตขึ้น 18.9% โดย Kuala Lumpur ยังคงเป็นศูนย์กลางหลักของประเทศ ขณะที่เมืองอื่น ๆ มีจุดแข็งแตกต่างกันไป

สำหรับสตาร์ตอัปที่ทำธุรกิจด้าน AI, Enterprise Technology และ Corporate SolutionsKuala Lumpur อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมในการเข้าถึงองค์กรขนาดใหญ่ นักลงทุน และเครือข่ายธุรกิจ

ขณะที่ Penang มีความน่าสนใจสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Manufacturing, Electronics และ Industrial Technology จากฐานอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ส่วน Johor มีโอกาสสำหรับธุรกิจด้าน Logistics, Supply Chain และ Cross-border Solutions จากความเชื่อมโยงกับสิงคโปร์

การเลือก Market Entry Point จึงเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ Go-to-Market ไม่แพ้การเลือกประเทศ เพราะการมี Local Partner ที่เข้าใจทั้งอุตสาหกรรม ลูกค้า และกระบวนการตัดสินใจ สามารถช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาดได้อย่างมาก

Built to Deliver: เปลี่ยน Business Matching เป็น Business Problem Solving

แนวคิด “Built to Deliver” จึงถูกนำมาใช้เป็นแกนกลางของ Roundtable Session ภายใต้หัวข้อ “How Thai Innovation Is Solving Malaysia’s Energy, Health, and ESG Challenges”

รูปแบบการหารือไม่ได้มุ่งเน้นให้สตาร์ตอัปขึ้นเวทีเพื่อขายสินค้า แต่เริ่มต้นจาก Problem →Current Solution → Opportunity → Pilot → Long-term Solution

ในกรณีของ Nicha Carbon Capture คำถามสำคัญคือ องค์กรกำลังเผชิญกับอุปสรรคอะไรในการลดคาร์บอน และอะไรจะทำให้พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่ไปทดลองใช้

สำหรับ Perceptra ประเด็นอยู่ที่ข้อจำกัดของระบบ Healthcare และสิ่งที่องค์กรต้องเห็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อ AI-assisted Screening และ Diagnostics

ด้าน Energy Response และ TIE Smart Solutions มุ่งสำรวจว่าความไม่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานเกิดขึ้นตรงไหน และองค์กรสามารถวัดผลการประหยัดพลังงานจากเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างไร

ขณะที่ GEPP Sa-Ard ชวนองค์กรตั้งคำถามว่า ข้อมูล ESG ที่เดิมถูกจัดทำขึ้นเพื่อรองรับ Compliance จะสามารถเปลี่ยนเป็นข้อมูลที่ช่วยลดต้นทุน สร้างประสิทธิภาพ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจได้หรือไม่

การพูดคุยในรูปแบบนี้จึงเปลี่ยน Business Matching จากการ “รู้จักกัน” ไปสู่การ “หาปัญหาที่สามารถร่วมกันแก้ได้”

จาก Pilot สู่ Commercialization

บทเรียนสำคัญจากการเข้าสู่ตลาดมาเลเซียคือ Pilot ไม่ควรถูกมองว่าเป็นจุดจบ แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของ Commercial Relationship

การทำ Pilot ที่ดีควรตอบให้ได้ตั้งแต่ต้นว่า หากโครงการประสบความสำเร็จ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่ใช้งาน การเพิ่มจำนวนผู้ใช้ การทำสัญญาเชิงพาณิชย์ หรือการพัฒนาโครงการร่วมกันในระยะยาว

ดังนั้น เส้นทางของการขยายธุรกิจจึงควรเป็น

Connection → Conversation → Pilot → Commercialization → Regional Expansion

การเดินทางไปมาเลเซียจึงไม่ควรถูกวัดจากจำนวนการพบปะเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาว่าการพบปะเหล่านั้นสามารถนำไปสู่ Pilot, Partnership, Investment หรือ Commercial Deal ได้มากน้อยเพียงใด

มาเลเซีย: ไม่ใช่แค่ตลาดปลายทาง แต่เป็นสนามทดสอบการ Scale

การเดินทางของ Nicha Carbon Capture, Perceptra, Energy Response, GEPP Sa-Ard และ TIE Smart Solutions สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของนวัตกรรมไทยในอาเซียนไม่ได้อยู่เพียงการนำ Product ออกไปขาย แต่คือความสามารถในการนำเทคโนโลยีเข้าไปเชื่อมโยงกับปัญหาจริงของภาคธุรกิจ

ตั้งแต่การลดคาร์บอน การเพิ่มประสิทธิภาพ Healthcare การบริหารจัดการพลังงาน การจัดการข้อมูล ESG ไปจนถึง Energy Efficiency ของอาคาร ทั้ง 5 โซลูชันต่างมีโจทย์สำคัญร่วมกันคือ การพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีสามารถสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดได้จริง

และเมื่อผลลัพธ์นั้นได้รับการพิสูจน์ Pilot หนึ่งโครงการก็สามารถต่อยอดเป็น Commercial Deal หนึ่งราย ก่อนขยายไปสู่ Partnership และตลาดอื่นในภูมิภาค

ดังนั้น สำหรับสตาร์ตอัปไทย มาเลเซียอาจไม่ใช่เพียงตลาดสำหรับการเริ่มต้นขายสินค้า แต่เป็นสนามสำหรับการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีไทยสามารถ “Built to Deliver” ได้จริงในตลาดอาเซียน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA พร้อมเดินหน้าสนับสนุนศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยผ่านโครงการ Scale Up to Global 2026: Gateway to ASEAN เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้ากับโอกาสทางธุรกิจ เครือข่ายนักลงทุน และพันธมิตรในภูมิภาค พร้อมเปลี่ยนศักยภาพของนวัตกรรมไทยให้กลายเป็นธุรกิจที่เติบโตได้จริงในตลาดโลก