12

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก: เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์ แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ติดปีก DeepTech ไทยสู่เวทีโลก:

เมื่อ AI ไม่ได้มาแทนมนุษย์

แต่ช่วยปลดล็อกศักยภาพที่ซ่อนอยู่

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำถามที่ถูกหยิบยกขึ้นมาบ่อยครั้งเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ “AI จะมาแย่งงานมนุษย์หรือไม่?” ขณะที่อีกด้านหนึ่ง สตาร์ตอัปไทยจำนวนไม่น้อยยังคงตั้งคำถามกับตนเองว่า “เราจะสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ระดับโลกได้จริงหรือ?”

แต่บทสนทนาบนเวทีเสวนา “AI: The Invisible Architect of Future Industry” ที่จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ชวนให้มองอนาคตในอีกมุมหนึ่ง มุมที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งการแข่งขัน หากแต่เป็นสถาปนิกที่มองไม่เห็น ซึ่งกำลังออกแบบอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และศักยภาพของมนุษย์ในอนาคต

การแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่าง อ.เชน-ดร.ยศชนัน รมว.อว. และ พีพี-ดร.พัทน์ MIT Media Lab ได้สะท้อนภาพสำคัญว่า ความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การมีทรัพยากรมากที่สุด หรือมี AI ที่เก่งที่สุด แต่อยู่ที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับศักยภาพของผู้คน และสร้างนวัตกรรมที่มีรากฐานจากจุดแข็งเฉพาะตัวของประเทศ

     จาก AI Substitution สู่ Intelligence Augmentation

หนึ่งในแนวคิดสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การเปลี่ยนกรอบคิดจาก “AI แทนที่มนุษย์” ไปสู่ “AI เสริมศักยภาพมนุษย์”

ในขณะที่โลกกำลังพยายามทำให้เครื่องจักรมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ทั้งการเข้าใจภาษา ความรู้สึก หรือพฤติกรรมของผู้คน แต่ในทางกลับกัน หลายองค์กรกลับออกแบบระบบการทำงานที่ทำให้มนุษย์ต้องทำงานซ้ำ ๆ จนไม่ต่างจากเครื่องจักร

โจทย์สำคัญของนวัตกรรมในอนาคตจึงไม่ใช่การสร้าง AI ที่ทำงานแทนคนได้ทั้งหมด แต่คือการออกแบบ AI ที่ช่วยให้มนุษย์คิดได้ลึกขึ้น สร้างสรรค์มากขึ้น และสามารถใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

ตัวอย่างงานวิจัยที่กำลังเกิดขึ้นในระดับโลก เช่น Digital Twin ที่ช่วยให้ผู้คนสามารถสำรวจอนาคตของตนเองผ่านการจำลองตัวตนดิจิทัล หรือ AI Watchdog ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปกป้องผู้ใช้งานจากการหลอกลวงทางไซเบอร์ ล้วนสะท้อนแนวคิดเดียวกัน คือการใช้ AI เพื่อเพิ่มความสามารถของมนุษย์ ไม่ใช่ลดบทบาทของมนุษย์

นวัตกรรมเปลี่ยนโลก มักเริ่มต้นจากสิ่งที่ยังไม่มีใครเข้าใจ

อีกหนึ่งบทเรียนที่น่าสนใจจาก MIT Media Lab คือเรื่องราวของการพัฒนาเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในยุคแรก

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน แนวคิดการใช้ปลายนิ้วสัมผัสหน้าจอถูกมองว่าไม่มีอนาคต หลายคนตั้งคำถามถึงความสะอาด ความแม่นยำ และความเป็นไปได้ทางธุรกิจ

แต่ในปัจจุบัน หน้าจอสัมผัสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก และเป็นรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลมูลค่ามหาศาล

บทเรียนดังกล่าวสะท้อนความจริงสำคัญของ DeepTech ว่า งานวิจัยที่เปลี่ยนโลกจำนวนมากไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบโจทย์รายได้ในวันพรุ่งนี้ หากแต่เกิดจากการมองเห็นปัญหาและโอกาสในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย หากต้องการสร้าง New S-Curve ทางเศรษฐกิจ การลงทุนในงานวิจัยและเทคโนโลยีขั้นสูงจึงเป็นสิ่งจำเป็น แม้ผลตอบแทนอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันที

     ทางลัดของ DeepTech ไทย ไม่ใช่การทำทุกอย่างเอง

ความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัปสาย DeepTech คือข้อจำกัดด้านทรัพยากร ไม่ว่าจะเป็นกำลังประมวลผล (Computing Power) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล หรือเงินลงทุนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม เวทีเสวนาครั้งนี้ได้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องสร้างทุกอย่างด้วยตนเองเสมอไป

บทบาทของภาครัฐในอนาคตคือการทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมต่อทรัพยากรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์ม AI เครื่องมือวิจัย หรือเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้อย่างรวดเร็ว

ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเครือข่าย ความได้เปรียบไม่ได้มาจากการเป็นเจ้าของทุกอย่าง แต่มาจากความสามารถในการเชื่อมโยงทรัพยากรและสร้างความร่วมมือที่เหมาะสม

เมื่อ Soft Power กลายเป็นสนามแข่งขันของ DeepTech ไทย

     หากประเทศไทยพยายามแข่งขันกับมหาอำนาจด้าน AI ในสนามเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่หรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดมหาศาล โอกาสในการแข่งขันอาจมีข้อจำกัด

     แต่หากนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาผสานกับทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และอัตลักษณ์ของประเทศ โอกาสใหม่ก็จะเกิดขึ้น

     แนวคิด HT-AI (Heritage, Technology, Art and Innovation) คือภาพสะท้อนของแนวทางดังกล่าว

     ไม่ว่าจะเป็นการใช้ AI วิเคราะห์และต่อยอดองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมไทย การสร้างประสบการณ์ใหม่ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือการพัฒนา Wellness Economy ที่ผสานข้อมูลสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และวิถีชีวิตแบบไทย ล้วนเป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยสามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

     ในโลกที่เทคโนโลยีกำลังกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สิ่งที่ยากต่อการลอกเลียนแบบกลับเป็นบริบท วัฒนธรรม และองค์ความรู้เฉพาะถิ่น

อนาคตไม่ได้อยู่ที่ AI แต่อยู่ที่คน

     ประเด็นสำคัญที่สุดจากเวทีเสวนาอาจไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยี แต่คือเรื่องของผู้คน

     อนาคตของประเทศไทยจะไม่ได้ถูกกำหนดโดยจำนวนเซิร์ฟเวอร์ที่เรามี หรือจำนวนโมเดล AI ที่เราสร้างขึ้น แต่ถูกกำหนดโดยคุณภาพของคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมาในโลกยุคดิจิทัล

     การสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการทดลอง การวิจัย การเข้าถึงองค์ความรู้ระดับโลก และการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยสามารถสร้าง Change Maker รุ่นใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ในท้ายที่สุด AI อาจไม่ได้มาแทนที่มนุษย์

แต่จะกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มนุษย์ค้นพบศักยภาพของตนเองได้มากกว่าที่เคยเป็นมา

และสำหรับสตาร์ตอัปไทย คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่า “AI จะทำอะไรได้บ้าง”

แต่คือ “เราจะใช้ AI เพื่อสร้างอนาคตแบบไหนให้กับประเทศและโลกใบนี้”

อ่านบทวิเคราะห์ เจาะลึกกระแส และสรุปบรรยากาศจากงานเสวนานี้เพิ่มเติมได้ที่:

10

เมื่อ “ดาต้า” บีบให้ธุรกิจเปลี่ยนเกณฑ์: ถอดรหัสกรีนสตาร์ตอัปยุคใหม่ เติบโตอย่างไรในวันที่กำไรไม่ใช่คำตอบเดียว

เมื่อ “ดาต้า” บีบให้ธุรกิจเปลี่ยนเกณฑ์:

ถอดรหัสกรีนสตาร์ตอัปยุคใหม่

เติบโตอย่างไรในวันที่กำไรไม่ใช่คำตอบเดียว

จากเวทีเสวนา หัวข้อ “Redefining Growth – GreenTech Startups Leading the Change” โครงการ Global Startup Hub 2026

เมื่อข้อมูลและมลพิษบีบให้ธุรกิจต้องเปลี่ยนเกณฑ์วัดความสำเร็จ

ท่ามกลางกระแสโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมของผู้คนและการขับเคลื่อนธุรกิจกำลังถูกท้าทายด้วย “ดาต้า” หรือข้อมูลเชิงลึกที่เข้าถึงระดับบุคคลและองค์กรมากขึ้น บนเวทีเสวนาครั้งนี้ คุณรัชวุฒิ พิชญาพันธุ์ (Fixzy) ได้เปิดประเด็นไว้อย่างน่าสนใจว่า ข้อมูลรอบตัวเราที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าสุขภาพส่วนบุคคลหรือตัวเลขมลพิษอย่าง PM 2.5 ได้ลบล้างความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่าการไม่รู้คือการไม่มีปัญหา เพราะเมื่อมีตัววัดค่าที่ชัดเจน ทุกคนจึงเริ่มตระหนักและอยู่เฉยไม่ได้อีกต่อไป เช่นเดียวกับในโลกของธุรกิจที่ดาต้าได้เข้าไปแทรกซึมอยู่ในทุกอณู จนทำให้การแข่งขันในปัจจุบันก้าวข้ามเพียงเรื่องเทคโนโลยีทั่วไป แต่กลายเป็นการบริหารจัดการข้อมูลเพื่อควบคุมต้นทุนที่มองไม่เห็น ควบคู่ไปกับการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งในเซสชันนี้มี GreenTech Startup สัญชาติไทย 4 บริษัท มาร่วมแบ่งปันมุมมองและโซลูชันที่จับต้องได้จริง

SEMPLY เผยกลยุทธ์จับต้องไฟฟ้าที่มองไม่เห็นมาลดต้นทุนอาคารแบบเรียลไทม์

เมื่อพูดถึงต้นทุนที่ควบคุมได้ยากในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือค่าไฟฟ้าและเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างเครื่องจักรชำรุด สตาร์ตอัปแต่ละรายจึงนำเสนอทางออกที่แตกต่างกันไปตามความเชี่ยวชาญ คุณวิชิต พลสูงเนิน จาก SEMPLY ได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารจัดการพลังงานและระบบอาคารอัตโนมัติ โดยรวบรวมระบบโซล่าเซลล์ แบตเตอรี่ อีวีชาร์จเจอร์ และเครื่องจักรต่าง ๆ เข้ามาอยู่ในหน้าจอเดียว เพื่อแปลงค่าไฟฟ้าที่เคยเป็นสิ่งจับต้องไม่ได้ให้เห็นภาพชัดเจนแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ผู้บริหารไม่ต้องรอเห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนแล้วค่อยตระหนกตกใจ แต่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ทันที เช่น เคสของลูกค้ารายหนึ่งที่พบว่าค่าไฟพุ่งสูงผิดปกติในช่วงบ่ายสามถึงสี่โมงเย็นของทุกวัน เมื่อระบบนำข้อมูลมารวมกันจึงทำให้ค้นพบว่า เป็นช่วงที่แสงแดดเริ่มหมด ส่งผลให้โซล่าเซลล์ผลิตไฟได้น้อยลง ขณะที่มีเครื่องจักรตัวหนึ่งกำลังทำงานหนักอยู่พอดี การเห็นข้อมูลนี้จึงช่วยให้ธุรกิจสามารถคาดการณ์และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานเพื่อลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Merlinium สกัดความเสียหายล่วงหน้าด้วยเซ็นเซอร์อัจฉริยะรู้ก่อนพัง

ในมิติของความเสียหายเชิงกายภาพ คุณนฤชา อมรดิษฐ์ จาก Merlinium ได้นำเสนอเทคโนโลยีสารกึ่งตัวนำและการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ หรือ Predictive Maintenance เพื่อเข้ามาช่วยอุดรอยรั่วก่อนที่ความเสียหายขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น โดยย้อนกลับไปแก้ปัญหาที่ต้นทางด้วยการพัฒนาโมดูลอัจฉริยะให้เซ็นเซอร์หน้างานประมวลผลได้รวดเร็วและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ไม่ต้องรอเก็บดาต้ายาวนานถึงหกเดือนจนเครื่องจักรพังไปเสียก่อน การประมวลผลที่ฉับไวนี้ช่วยร่นระยะเวลาเรียนรู้พฤติกรรมของเครื่องจักร ส่งข้อมูลเฉพาะที่จำเป็นเพื่อไม่ให้เปลืองค่าดาต้า และทำให้เจ้าของโรงงานรับรู้ล่วงหน้าว่าอุปกรณ์ชิ้นใดกำลังเหนื่อยหรือเริ่มฝืด เพื่อวางแผนซ่อมบำรุงในเวลาที่ไม่ได้ใช้งาน ซึ่งนอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงที่สายการผลิตจะหยุดชักงักแล้ว ยังช่วยลดการสิ้นเปลืองพลังงานจากเครื่องจักรที่เสื่อมสภาพอีกด้วย

GEPP Sa-Ard พลิกโฉมข้อมูลขยะรายชั้นสู่นโยบายบริหารองค์กรที่ใช้งานได้จริง

นอกเหนือจากเรื่องพลังงานและเครื่องจักรแล้ว “ขยะ” ก็เป็นอีกหนึ่งต้นทุนแฝงในด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังถูกบังคับด้วยเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยเฉพาะในกลุ่มสโคปสาม (Scope 3) ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่อุปทาน คุณโดม บุญญานุรักษ์ จาก GEPP Sa-Ard (เก็บสะอาด) อธิบายว่า ระบบดาต้าที่ดีคือระบบที่ได้นำไปใช้งานจริง ทางบริษัทจึงพัฒนาฮาร์ดแวร์ไอโอทีอย่างตาชั่งขยะและซอฟต์แวร์บันทึกข้อมูลที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์คนหน้างาน โดยเข้าไปช่วยให้อาคารสำนักงานสามารถแทร็กข้อมูลขยะได้ละเอียดเป็นรายชั้น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายที่ตรงจุด เช่น ในกรณีตึกสำนักงานใหญ่แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่สามารถตรวจสอบจนพบว่าโซนครัวอาหารสร้างขยะมากที่สุดและไม่มีการแยกขยะ เนื่องจากข้อจำกัดในสัญญาเดิม นำไปสู่การปรับเงื่อนไขสัญญาใหม่ให้เวนเดอร์รับผิดชอบขยะของตนเอง ช่วยลดต้นทุนค่าจัดการขยะของอาคารที่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึงสี่เท่าได้อย่างเป็นธรรม ทั้งยังเปลี่ยนกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่เป็นเพียงครั้งคราวให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโอเปอเรชันในชีวิตประจำวัน

NICHA CCUS เปลี่ยนมุมมองคาร์บอนจากรายจ่ายให้กลายเป็นรายรับหมุนเวียน

ขณะเดียวกัน ทางด้านคาร์บอน ซึ่งมักถูกมองว่าเป็นภาระค่าใช้จ่าย คุณปกรณ์ อินต๊ะเทพ จาก NICHA CCUS กลับนำเสนอแง่มุมที่พลิกผันว่า คาร์บอนสามารถแปรเปลี่ยนเป็นรายได้มหาศาล ผ่านเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนจากปล่องไอเสียอุตสาหกรรมแล้วเปลี่ยนให้เป็นสารละลายคาร์บอเนตเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ เช่น การนำไปจัดเก็บในดินเพื่อประพรมดิน บำบัดน้ำเสีย หรือผลิตคอนกรีตคาร์บอนต่ำ ซึ่งกระบวนการจัดการที่ไซส์งานโดยตรงนี้ทำให้ต้นทุนลดลงเหลือเพียงหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับระบบทั่วไปที่ไม่ต้องเสียค่าขนส่ง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจุบันทางบริษัทกำลังศึกษาการฟื้นฟูทะเลร่วมกับกลุ่ม ปตท. ด้วยกระบวนการเพิ่มความเป็นด่างเพื่อลดความเป็นกรดในมหาสมุทร ซึ่งสามารถสร้างมูลค่ากลับคืนมาในรูปแบบของคาร์บอนเครดิตราคาสูง เป็นการเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นเม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจได้อย่างน่าทึ่ง

 

 

เจาะลึกกลยุทธ์ “Data & AI” ของสตาร์ตอัปยุคใหม่ กับคำถามแทงใจดำเรื่องความแม่นยำ

เมื่อคุณรัชวุฒิ ยิงคำถามสำคัญ อย่างเวลาลูกค้าถามว่า AI หรือ IoT ของคุณแม่นยำแค่ไหน และต้องใช้เวลารอเก็บข้อมูลนานเท่าไหร่กว่าจะเริ่มเห็นผล สตาร์ตอัปส่วนใหญ่มักจะอึกอักและตอบได้ไม่ชัดเจน แต่สำหรับ GreenTech Startup ทั้ง 4 บริษัทนี้ พวกเขาเตรียมเทคนิคการจัดการดาต้ามาอย่างเหนือชั้นเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ

  • NICHA CCUS นำเทคโนโลยี AI มาใช้วิเคราะห์สถานะคาร์บอนลึกถึงระดับโมเลกุลแบบโมลต่อโมล เพื่อคำนวณจุดอิ่มตัวของสารละลายและแปลงออกมาเป็นตารางต้นทุนต่อกิโลวัตต์ได้อย่างแม่นยำที่สุด
  • SEMPLY เลือกที่จะเข้าไปจัดระเบียบข้อมูลไฟฟ้าในตลาดที่มีหลากหลายมาตรฐาน โดยจับข้อมูลเหล่านั้นมาจัดเรียงให้อยู่ในโครงสร้างหรือแพทเทิร์นเดียวกัน เพื่อให้ AI นำไปเรียนรู้ต่อได้ง่าย ส่งผลให้การพยากรณ์ข้อมูลล่วงหน้ามีความแม่นยำและฉับไวขึ้น
  • GEPP Sa-Ard มองว่าข้อมูลที่ดีที่สุดคือข้อมูลที่ถูกนำไปใช้จริง จึงเน้นออกแบบระบบที่อำนวยความสะดวกให้แม่บ้านหรือคนหน้างานทำงานง่ายที่สุดโดยไม่เพิ่มภาระ พร้อมทั้งนำดาต้ามาประมวลผลควบคู่กับประสบการณ์และความเข้าใจของมนุษย์เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างแท้จริง
  • Merlinium ได้ทลายข้อจำกัดเรื่องการรอเก็บข้อมูลยาวนานถึงหกเดือน ด้วยการพัฒนาโมดูลให้เซ็นเซอร์สามารถประมวลผลและคำนวณจบได้ทันทีตั้งแต่หน้างาน หรือที่เรียกว่า Edge Computing วิธีนี้ทำให้วัดผลได้เร็วที่สุดและเลือกส่งเฉพาะข้อมูลที่จำเป็นขึ้นระบบ ช่วยประหยัดค่าดาต้าและทำให้เข้าไประงับเหตุก่อนที่เครื่องจักรจะพังทลายได้อย่างทันท่วงที

จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้าธุรกิจไทย “ไม่สนโลก ไม่สนดาต้า” ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า

เพื่อจำลองภาพให้เห็นเด่นชัด คุณรัชวุฒิ ได้ตั้งคำถามในมุมของธุรกิจบริการทั่วไป เช่น ธุรกิจรับซ่อมแซมบ้าน ว่าหากในอนาคตเขายังคงเลือกที่จะไม่สนใจเรื่องคาร์บอน ไม่แยกขยะ ไม่ติดเซ็นเซอร์อัจฉริยะ โดยเชื่อมั่นเพียงแค่ว่าตนเองมีฝีมือและบริการที่ดีอย่างเดียวจะอยู่รอดไหม คำตอบที่ได้รับจากเหล่าสตาร์ตอัปบนเวที สะท้อนภาพอนาคตอันน่ากลัวที่ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญหากยังไม่ยอมปรับตัว

  1. สูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ทั้งในแง่ของเวลาและราคา เพราะทุกวันนี้ไม่มีธุรกิจใดอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทอื่น หากวันหนึ่งคู่ค้าหรือบริษัทยักษ์ใหญ่หันมาบังคับใช้เกณฑ์คาร์บอนฟุตพริ้นท์อย่างเข้มงวด ธุรกิจที่ไม่มีดาต้าพร้อมแสดงหลักฐานจะถูกคัดออกจากระบบและสูญเสียลูกค้าไปในทันที
  2. ความเสี่ยงเรื่องต้นทุนจมและต้องจ่ายแพงกว่าคนอื่น เนื่องจากราคาพลังงานมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียเริ่มบังคับใช้กฎหมายควบคุมพลังงานและภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) แล้ว หากธุรกิจไทยยังนิ่งเฉย คาร์บอนจะกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายเพียงอย่างเดียว ในขณะที่คู่แข่งที่เตรียมตัวมาก่อนสามารถพลิกคาร์บอนให้กลายเป็นรายได้จากการขายเครดิต
  3. ถูกกลืนหายไปด้วยระบบการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีจะเปลี่ยนผ่านจากวัฒนธรรมการรอให้พังแล้วค่อยซ่อม ไปสู่การรู้ล่วงหน้าแล้วจัดการทันที ช่างซ่อมยุคใหม่ที่มีข้อมูลในมือจะเดินทางไปดูแลระบบก่อนที่ลูกค้าจะรู้ตัวด้วยซ้ำ ทำให้ธุรกิจบริการในรูปแบบเดิม ๆ ที่นั่งรอเพียงสายโทรศัพท์แจ้งซ่อมจากลูกค้าจะค่อย ๆ หมดสิ้นหนทางทำมาหากินไปในที่สุด

ทางรอดและ Quick Win ของธุรกิจไทยท่ามกลางสมรภูมิความยั่งยืนที่เลี่ยงไม่ได้

เมื่อมองไปในอนาคตอันใกล้ หากธุรกิจใดยังเลือกที่จะนิ่งเฉย แรงกดดันจากคู่ค้าและมาตรการสากลจะกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายธุรกิจอย่างรุนแรง ยิ่งในตลาดยุคปัจจุบันที่เศรษฐกิจไม่ได้เฟื่องฟูเหมือนเก่า โจทย์การทำ ESG จึงยากขึ้นและต้องการทางเลือกที่คุ้มค่า เทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูลและเซ็นเซอร์อัจฉริยะจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะกระจายตัวเข้าสู่ทุกภาคส่วน ซึ่งคำแนะนำสำหรับธุรกิจที่ต้องการทางลัดในการเริ่มต้น หรือ Quick Win คือการมอนิเตอร์และจัดการเรื่องพลังงานเป็นอันดับแรก เพราะเป็นสิ่งที่เห็นผลลัพธ์สะท้อนกลับมาในบิลค่าใช้จ่ายชัดเจนที่สุดตั้งแต่เดือนแรก

บทสรุปและ Key Takeaway ที่ผู้ประกอบการต้องตระหนัก

การเติบโตในมิติใหม่ของโลกธุรกิจยุคปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขผลกำไรในระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำดาต้ามาบริหารจัดการต้นทุนควบคู่ไปกับความยั่งยืนอย่างชาญฉลาด บทเรียนสำคัญจากเวทีนี้คือข้อคิดที่ว่าทุกธุรกิจต่างเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ซึ่งกันและกัน

การเตรียมความพร้อมและเริ่มศึกษาข้อกำหนดด้าน ESG ตั้งแต่วันนี้ ในขณะที่ยังไม่ถูกกฎหมายบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะช่วยให้ธุรกิจสร้างความได้เปรียบ ค้นพบแนวทางลดรายจ่าย หรือแม้กระทั่งสร้างโอกาสทางรายได้ใหม่ ๆ ได้ก่อนคนอื่น หากผู้ประกอบการไทยร่วมมือกันปรับตัวโดยใช้พลังงานเป็นจุดเริ่มต้นที่เห็นผลไวที่สุด เป้าหมายสูงสุดอย่างการพาประเทศไทยไปสู่ Net Zero ก็จะไม่ใช่เรื่องไกลตัว และความยั่งยืนนี้เองที่จะกลายเป็นเกราะป้องกันให้ธุรกิจไทยอยู่รอดและเติบโตได้อย่างมั่นคงในอนาคต

8

OKRs สำหรับ Founder: เครื่องมือจัดทีมให้พร้อม ก่อนบุกตลาดและเร่งการเติบโต

OKRs สำหรับ Founder:

เครื่องมือจัดทีมให้พร้อม 

ก่อนบุกตลาดและเร่งการเติบโต

ภายใต้วิกฤตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นโควิด สงคราม หรือความผันผวนทางเศรษฐกิจ การเติบโตของสตาร์ตอัปจึงไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป การดำเนินธุรกิจในวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ขณะที่การเข้ามาของ AI ก็ยิ่งเร่งให้การแข่งขันเข้มข้นขึ้น กลายเป็นทั้ง “โอกาส” และ “ความท้าทาย” ที่ผลักดันให้สตาร์ตอัปต้องปรับตัวให้เร็ว และสร้างความได้เปรียบเพื่อความอยู่รอด

ในบริบทเช่นนี้ การมีเครื่องมือที่ช่วยให้ทีม “โฟกัสถูกจุด” และ “เดินไปในทิศทางเดียวกัน” จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นสิ่งจำเป็น หนึ่งในเครื่องมือที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในบริษัทเทคระดับโลกคือ OKR (Objectives and Key Results)

 

คุณอ้อ พรทิพย์ กองชุน Co-Founder จาก Jitta  หนึ่งในผู้บุกเบิกสตาร์ตอัปไทยรุ่นแรก ที่มีโอกาสเรียนรู้การใช้ OKR จาก Google ซึ่งในขณะนั้นมีเพียงไม่กี่องค์กรในโลกที่เข้าถึงแนวคิดนี้ ได้นำประสบการณ์มาถ่ายทอดให้กับสตาร์ตอัปไทยกว่า 30 บริษัท ภายใต้โครงการ Global Startup Hub 2026 เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำ OKR ไปใช้จริง และขับเคลื่อนธุรกิจสู่การเติบโตในระดับสากล

 

OKRs หรือ Objectives and Key Results คือเครื่องมือที่ช่วยให้ทั้งองค์กร “มองเห็นเป้าหมายเดียวกัน” และขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในสตาร์ตอัปที่กำลังเติบโตหรือเตรียมขยายตลาด การมีเป้าหมายที่ชัดเจนไม่ใช่ไม่ใช่ตัวเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเติบโต หลายองค์กรพบปัญหาว่า ทีมทำงานหนักแต่ไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะพนักงานจำนวนมากไม่เข้าใจว่า “เป้าหมายของบริษัทคืออะไร” OKR จึงเข้ามาแก้โจทย์นี้ ด้วยการเปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าใจตรงกัน และสามารถติดตามความคืบหน้าได้จริง

Elements ของ OKRs

OKR ประกอบด้วย 2 ส่วนหลักที่ต้องทำงานสอดคล้องกัน คือ Objective และ Key Results

Objective คือ “สิ่งที่อยากไปให้ถึง” เป็นเป้าหมายที่ชัดเจน มีทิศทาง และสร้างแรงผลักดันให้ทีม เช่น การเป็นผู้นำตลาด หรือการขยายไปสู่ต่างประเทศ เป้าหมายนี้สามารถตั้งได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่ต้องชัด เข้าใจง่าย และสร้างแรงร่วมให้ทั้งทีมอยากไปถึง

Key Results คือ “ตัวชี้วัดผลลัพธ์” ที่บอกว่าเราเข้าใกล้ Objective มากแค่ไหน เป็นคำตอบของคำถามว่า “เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังไปถูกทางและใกล้สำเร็จแล้ว” โดยต้องอยู่ในรูปแบบที่วัดผลได้อย่างชัดเจน เช่น ตัวเลขยอดขาย จำนวนผู้ใช้งาน อัตราการเติบโต หรือส่วนแบ่งตลาด

สิ่งสำคัญคือ Key Results ต้องสะท้อน “ผลลัพธ์” ไม่ใช่ “กิจกรรม” เช่น แทนที่จะตั้งว่า “ทำแคมเปญการตลาด” ควรเปลี่ยนเป็น “เพิ่มผู้ใช้งาน 30%” เพราะสิ่งที่องค์กรต้องการจริง คือผลลัพธ์ที่วัดได้ โดยทั่วไป ในหนึ่งช่วงเวลา สตาร์ตอัปควรมี OKR ประมาณ 3–5 เรื่อง เพื่อให้ทีมโฟกัสกับสิ่งที่สำคัญที่สุดได้อย่างเต็มที่

OKRs SET UP

การตั้ง OKR ให้ได้ผล ไม่ใช่แค่เขียนเป้าหมายให้สวย แต่ต้องมีโครงสร้างที่ชัดเจนและนำไปใช้ได้จริง

ควรเริ่มจากการกำหนดเป้าหมายระดับปี และแตกออกเป็นรายไตรมาส (Quarter) เพื่อให้สามารถติดตามความคืบหน้า และปรับตัวได้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ

อีกหัวใจสำคัญคือการสร้าง Alignment ภายในองค์กร ซึ่งต้องเกิดทั้งจาก Top-down (ผู้บริหารกำหนดทิศทาง) และ Bottom-up (ทีมมีส่วนร่วม) เพื่อให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมายร่วมกัน

ในทางปฏิบัติ หนึ่ง Key Result มักต้องอาศัยหลายทีมทำงานร่วมกัน เช่น Marketing, Sales และ Customer Support ดังนั้น การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็นและที่สำคัญ OKR ต้องถูกแปลงเป็น Action Plan ที่ชัดเจน เพื่อให้เกิดการลงมือทำจริง

DEEP DIVE INTO OKRs

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ OKR คือการตั้งเป้าแบบ “10X” หรือ Moonshot ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย เพื่อผลักดันให้เกิดการเติบโตแบบก้าวกระโดด

อย่างไรก็ตาม OKR ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำได้ครบ 100% โดยเฉพาะเป้าหมายที่ท้าทาย หากทำได้ประมาณ 70–80% ก็ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะแสดงว่าทีมกำลังตั้งเป้าที่มีความหมายและท้าทายจริง

แนวคิด “Think Big, Start Small” จึงเป็นสิ่งสำคัญ คือคิดให้ใหญ่ แต่เริ่มจากสิ่งที่ทำได้จริง และค่อยๆ ปรับตามข้อมูลและผลลัพธ์

อีกประเด็นสำคัญคือ “ความยืดหยุ่น” โดยเฉพาะ Key Results ที่สามารถปรับได้ตามสถานการณ์ หากพบวิธีที่ดีกว่า การปรับไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการเพิ่มโอกาสในการไปถึงเป้าหมาย

OKRs CHECK-IN

OKR ที่ดีจะไม่มีความหมาย หากไม่มีการติดตามอย่างสม่ำเสมอ การ Check-in คือการพูดคุยกันในทีมเพื่อดูความคืบหน้าของ OKR โดยโฟกัสที่ “ผลลัพธ์” ไม่ใช่แค่ “งานที่ทำ” เพราะการทำงานเยอะ ไม่ได้แปลว่าเข้าใกล้เป้าหมายการ Check-in ควรเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เช่น รายสัปดาห์หรือรายเดือน เพื่อให้สามารถมองเห็นปัญหาและปรับแผนได้ทันเวลา

สิ่งสำคัญคือการสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารแบบเปิด ให้ทีมสามารถพูดคุยถึงความคืบหน้า ปัญหา และอุปสรรคได้อย่างตรงไปตรงมา

เมื่อทำอย่างต่อเนื่อง OKR จะไม่ใช่แค่เครื่องมือบริหาร แต่จะกลายเป็น “ระบบขับเคลื่อนองค์กร” ที่ช่วยให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างมีทิศทาง


ท้ายที่สุดแล้ว OKR ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการตั้งเป้าหมาย แต่คือกรอบความคิดที่ช่วยให้สตาร์ตอัป “โฟกัสในสิ่งที่สำคัญ” และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไปในวันที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับสตาร์ตอัปที่กำลังมองหาทางเติบโต อย่ารอให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบก่อนแล้วค่อยเริ่ม เพราะความชัดเจนไม่ได้มาจากการคิดให้นานขึ้น แต่เกิดจากการ “ลงมือทำ วัดผล และปรับตัวให้เร็ว”

ในเกมของสตาร์ตอัป คนที่ไปได้ไกล ไม่ใช่แค่คนที่มีไอเดียดีที่สุด แต่คือคนที่ “ตั้งเป้าได้ชัด วัดผลได้จริง และพาทีมไปในทิศทางเดียวกันได้”

IPT2026-002 Global Startup Hub 2026 ฟุ้ง

MUI ROBOTICS พร้อมบุกตลาดสหรัฐฯ ยินดีกับความสำเร็จในการเป็นตัวแทนไปนำเสนอเทคโนโลยีที่งาน SELECTUSA ณ. WASHINGTON D.C.

MUI ROBOTICS พร้อมบุกตลาดสหรัฐฯ

ยินดีกับความสำเร็จในการเป็นตัวแทนไปนำเสนอเทคโนโลยี

ที่งาน SELECTUSA ณ. WASHINGTON D.C.




     ประเทศไทยยังคงสร้างความโดดเด่นบนเวทีนวัตกรรมระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด MUI Robotics สตาร์ตอัป DeepTech สัญชาติไทย ผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้าน Sensory AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถเลียนแบบประสาทสัมผัสของมนุษย์ โดยเฉพาะ “การรับกลิ่น” ได้รับการคัดเลือกเป็นผู้ชนะเพื่อเข้าร่วมการนำเสนอผลงาน ในเวทีระดับนานาชาติ SelectUSA Investment Summit 2026 (www.selectusasummit.us)  ณ Washington, D.C. ประเทศสหรัฐอเมริกา ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของสตาร์ตอัปไทยที่สามารถก้าวสู่เวทีโลก และแข่งขันในอุตสาหกรรม DeepTech ได้อย่างแท้จริง

     MUI Robotics ถือเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปด้าน DeepTech ที่น่าจับตามองของไทย ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี “AI-Nose” หรือระบบตรวจจับกลิ่นด้วยปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งผสานการทำงานระหว่างเซนเซอร์ขั้นสูงและแมชชีนเลิร์นนิง เพื่อแปลง “กลิ่น” ให้กลายเป็นข้อมูลดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาคการผลิต การเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในภาคการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งช่วยลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ เพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมในภาพรวม เทคโนโลยีในลักษณะนี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม “Artificial Sense” หรือการสร้างประสาทสัมผัสเทียม ซึ่งเป็นหนึ่งใน frontier technology ที่ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

     การได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมเวที SelectUSA Investment Summit 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญของ MUI Robotics เนื่องจากเป็นหนึ่งในเวทีการลงทุนที่ใหญ่และมีอิทธิพลมากที่สุดของสหรัฐอเมริกา โดยรวบรวมนักลงทุนระดับโลก กองทุน Venture Capital บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ และหน่วยงานภาครัฐจากหลากหลายประเทศไว้ในที่เดียว จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเชื่อมโยงสตาร์ตอัปกับแหล่งเงินทุนระดับสากล สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ และเปิดประตูสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่และมีศักยภาพสูงที่สุดในโลก โดยเฉพาะสำหรับ DeepTech ที่ต้องอาศัยทั้งเงินทุน ความร่วมมือ และ ecosystem ที่แข็งแกร่งในการขยายตัว

     ความสำเร็จของ MUI Robotics ในครั้งนี้ ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของ NIA ในการผลักดันสตาร์ตอัปไทยสู่เวทีสากล ภายใต้ยุทธศาสตร์ “G-Global” ที่มุ่งสนับสนุนให้สตาร์ตอัปไทยสามารถเติบโตและแข่งขันในระดับนานาชาติ ผ่านกลไกและโครงการสำคัญ อาทิ Scaleup to Global ที่เร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปให้สามารถขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และโครงการ Gateway to ASEAN ที่จะช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถเข้าถึงตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและดิจิทัลสูงที่สุดในโลก ผ่านการสร้างเครือข่ายธุรกิจ การจับคู่พันธมิตร ตลอดจนการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนในระดับนานาชาติ

     นอกจากนี้ MUI Robotics ยังเป็นหนึ่งในสตาร์ตอัปที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA เพื่อเข้าร่วมจัดแสดงผลงานในเวทีระดับนานาชาติอย่าง JUMPSTARTER และติด Top 30 Global PITCH COMPETITION ซึ่งเป็นงานสตาร์ตอัปและนวัตกรรมที่สำคัญของภูมิภาคเอเชีย การเข้าร่วมเวทีดังกล่าวช่วยเปิดโอกาสให้ MUI Robotics ได้ทดสอบตลาด สร้างเครือข่ายพันธมิตร และเชื่อมโยงกับนักลงทุนระดับนานาชาติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมสู่การขยายธุรกิจในระดับโลก

     ความสำเร็จของ MUI Robotics ไม่เพียงสะท้อนศักยภาพของบริษัท แต่ยังแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบบนิเวศนสตาร์ตอัปไทย ที่สามารถต่อยอดงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ และพัฒนาเป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมในระดับสากลได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมตอกย้ำบทบาทของสตาร์ตอัปไทยในฐานะผู้เล่นด้านเทคโนโลยีขั้นสูงที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง

#GoGlobal #GlobalExpansion #ScaleUpToGlobal #ThaiStartup #DeepTech




LINE_ALBUM__250910_53

ขับเคลื่อนสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก: Scaleup Impact! Thailand x Sweden Global Startup Acceleration Program

ขับเคลื่อนสตาร์ตอัปไทยสู่ตลาดโลก: 

Scaleup Impact! Thailand x Sweden

Global Startup Acceleration Program 

     ในยุคที่โลกธุรกิจเชื่อมโยงกันไร้พรมแดน การเติบโตของสตาร์ตอัปไม่ได้หยุดอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ แต่การก้าวสู่เวทีสากลคือเป้าหมายสำคัญของผู้ประกอบการรุ่นใหม่  เพื่อสนับสนุนสตาร์ตอัปไทยให้ขยายศักยภาพ สร้างเครือข่าย และเรียนรู้จากระบบนิเวศธุรกิจระดับนานาชาติ  จึงได้จัดทำโครงการ ‘Scaleup Impact! Thailand x Sweden Global Startup Acceleration Program’” 

     โครงการนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน อาทิ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงสตอกโฮล์ม, Thailand and Nordic Countries Innovation Unit (TNIU), สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA), หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.), Techsauce Media, สมาคมการค้าสตาร์ตอัปไทย (TSA) และ Epicenter Stockholm  ความร่วมมือดังกล่าวเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทย 12 ทีมจากหลากหลายสาขา เข้าร่วมโปรแกรมเร่งการเติบโต (Acceleration Program) ตลอดระยะเวลา 6 เดือนเต็ม (ธันวาคม 2567 – พฤษภาคม 2568) 

 

     ตลอดโครงการ ผู้ประกอบการได้รับการเสริมความแข็งแกร่งผ่านการอบรมเชิงลึก (Workshop & Coaching) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจ การเข้าถึงนักลงทุน และการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่กับโอกาสในการสัมผัสระบบนิเวศธุรกิจจริง (Networking & Immersion) ที่ Stockholm ซึ่งช่วยให้เข้าใจตลาดนอร์ดิกและยุโรป และสร้างเครือข่ายกับผู้ประกอบการชั้นนำ

     และในช่วงโค้งสุดท้าย เดือนพฤษภาคม สตาร์ตอัปไทยได้เดินทางไปที่สวีเดน เพื่อร่วมกิจกรรมเวิร์กช็อปและนำเสนอธุรกิจในงาน Thailand Pitch Day 2025 เวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้แสดงศักยภาพต่อผู้เชี่ยวชาญ นักลงทุน และพันธมิตรธุรกิจในยุโรปโดยตรง


12 สตาร์ตอัปไทยสาย Impact Tech ที่เข้าร่วมโครงการ 

ทุกทีมมีศักยภาพสูงในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ 

     1.CERO – โซลูชัน Carbon Credit ที่เปลี่ยน CSR ให้เป็นแพลตฟอร์ม CRM สีเขียว เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมกับลูกค้า 

     2.Cifer – ระบบ AI แบบกระจายสำหรับองค์กร สร้าง AI ร่วมกันโดยไม่ต้องเปิดเผยข้อมูลดิบ 

     3.iTAX – แอปพลิเคชันที่ช่วยให้ผู้เสียภาษีสามารถขอคืนภาษีได้สูงสุดอย่างง่ายดาย 

     4.K2 Graphene – ผลิตและพัฒนากราฟีนคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมพลังงาน อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ 

     5.MYBAND – แพลตฟอร์มเทคโนโลยีด้านดนตรี สำหรับการจองวงดนตรีและลิขสิทธิ์เพลง 

     6.PEEL Lab – เปลี่ยนขยะอาหารให้เป็นหนังวีแกน (plant-based leather) ที่ย่อยสลายได้ 

     7.Steve Well – พัฒนาสเปรย์กราฟีนสำหรับป้องกันอาการบาดเจ็บของข้อต่อ เพื่อเสริมประสิทธิภาพและความปลอดภัยของนักกีฬา 

     8.Talk to PEACH – แพลตฟอร์มสุขภาพทางเพศแห่งแรกในไทย ที่ให้คำปรึกษาแบบไม่ระบุตัวตน 

     9.Unidrac – บริการติดตามและสตรีมมิงข้อมูลมหาสมุทรแบบเรียลไทม์ เพื่อการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล 

     10.U Destiny – แพลตฟอร์มโหราศาสตร์ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อส่งเสริมการเติบโตเชิงบวกส่วนบุคคล 

     11.Graffity – สตาร์ตอัปด้าน Deep-Tech พัฒนาเทคโนโลยี 3D Mapping และ Visual Positioning Systems (VPS) ที่มีความแม่นยำสูง 

     12.Readme.Me – แพลตฟอร์มบล็อกท่องเที่ยวชั้นนำของไทย เชื่อมโยงนักเดินทางกับประสบการณ์การท่องเที่ยวจริง 

 ก้าวต่อไป: จากสตอกโฮล์มสู่ตลาดโลก 

     โครงการนี้ไม่เพียงสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยทั้ง 12 ทีม แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของระบบนิเวศนวัตกรรมไทยในการเชื่อมโยงกับพันธมิตรระดับโลก การเดินทางครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการไปเรียนรู้จากต่างประเทศ หากแต่เป็นการลงมือปฏิบัติจริง สร้างเครือข่ายจริง และวางรากฐานที่แข็งแรงเพื่อก้าวสู่การเป็น Global Startup ที่พร้อมแข่งขันบนเวทีสากล  

     ที่สำคัญ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังการเข้าร่วม ไม่เพียงบางทีมสามารถสร้างรายได้จริง แต่หลายรายยังได้รับการเจรจาทางธุรกิจเพื่อต่อยอดการลงทุน โดยจากการติดตามผลการดำเนินงานภายหลัง คาดการณ์ว่าสตาร์ตอัปไทยจะสามารถสร้างรายได้หรือได้รับการลงทุนรวมมูลค่ากว่า 27 ล้านบาท สะท้อนชัดถึงความร่วมมือไทย–สวีเดนที่สร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรม 


Related Posts

Gateway to sea

Global Startup Hub: Gateway to SEA เพิ่มโอกาสในภูมิภาค กับ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย

Global Startup Hub :

Gateway to SEA เพิ่มโอกาสในภูมิภาค

กับ เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย 

     ในโลกของสตาร์ัปที่หมุนเร็วและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้กลายเป็นภูมิภาคแห่งโอกาสใหม่ ด้วยฐานประชากรกว่า 680 ล้านคนและเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สตาร์ัปไทยไม่ควรมองข้าม  

“เวียดนาม” จากยูนิคอร์นสู่ “อูฐ” โมเดลใหม่ในการสร้างสตาร์ตอัปที่ยั่งยืน  

     คุณ Quynh Vo, General Director of Zone Startup Vietnam & EM Power (DMZ) ได้ย้ำถึงหัวใจสำคัญในการทำให้สตาร์ตอัปสามารถ “Soft-landing” ในเวียดนาม คือ “การรู้จักตลาด” นับเป็นเงื่อนไขแรกของความสำเร็จ แม้ธุรกิจจะมีเทคโนโลยีล้ำหน้าแค่ไหน แต่ถ้าขาดความเข้าใจในวัฒนธรรม ขาดกำลังซื้อ หรือขาดแอปพลิเคชั่นกระเป๋าเงินดิจิทัล (e-wallet) ของท้องถิ่น ก็ไม่อาจสร้างยอดขายและความต้องการซื้อจากลูกค้าที่จะเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เดิม แม้จะมีทางเลือกอื่นในตลาด หรือที่เราเรียกว่า ความภักดีของลูกค้า (Customer Loyalty) ได้เลย 

     เวียดนาม มีประชากรกว่า 100 ล้านคน เป็นตลาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจัดอยู่ใน Top 3 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในด้าน FinTech และ E-commerce มีพอร์ตสตาร์ตอัปที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมในด้าน Healthcare, Ecommerce และ Edtech ที่กำลังเติบโตในปัจจุบัน ซึ่งผู้ประกอบการหรือสตาร์ตอัปถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในเวียดนามเป็นอย่างมาก เวียดนามมีโอกาสเปิดกว้าง แต่ต้องมี “ทีมท้องถิ่น” หรือที่ปรึกษาที่เข้าใจในระบบราชการ มหาวิทยาลัย หรือองค์กรใหญ่ เนื่องจากตลาด B2B ที่เวียดนามกำลังเติบโตอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ หากมีการจ้างพนักงานบริษัทเป็นชาวเวียดนามหรือหาที่ปรึกษาท้องถิ่น ก็จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดียิ่งขึ้น  

     หากคุณต้องการเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ควรเริ่มจากเมืองใหญ่ เช่น โฮจิมินห์ ฮานอย และดานัง DMZ เวียดนาม เริ่มต้นในโตรอนโต ประเทศแคนาดา ซึ่งมีเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง Toronto Metropolitan University (TMU) คอยสนับสนุน ปัจจุบัน DMZ มีสำนักงานใน 11 ประเทศ และให้การสนับสนุนสตาร์ตอัปกว่า 1,000 รายทั่วโลก พร้อมเงินลงทุนตั้งแต่ 100,000 ถึง 350,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยไม่เพียงแต่สนับสนุนด้านทุนเท่านั้น แต่ยังออกแบบโปรแกรมที่ตอบโจทย์ B2B Software อย่างเฉพาะเจาะจง 

     แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนามแตกต่างออกไปจากประเทศอื่น คือ โมเดลใหม่ในการสร้างสตาร์ตอัปที่ได้รับจากแคนาดาเรียกว่า Camel Startups” เป็นโมเดลที่เน้นความยืดหยุ่น ความอดทน และความยั่งยืน แทนที่จะวิ่งหายูนิคอร์น แต่มุ่งมองหาบริษัทที่สามารถอยู่รอดได้ในทุกสภาพเศรษฐกิจ เสมือนอูฐที่อดทนสามารถเดินทางผ่านทะเลทรายได้้ 

     นอกจากนี้แล้วเวียดนาม ยังถูกเลือกเป็นฐานยุทธศาสตร์หลัก ด้วยศักยภาพอันโดดเด่น ประชากรมีอายุเฉลี่ยประมาณ 32 ปี มีความเป็น “Digital Native” สูง และกำลังอยู่ในช่วง “Golden Age” ของการเติบโตของชนชั้นกลาง ซึ่งแปลว่ามีกำลังซื้อ และมีความอยากรู้อยากลองเกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ ๆ สูงมาก มีความคุ้นชินกับเทคโนโลยี รวมถึงมีระบบ Fintech ที่แข็งแรง โดยเวียดนามมีเป้าหมายชัดเจนว่าจะก้าวสู่สังคมไร้เงินสด (Cashless) ภายในปี 2023 นอกจากนี้ ยังมี VC กว่า 208 แห่ง และสตาร์ตอัปกว่า 4,000 ราย รวมถึงเวียดนามยังมียูนิคอร์นอย่าง ViettelPay แอปพลิเคชันการชำระเงินผ่านมือถือ และ MoMo กระเป๋าเงินดิจิทัลของบริษัท M-Service JSC ที่เปลี่ยนวิถีชีวิตคนเวียดนามในแต่ละวันอีกด้วย  

     DMZ ไม่เพียงแต่สนับสนุนสตาร์ตอัปในท้องถิ่น แต่ยังเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปจากต่างประเทศเข้ามา “Localize” สินค้าและโมเดลธุรกิจ ผ่านการแปลเว็บไซต์ แคมเปญการตลาด และราคาสินค้าให้เหมาะสมกับผู้บริโภคเวียดนาม ทั้งยังเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัยกว่า 200 แห่งเพื่อเข้าถึงเยาวชน และเชิญผู้เชี่ยวชาญจากอเมริกา แคนาดา และอิสราเอลมาเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง  

     อีกหนึ่งความภาคภูมิใจคือ “Empower Program” ที่สนับสนุนผู้หญิงในสายเทค โดยปัจจุบันมีผู้หญิงมากกว่า 300 คนในพอร์ตโฟลิโอ ขับเคลื่อนด้วยทุนสนับสนุนจากรัฐบาลแคนาดา นอกจากนี้ยังมีโครงการ Corporate Exploration Program ที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างองค์กรขนาดใหญ่  และสตาร์ตอัป พร้อมบริการ Startup Visa และบริการขยายสู่ตลาดโลกแบบครบวงจร 

    ปัจจุบัน ภาพรวมของ Startup Ecosystem ในเวียดนาม มี VC กว่า 208 แห่ง มี Incubator 79 แห่ง มี Accelerator 35 แห่ง และสตาร์ตอัปมากกว่า 4,000 ราย รวมถึงมีสตาร์ตอัปยูนิคอร์นแล้ว 4 ราย และ “Camel Startups” ที่มีมูลค่าเกิน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐอีกกว่า 100 ราย 

     ดังนั้น เวียดนาม จึงเป็นประเทศที่ไม่ได้ฝันถึงแค่ยูนิคอร์น แต่กำลังเร่งสร้างอูฐพันธุ์แกร่งตัวแล้วตัวเล่า ที่พร้อมเดินหน้าไปไกลกว่าพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในโลกสตาร์ตอัปยุคนี้ และยินดีเปิดต้อนรับสตาร์ตอัปไทย ที่อยากร่วมค้นหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ในเวียดนามอีกด้วย 

“สิงคโปร์”  ทางลัดสู่ตลาดอาเซียน 

     คุณ Jade Koh, Regional Director Thailand And Vietnam Singapore Economic Development Board (EDB) ได้นำเสนอภาพรวมที่ชัดเจนว่า “สิงคโปร์” ยังคงครองตำแหน่งผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในฐานะศูนย์กลางด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี กล่าวคือ สิงคโปร์เป็นประเทศศูนย์กลางของบริษัทพลังงานสะอาดกว่า 100 แห่ง และบริษัทซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตอีกกว่า 100 แห่ง เป็นหนึ่งในระบบนิเวศอุตสาหกรรมอากาศยานที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมีบริษัทอากาศยานมากกว่า 130 แห่ง มีส่วนแบ่งตลาดเซมิคอนดักเตอร์ อยู่ที่ 11% ของโลก และผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ถึง 20% ของโลก และมีแนวโน้มว่าอุตสาหกรรมนี้ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนของบริษัทชั้นนำระดับโลก นอกจากนี้สิงคโปร์ยังเป็นประเทศที่มีบริษัท HealthTech ที่ดำเนินกิจกรรมการผลิตและวิจัยพัฒนาอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก และยังเป็นผู้ส่งออกเคมีภัณฑ์ที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกในปี 20222 รวมถึงยังเป็นศูนย์กลางในการลงทุนระดับภูมิภาค จากที่กล่าวมาในเบื้องต้นด้วยขนาดเศรษฐกิจที่เปิดกว้าง โครงสร้างพื้นฐานชั้นนำระดับโลก และระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่เติบโตอย่างมั่นคง จึงทำให้สิงคโปร์กลายเป็นเป้าหมายของผู้ประกอบการจากทั่วโลก รวมถึงสตาร์ตอัปจากไทยที่ต้องการขยายธุรกิจสู่เวทีสากล  

     หนึ่งในจุดแข็งของสิงคโปร์ คือการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างชัดเจน รัฐบาลสิงคโปร์มีบทบาทเชิงรุกผ่านหน่วยงานอย่าง Enterprise Singapore ที่ทำหน้าที่ส่งเสริมสตาร์ตอัปในทุกมิติ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การเข้าถึงแหล่งทุน ไปจนถึงการสร้างเครือข่ายกับนักลงทุนและพันธมิตรระดับนานาชาติ นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Global Innovation Alliance (GIA) ที่เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปจากต่างประเทศ รวมถึงไทย เข้าร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทดลองตลาดในสิงคโปร์ได้โดยตรง 

     จุดเด่นอีกประการคือโอกาสในการเข้าถึงนักลงทุนคุณภาพสูง สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของกองทุน VC และ CVC ชั้นนำมากมายที่มองหาโอกาสในการลงทุนในนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะในสาขา Deep Tech, FinTech, GreenTech และ HealthTech หากสตาร์ตอัปไทยสามารถแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตนได้ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนเหล่านี้ รวมถึงโอกาสในการขยายต่อไปยังภูมิภาคอื่น ๆ 

     สรุปได้ว่าสิงคโปร์กลายเป็น “สะพานเชื่อม” ที่แข็งแกร่งที่สุดในการเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเงิน เทคโนโลยี และความสามารถของแรงงาน โดยสรุปเป็นปัจจัยหลักได้ดังนี้  

4 ปัจจัยหลักที่ทำให้สิงคโปร์เป็นประตูสู่โอกาสระดับภูมิภาค

     1. การมีระบบนิเวศที่ครบวงจรและเข้มแข็ง

        สิงคโปร์มีระบบนิเวศที่เกื้อหนุนการเติบโตของสตาร์ตอัป ตั้งแต่ incubator, accelerator, VC, corporate innovation จนถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัย และมีบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่งตั้งสำนักงานในสิงคโปร์ เช่น Google, Amazon, ByteDance รวมถึงสตาร์ตอัปยูนิคอร์นจำนวนมากจากทั่วโลก  ซึ่ง Startup Genome ได้จัดอันดับให้สิงคโปร์อยู่ใน Top 10 Global Startup Ecosystems ในด้าน “Connectedness” และ “Talent Access” รวมถึงได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางด้าน Fintech อันดับต้น ๆ ของโลก 

     2. ความแข็งแกร่งของเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค

         บริษัทขนาดใหญ่ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสิงคโปร์มักจะใช้ที่นี่เป็นฐานในการขยายสู่ตลาดต่าง ๆ ในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย  ดังนั้น สตาร์ตอัปที่เริ่มต้นในสิงคโปร์จึงสามารถเข้าถึงพันธมิตรและโอกาสทางธุรกิจในภูมิภาคได้ง่ายขึ้น 

     3. ความโปร่งใส กฎหมายมั่นคง และเป็นมิตรกับธุรกิจ

         สิงคโปร์ได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ทำธุรกิจง่ายที่สุดอันดับต้น ๆ ของโลกมาโดยตลอด เนื่องจากมีระบบภาษีที่เอื้อต่อธุรกิจ รวมถึงมีความโปร่งใสทางกฎหมายและทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง เหมาะสำหรับสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยีที่ต้องการใช้เวลาพัฒนานวัตกรรมในระยะยาว 

     4. แรงสนับสนุนจากภาครัฐและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล

        EDB และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ มีโครงการและกองทุนสนับสนุนมากมาย เช่น 

        Startup SG 

        EDB New Ventures 

        Open Innovation Platform 

        Global Innovation Alliance (GIA)  ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ในเมืองใหญ่หลายแห่ง รวมถึง “Bangkok Landing Pad” ที่ร่วมกับ Depa และ True Digital Park เพื่อสนับสนุนสตาร์ต อัปไทย 

ยกตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา เช่น  

      สตาร์ตอัปจากยุโรปที่ใช้สิงคโปร์เป็นฐาน เพื่อขยายไปยังอินโดนีเซีย 

      สตาร์ตอัปไทยที่ผ่าน GIA Program ที่สิงคโปร์ แล้วขยายต่อไปยังเวียดนาม 

 

     จากปัจจัยทั้งหมดจะเห็นได้ว่า แม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศขนาดเล็ก แต่สิงคโปร์เป็นจุดเชื่อมต่อที่ยอดเยี่ยมสู่ตลาดระดับภูมิภาคและระดับโลก ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและกฎหมายที่โปร่งใส ซึ่งเป็นมิตรต่อระบบนิเวศในการทำธุรกิจ ทั้งหมดนี้ทำให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่เหมาะสำหรับการใช้เป็นฐานปฏิบัติการระดับภูมิภาคสำหรับสตาร์ตอัปที่มองไกลและต้องการไปให้ถึงระดับโลก  

     ปัจจุบันมีสตาร์ตอัปไทยหลายรายที่เข้าไปเปิดบริษัทในสิงคโปร์ เพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการขยายธุรกิจ ทั้งในแง่ของการระดมทุน การหาพันธมิตร และการเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่มีวิสัยทัศน์ระดับสากล สิงคโปร์จึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม และถึงแม้สิงคโปร์จะเป็นประเทศเล็ก เมื่อพิจารณาจากขนาดพื้นที่่ แต่กลับมีความยิ่งใหญ่ในโอกาส เหมาะสำหรับคนที่กล้าคิด กล้าทำ และพร้อมจะไปไกลกว่าตลาดเดิม 

“อินโดนีเซีย” เมื่อระบบนิเวศสตาร์ตอัปต้องเริ่มจากฐานราก 

     คุณ Mega Prawita, Managing Director , KUMPUL ซึ่งมีเครือข่ายผู้ประกอบการที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับพันธมิตรกว่า 130 ราย ใน 43 เมืองทั่วประเทศ โดยเริ่มต้นแนะนำ KUMPUL ก่อนว่าเป็นหน่วยงานที่ให้การสนับสนุน MSMEs (Micro, Small and Medium Enterprises) หรือธุรกิจขนาดย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง รวมถึงสตาร์ตอัปในการเข้าถึงตลาดและการสนับสนุนจากภาครัฐ มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการในทุกภูมิภาค เพื่อผลักดันธุรกิจให้เติบโตและสามารถขยายตลาดออกสู่สากลได้ ผ่านโปรแกรมบ่มเพาะธุรกิจ กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจ และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายระดับโลก โดย KUMPUL มีการติดต่อกับ Global Partner กว่า 15 ประเทศ อาทิ ไทย สิงคโปร์ เวียดนาม เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไต้หวัน และออสเตรเลีย เป็นต้น  
 

     ทั้งนี้ คุณ Mega Prawita ชี้ให้เห็นว่า อินโดนีเซียกำลังกลายเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะใน 4 สาขาหลัก ได้แก่ FinTech, E-commerce, โลจิสติกส์ค้าปลีก, และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการจากไทยและภูมิภาคต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในตลาดแห่งนี้ 

FinTech: อุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของอินโดนีเซีย  

     ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา FinTech ของอินโดนีเซียเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่ม Digital Payment, Digital Lending, และ InsurTech ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ บริษัทอย่าง Opal ได้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดนี้ FinTech ไม่เพียงแค่เข้ามาช่วยให้การเงินของผู้คนเข้าถึงง่ายขึ้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเศรษฐกิจให้ครอบคลุมถึงกลุ่มประชากรที่ขาดโอกาสทางการเงินดั้งเดิม (unbanked population) 

E-commerce และค้าปลีก: ตลาดมูลค่าเกือบแสนล้านดอลลาร์ 

     ตลาด E-commerce อินโดนีเซียมีมูลค่าสูงถึง 94.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีผู้เล่นหลักอย่าง Traveloka, Tiket.com, Tokopedia, และ Shopee เป็นผู้ขับเคลื่อนหลัก ด้วยจำนวน MSMEs ที่มากถึง 60 ล้านราย จึงไม่แปลกที่อุตสาหกรรมในด้านนี้จะเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจ 

    นอกจากนี้การขยายตัวของ E-commerce ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อภาคโลจิสติกส์ ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง การจัดส่ง และระบบคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น  

      สำหรับสิ่งที่ทำให้ตลาดอินโดนีเซียน่าสนใจ คือการเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง นอกจากอุตสาหกรรมหลักที่กล่าวไปแล้ว ยังมีหลายอุตสาหกรรมที่เติบโตโดดเด่น เช่น 

      – อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม (F&B): ตลาดนี้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีการพัฒนาแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชันเพื่อรองรับผู้บริโภค ตัวอย่างชัดเจนคือ Kopi Kenangan ร้านกาแฟสัญชาติอินโดนีเซียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว จนก้าวสู่การเป็นสตาร์ตอัประดับยูนิคอร์น 

      – อุตสาหกรรมสุขภาพและการดูแลสุขภาพ: ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฟิตเนส ไปจนถึงอาหารออร์แกนิก ถือเป็นตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตสูงตามกระแสการดูแลสุขภาพ 

      – ธุรกิจความงาม: ไม่เพียงแต่แบรนด์ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังมีการนำเข้าโซลูชันจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น และตะวันตก ทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่และเติบโตได้ดีเช่นกัน 

      – อุตสาหกรรมโลจิสติกส์: ขยายตัวตามการเติบโตของค้าปลีกและ E-commerce เนื่องจากอินโดนีเซียต้องการระบบขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการจัดส่งสินค้าและการทำธุรกรรมออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น 

     อีกแง่มุมหนึ่งที่ทำให้อินโดนีเซียมีความโดดเด่นคือ ในฐานะประเทศหมู่เกาะที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียไม่ได้มองว่านวัตกรรมเป็นเรื่องของเมืองหลวงเท่านั้น แต่กลับเลือก “เริ่มจากท้องถิ่น” เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแรงและยั่งยืนทั่วประเทศ 

     สิ่งที่ KUMPUL เชื่อคือ “นวัตกรรมไม่ควรถูกผูกขาดไว้ที่เมืองหลวง” อินโดนีเซียมีมากกว่า 17,000 เกาะ และกว่า 500 เขตการปกครอง ความหลากหลายนี้ทำให้การพัฒนาแบบ “ลอกสูตรสำเร็จ” จากเมืองหลวงจาการ์ตา ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ทุกพื้นที่ ดังนั้น การสร้างระบบนิเวศในระดับท้องถิ่น จึงต้องเริ่มจากการฟังคนในพื้นที่ เข้าใจบริบท และเสริมพลังให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นสามารถเติบโตได้ด้วยตนเอง 

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายในระดับท้องถิ่นยังคงมีอยู่มาก โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้คือ 

     – ขาดโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนผู้ประกอบการ 

     – ขาดบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะด้าน 

     – หน่วยงานรัฐมักไม่รู้ว่าจะสนับสนุนสตาร์ตอัปได้อย่างไร 

     – ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมยังไม่แข็งแรง 

     ดังนั้น KUMPUL จึงเลือกใช้แนวทางที่อิงกับความร่วมมือเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับหน่วยงานรัฐท้องถิ่น การอบรมเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าใจแนวคิดสตาร์ตอัป หรือการเชื่อมโยงเมืองเล็กกับเครือข่ายระดับประเทศและระดับภูมิภาค 

การจับมือท้องถิ่น ปลูกฝังแนวคิดสตาร์ตอัปพัฒนาระบบนิเวศ 

สำหรับวิธีที่ KUMPUL ใช้เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับท้องถิ่น เพื่อให้เข้าใจระบบนิเวศนวัตกรรมและคนทำสตาร์ตอัป มีดังนี้  

     1. ร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อสร้างโครงสร้างสนับสนุนผู้ประกอบการ เช่น การตั้งศูนย์นวัตกรรม หรือ local innovation hub

     2. พัฒนาโปรแกรมอบรมผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อให้เข้าใจแนวคิดสตาร์ตอัปและ ecosystem development

     3. สร้างเครือข่ายระหว่างเมืองและระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนอย่างยั่งยืน

     สำหรับตัวอย่างโครงการที่น่าสนใจ อาทิเช่น “Startup Champions” ซึ่งสร้างผู้นำท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการในพื้นที่ หรือ “InnoCreative Camp” ที่เปิดเวทีให้เจ้าหน้าที่รัฐและนักพัฒนาร่วมกันออกแบบนโยบายนวัตกรรม นอกจากนี้ยังมี “Digital Innovation Network” ที่สร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ ช่วยเปิดประตูให้สตาร์ตอัปท้องถิ่นเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ 

     อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญจากอินโดนีเซียคือ ระบบนิเวศที่แข็งแรงไม่จำเป็นต้องเริ่มจากเงินทุนมหาศาล หรือโครงสร้างขนาดใหญ่ แต่ควรเริ่มจากความเข้าใจคนในพื้นที่ และการสนับสนุนผู้ที่ชื่นชอบการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ประกอบการ หรือนักพัฒนา 

     อย่างไรก็ดีหากสตาร์ตอัปไทยต้องการจัดตั้งธุรกิจในอินโดนีเซียยังมีข้อกำหนดเฉพาะที่ควรทราบ เช่น เงินลงทุนขั้นต่ำที่ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐต้องมีวีซ่าทำงานและใบอนุญาตพำนัก ระบบราชการและข้อกำหนดด้านกฎหมายที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นช่วยประสานงาน ซึ่งหลายฝ่ายแนะนำให้เริ่มต้นธุรกิจที่กรุงจาการ์ตา เนื่องจากเป็นเมืองหลวงที่เชื่อมต่อกับทั้งตลาดและระบบสนับสนุนจากรัฐบาลกลางได้ดีที่สุด 

     ในช่วงสุดท้าย คุณ Mega Prawita ได้เชิญชวนสตาร์ตอัปไทยและพันธมิตรที่สนใจเข้าร่วมงาน Kumpul Connect Fortune Summit ในวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่จาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรจากประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งภายในงานมีการเชิญคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สตาร์ตอัป และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ต่าง ๆ มาเชื่อมต่อการขยายธุรกิจให้เติบโตไปด้วยกัน 

ท้ายที่สุดนี้บทเรียนสำคัญที่ได้จาก Global Startup Hub: Gateway to SEA คือOne Size Doesn’t Fit All” คือความเข้าใจคนทำธุรกิจ 

     ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความเฉียบคมของสิงคโปร์ ความยืดหยุ่นของเวียดนาม หรือพลังท้องถิ่นของอินโดนีเซีย ทั้งสามประเทศต่างมีเส้นทางเติบโตเป็นของตัวเอง ที่สำคัญภูมิภาคอาเซียนกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคทอง” ของโอกาสและความท้าทายทางธุรกิจที่สตาร์ตอัปไทยไม่ควรมองข้าม 

      สำหรับสตาร์ตอัปไทยที่กำลังมองหาการขยายธุรกิจ การเลือก “จุดเริ่มต้น” ที่เหมาะสมกับโมเดลของธุรกิจอาจสร้างความแตกต่างอย่างมหาศาล การเข้าใจตลาดและเลือกพันธมิตรอย่างถูกกต้อง จะช่วยนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ อาจไม่ใช่การแข่งขันว่าใครโตเร็วที่สุด แต่คือใครที่เข้าใจ “ระบบนิเวศสตาร์ตอัป” ได้ดีที่สุดต่างหาก ที่จะเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริง  

Screenshot 2568-09-03 at 14.01.13

“เกาหลีใต้” จุดหมายแห่งโอกาสสำหรับสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการเติบโตระดับโลก  

เกาหลีใต้จุดหมายแห่งโอกาส

สำหรับสตาร์ตอัปไทยที่ต้องการเติบโตระดับโลก 

     ในโลกที่การขยายธุรกิจไม่ถูกจำกัดด้วยพรมแดน เกาหลีใต้คือหนึ่งในประเทศที่วางรากฐานอย่างแข็งแรงเพื่อรองรับสตาร์ตอัปจากทั่วโลก ด้วยระบบนิเวศที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อเร่งการเติบโตอย่างแท้จริง ทั้งในด้านเงินทุน ความรู้ พาร์ตเนอร์ และโอกาสระดับนานาชาติ โดยมีหน่วยงานสนับสนุนหลักอย่าง Y&Archer ที่ทำหน้าที่เป็น Growth Partner ช่วยผลักดันสตาร์ตอัปให้เติบโตอย่างเป็นระบบโดย Y&Archer มุ่งเน้นสนับสนุนสตาร์ตอัปในระดับ Pre-Series A เป็นต้นไป 

     ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา Y&Archer ทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา นักลงทุน และบริษัทเอกชน รวมแล้วมากกว่า 30 กองทุน และลงทุนในสตาร์ตอัปไปแล้วกว่า 200 ราย รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมทั้งจัดโปรแกรมสนับสนุนกว่า 80 โครงการต่อปี โดยมีเครือข่ายครอบคลุมทั้งในเกาหลี เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยุโรป ซึ่งเป้าหมายไม่ใช่แค่การให้เงินลงทุน แต่รวมถึงการ Matching กับพาร์ตเนอร์ และการสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ และการช่วยขยายธุรกิจข้ามประเทศ   

     ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ความร่วมมือระหว่างสตาร์ตอัปไทย “จอดสบาย” (JORDSABUY) ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มการจองและแชร์ที่จอดรถ กับสตาร์ตอัปเกาหลี “Bestella Lab” ที่เกิดขึ้นผ่านการ Matching จนกลายเป็น Proof of Concept (POC) ร่วมกัน และกำลังพัฒนาโมเดลต่อยอดอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ Y&Archer ยังร่วมมือกับหน่วยงานไทยอย่าง NIA ผ่านโครงการ Matching Fund ที่ช่วยระดมทุนร่วมกับหน่วยงานรัฐไทย อาทิ FTI และ BOI อีกด้วย   

     เกาหลีใต้ ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสตาร์ตอัปมากที่สุดในโลก โดยมีมากกว่า 1 ล้านราย และกว่า 40,000 รายเป็นสตาร์ตอัปด้านเทคโนโลยี ปัจจุบันมียูนิคอร์นถึง 33 ราย และรัฐบาลสนับสนุนเงินเข้าสู่ระบบสตาร์ตอัปรวมกว่า 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทำให้เกาหลีอยู่ในอันดับที่ 6 ของโลก ด้านความแข็งแกร่งของ Startup Ecosystem ที่เอื้อต่อการทดลอง พัฒนา และขยายธุรกิจสตาร์ตอัปในระยะยาว 

     หนึ่งในโครงการเด่นที่กำลังเปิดรับคือ Global Market & Invesment Link ซึ่งเชิญชวนสตาร์ตอัปจากไทยและประเทศอาเซียนที่ต้องการเติบโตในเกาหลี สามารถไปตั้งบริษัทในเกาหลีได้ โดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงเงินทุนจากภาครัฐ พร้อมทั้งได้เรียนรู้ผ่านการทำ In-depth Interview, Market Research ว่าสอดคล้องกับตลาดเกาหลีหรือไม่ และ 1-on-1 กับผู้เชี่ยวชาญเกาหลีในแต่ละสาขา ไม่ว่าจะเป็น AI, MedTech, Sustainability หรือ EV ซึ่งหากผ่านโครงการนี้ก็จะช่วยให้สตาร์ตอัปสามารถจัดตั้งบริษัทในเกาหลีได้ 

     นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังเป็นแหล่งทดลองที่ยอดเยี่ยมสำหรับแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีใหม่ ด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยีและมีอัตราการใช้ 5G สูงที่สุดในโลก สตาร์ตอัปที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม, Internet Consumer, และ Mobile-based Product จึงสามารถใช้ตลาดเกาหลีเป็นห้องทดลองและฐานตั้งต้น เพื่อขยายสู่ญี่ปุ่นหรือประเทศอื่น ๆ ในเอเชียได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

     ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ฮ่องกง ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ พร้อมแล้ว ที่จะเป็น “พันธมิตรกับไทยซึ่งไม่ใช่แค่เป็นตลาดสำหรับสตาร์ตอัปไทย แล้ววันนี้ เราพร้อมหรือยังที่จะ “กล้า” ก้าวข้ามพรมแดน เดินหน้าสู่อนาคต และกลายเป็นผู้เล่นระดับเอเชียอย่างที่ตั้งใจไว้ได้สำเร็จ 

Banner Startup Thailand-02_1

BUZZEBEES ผู้สร้าง Engine หลังบ้านช่วยส่งเสริมการตลาดให้ลูกค้า ปฏิวัติวงการ Loyalty Platform และ CRM ไทย แพลตฟอร์มที่เราใช้กันอยู่โดยไม่รู้ตัว

BUZZEBEES ผู้สร้าง Engine หลังบ้าน

ช่วยส่งเสริมการตลาดให้ลูกค้า

ปฏิวัติวงการ Loyalty Platform และ CRM ไทย

แพลตฟอร์มที่เราใช้กันอยู่โดยไม่รู้ตัว 

     เมื่อย้อนกลับไปในอดีต โลกดิจิทัลของไทยยังไม่มีใครนึกถึง Engagement Platform ที่ช่วยบรืหารความสัมพันธ์กับลูกค้า หรือ CRM (Customer Relationship Management) อย่างจริงจัง แต่สิ่งนั้นคือจุดเริ่มต้นของ “BUZZEBEES” (บัซซี่บี) สตาร์ตอัปเทคโนโลยีสัญชาติไทย   ที่เริ่มต้นจากวิสัยทัศน์ว่า “ถ้าการสื่อสารระหว่างคนเปลี่ยนไปแล้ว ทำไมแบรนด์จะคุยกับลูกค้าแบบเดิมอยู่” 

     วันนี้ BUZZEBEES เติบโตจนกลายเป็นผู้นำด้าน CRM และ Loyalty Platform อันดับ 1 ของไทย ด้วยการเป็นเบื้องหลังของหลากหลายแบรนด์ที่คุณใช้อยู่ทุกวันโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการแลกแต้มผ่าน Your Choice ของบัตรเครดิตกรุงศรีฯ ที่เล่นแคมเปญใน LINE หรือใช้สิทธิพิเศษจากสินค้าในซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น 

     จากการแชร์ประสบการณ์บนเวที SITE 2025 ในหัวข้อ Understand your customers and how to be the leader in CRM โดย คุณณัฐนันท์ ฉันทปริยวาท Chief of Strategy and Sales (CSO) บอกกับผู้ฟังไว้อย่างน่าสนใจว่า  ใน 24 ชั่วโมงของคนไทยหนึ่งคน ไม่มีใครที่มือไม่ผ่าน BUZZEBEES เราอาจไม่รู้ตัว แต่เราใช้ระบบของเขาทุกวันจริงๆ  

 ไม่ได้ขายแค่เทคโนโลยี…แต่ขายความเข้าใจลูกค้า 

BUZZEBEES  ไม่ได้มีแอปของตัวเอง แต่เป็น Engine หลังบ้านในแบบ White Label ให้กับ 

แบรนด์ต่างๆ โดยแบ่งบริการออกเป็น 3 ส่วนหลัก 

     1. ระบบ CRM และ Loyalty Platform คือระบบหรือแพลตฟอร์มที่ออกแบบมา เพื่อสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างธุรกิจและลูกค้า โดยมักจะพร้อมกับระบบสมาชิก , การสะสมคะแนน ,การแลกของรางวัล และการทำกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ  ปัจจุบัน BUZZEBEES ให้บริการในส่วนของธนาคาร ประกัน น้ำดื่ม ปุ๋ย ไปจนถึงวัสดุก่อสร้าง ครอบคลุมทั้งกลุ่ม B2C, B2B และแม้แต่ Loyalty กับพนักงานภายในองค์กรเอง

     2. E-Commerce Enabler เป็นผู้ให้บริการที่ช่วยสนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบครบวงจรให้กับร้านค้าออนไลน์ ช่วยแบรนด์บริหารจัดการการขายสินค้าในแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada, TikTok 

     3. Media Conversion Platform  การปั้นเพจในเครือ เช่น ติดโปร เพื่อช่วยเพิ่ม Conversion ให้ลูกค้าเข้ามาติดตามเพจ สร้างผลลัพธ์ทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการเป็น SaaS (Software-as-a-Service) ที่ลูกค้าต้องใช้งานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความท้าทายที่สำคัญคือ ต้องทำให้ลูกค้าอยู่กับเราให้ได้ในระยะยาว ไม่ใช่แค่ขายได้แล้วจบ 

     การนำเสนอครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า ตลาดตะวันออกกลางไม่ได้จำกัด  เพียงแค่ตลาดน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลัง เปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการพลิกโฉมภูมิภาค ด้วยการขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 

สูตรลับความสำเร็จ “ทำให้ลูกค้าขี้เกียจ”

     หนึ่งในแนวคิดธุรกิจที่น่าสนใจคือแนวคิด “ทำให้ลูกค้าขี้เกียจ” คือสร้างระบบที่ใช้ง่าย รู้ใจ และคุ้มค่ามากจนลูกค้าไม่อยากทำเอง ถ้าเขาเห็นว่าแพลตฟอร์มของเรามีข้อมูล มีเครื่องมือ มีการช่วยเหลือจนคุ้มที่จะจ่าย เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป

     นอกจากนี้ BUZZEBEES ยังเข้าใจดีว่าตลาดไทยเล็กและมีข้อจำกัด จึงเตรียมวางรากฐานเพื่อขยายไปต่างประเทศตั้งแต่วันแรก ด้วยการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น ไม่บุกเดี่ยว และเข้าใจลึกถึงความแตกต่างของแต่ละตลาด ทั้งเรื่อง UX, PDPA, และ Flow พฤติกรรมของผู้ใช้งาน 

ไม่ใช่แค่มีคนเก่งร่วมทีม…แต่ต้องถึกด้วย  

     ปัญหาใหญ่ของสตาร์ตอัปที่โตเร็วคือ ไม่ใช่แค่หาคนเก่ง แต่ต้องหาคนที่เหมาะกับช่วงเวลาของบริษัท บางคนเก่งแต่ไม่ถึก ไม่ยอมปรับตัว บางคนเหมาะกับช่วงเริ่มต้น แต่ไม่โตตามบริษัท 

     คุณณัฐนันท์ เล่าด้วยความจริงใจว่า ทีม BUZZEBEES ต้องปรับเปลี่ยนจากทีมเล็กที่ลงมือทำทุกอย่าง ไปสู่ทีมที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง และนั่นคือเรื่องยากที่สุด เพราะคนที่โตไปกับบริษัท คือรากฐานสำคัญของธุรกิจ SaaS ที่ต้องบริการลูกค้าไปตลอดเส้นทาง    

สตาร์ตอัปไทย ไม่ใช่แค่เทคเจ๋ง…แต่ต้องขายแล้วอยู่รอด

     คุณณัฐนันท์ ปิดท้ายด้วยคำแนะนำที่ตรงใจผู้ประกอบการว่า “AI หรือเทคเจ๋งแค่ไหนไม่สำคัญ ถ้าโมเดลธุรกิจไม่ชัด คนไม่มี หรือบริหารเงินไม่เป็น ก็ไปต่อไม่ได้” และย้ำว่าอย่าคิดแค่ว่าทำได้ แต่ต้องคิดให้ถึง “End Game” ว่าสุดท้ายอยากไปถึงไหน 

     ส่วน BUZZEBEES ตั้งเป้าหมายชัดเจนแล้วว่าจะนำโซลูชั่นของไทยไปสู่ Global และวันนี้ก็กำลังออกเดินทางไปในระดับ Regional แล้ว   ซึ่ง BUZZEBEES ไม่ได้แค่เป็นบริษัทรับเขียนโค้ด…แต่ได้เขียนอนาคตของการสื่อสารระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในยุคดิจิทัล ปัจจุบัน เรากำลังอยู่ในโลกที่ผู้คนเชื่อมโยงกันตลอด 24 ชั่วโมง การสื่อสาร ณ วันนี้ อาจไม่ใช่แค่เกิดขึ้นระหว่างคนกับคน   แต่เกิดขึ้นระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค และ BUZZEBEES กำลังทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารให้เกิดขึ้นอย่างไร้รอยต่อ และสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืนต่อไป 

Startup Thailand League 2025 สานต่อไอเดีย.สู่ธุรกิจจริง ผลั

ตะวันออกกลางโอกาสใหม่ของสตาร์ตอัปไทย

Startup Thailand League 2025 สานต่อไอเดีย.สู่ธุรกิจจริง ผลั

ตะวันออกกลางโอกาสใหม่ของสตาร์ตอัปไทย 

     ในเวที Global Market Forum ของงาน SITE 2025 หนึ่งในช่วงเวลาที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุน คือการเปิดพื้นที่ให้ประเทศจากตะวันออกกลางได้มาแบ่งปันข้อมูลและแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยประเทศแรกที่ถูกนำเสนอคือ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถูกยกให้เป็นตลาดดาวรุ่งของภูมิภาค 

     การนำเสนอครั้งนี้เป็นการตอกย้ำว่า ตลาดตะวันออกกลางไม่ได้จำกัด  เพียงแค่ตลาดน้ำมันอีกต่อไป แต่กำลัง เปลี่ยนผ่านสู่ศูนย์กลางแห่งนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบีย ่กำลังก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการพลิกโฉมภูมิภาค ด้วยการขับเคลื่อนจากนโยบายภาครัฐที่ชัดเจนและโครงการพัฒนาเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 

วิสัยทัศน์ระดับประเทศ Vision 2030 

     หนึ่งในหัวใจสำคัญที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลกคือ Vision 2030  แผนยุทธศาสตร์แห่งชาติที่มุ่งเปลี่ยนโฉมประเทศ ให้หลุดพ้นจากการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเพียงอย่างเดียว โดยมีเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ 

     กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ – สร้างอุตสาหกรรมใหม่ในด้านเทคโนโลยี การท่องเที่ยว และการบริการ เพื่อเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ 

     สร้างโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก – ลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดยักษ์ เช่น เมืองอัจฉริยะ NEOM ที่ใช้เทคโนโลยีและพลังงานสะอาด 

     ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน – พัฒนาระบบการศึกษา การดูแลสุขภาพ และการจ้างงานให้ทันสมัยและมีมาตรฐานสากล แผน Vision 2030 ของซาอุดีอาระเบีย ไม่ได้เป็นเพียงเอกสารเชิงนโยบาย แต่ซาอุดิอาระเบียมีการขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการพัฒนา นับเป็นสัญญาณเชิงบวกสำหรับนักลงทุนทั่วโลกที่มองหาโอกาสระยะยาวในตลาดใหม่ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว 

Microband: พันธมิตรเชื่อมต่อสู่ตลาดซาอุดีอาระเบีย 

     Microband เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีบทบาทสำคัญในการเป็น “สะพาน” ระหว่างนักลงทุนต่างชาติกับตลาดซาอุดีอาระเบีย จุดเด่นของ Microband คือความเข้าใจลึกซึ้งใน วัฒนธรรม กฎระเบียบ และพฤติกรรมผู้บริโภค ในประเทศ สำหรับบริการของ Microband ครอบคลุมหลายด้าน เช่น 

     การวิจัยและวิเคราะห์ตลาด เพื่อหาช่องว่างและโอกาสทางธุรกิจ 

     การปรับกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ภาษาที่เหมาะสม หรือการสื่อสารผ่านสื่อที่ชาวซาอุดีอาระเบียนิยม 

     การสนับสนุนด้านเทคโนโลยี ด้วยระบบ CRM, ERP, แพลตฟอร์ม AI, ระบบจองบริการ และระบบจัดการคิว เพื่อช่วยให้ธุรกิจต่างชาติเข้าสู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

     การสร้างเครือข่ายพันธมิตร ผ่านการจัดงานอีเวนต์, งานพบปะเจรจาธุรกิจ และ Pop-up Booths เพื่อเชื่อมโยงนักลงทุนกับผู้ประกอบการท้องถิ่น 

     โดยมีตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือ การช่วย บริษัทอาหารจากประเทศไทย จัดงานเจรจาธุรกิจกับผู้ประกอบการซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์และขยายโอกาสการส่งออกได้จริง ในปัจจุบันซาอุดีอาระเบียกำลังเปิดโอกาสมากมายให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการในการเข้าถึงตลาดภายในประเทศ โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมสำคัญอย่าง Industrial Development, Health Care, Food Industry, พลังงานหมุนเวียน, เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทั้งนี้ Microband มีความยินดีอย่างยิ่งในการต้อนรับธุรกิจจากอุตสาหกรรมเหล่านี้เข้าสู่ตลาดซาอุดิอาระเบีย เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในภูมิภาค 

ตลาดที่พร้อมเติบโต : ปัจจัยที่บ่งชี้ความน่าสนใจ มีดังนี้   

     1. ประชากรอายุน้อยและเปิดรับเทคโนโลยี 
ซาอุดีอาระเบียมีอายุเฉลี่ยประชากรต่ำ ทำให้สังคมมีความกระตือรือร้น เปิดรับนวัตกรรม และเป็นตลาดที่ตอบสนองต่อเทคโนโลยีใหม่อย่างรวดเร็ว

     2. กฎหมายเอื้อต่อการลงทุน 
รัฐบาลเปิดกว้างให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นเต็ม 100% ในหลายอุตสาหกรรม ลดข้อกำหนดด้านเงินทุน และมีขั้นตอนจดทะเบียนบริษัทที่รวดเร็ว ซึ่งใช้เวลาเพียง 180 วินาที ก็สามารถได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจ (CR) 

     3. โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทันสมัย 
การทำธุรกรรมออนไลน์เป็นเรื่องปกติในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งช่วยลดต้นทุนเวลาและทำให้การเริ่มต้นธุรกิจสะดวก 

     4. เศรษฐกิจแข็งแกร่งระดับโลก 
ในฐานะประเทศ G20 ซาอุดีอาระเบีย มีเงินทุนและทรัพยากรพร้อมรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายสนับสนุนธุรกิจที่ชัดเจน 

 

โอกาสสำหรับสตาร์ตอัปไทย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 

     AI (Artificial Intelligence) – เป็นเทคโนโลยีที่ซาอุดีอาระเบียให้ความสำคัญสูง เนื่องจากสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในภาคการค้า การบริการ และโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างกว้างขวาง 

     Sustainability (ความยั่งยืน) – รัฐบาลมีนโยบายผลักดันพลังงานสะอาดและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นโอกาสสำหรับโซลูชันที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 

     Deep Tech – เทคโนโลยีขั้นสูงด้านวิศวกรรม ชีวภาพ และวัสดุศาสตร์ เป็นที่ต้องการสำหรับโครงการเมกะโปรเจ็กต์ เช่น เมืองอัจฉริยะและอุตสาหกรรม 4.0 

นอกจากนี้ ผู้บริหาร Microband ยังเน้นย้ำว่า สตาร์ตอัปไม่ว่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นหรือเติบโต ต่างสามารถเข้าสู่ตลาดซาอุดีอาระเบียได้ หากมีพันธมิตรและการปรับตัวที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น 

 

เมื่อตัดสินใจว่าจะเข้าสู่ตลาดตะวันออกกลาง ต้องมีกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดซาอุดีอาระเบีย ดังนี้ คือ

     1. ปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับวัฒนธรรม  ต้องมีความเข้าใจในค่านิยม ศาสนา และพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหัวใจสำคัญ

     2. ต้องร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่น  เพื่อลดระยะเวลาเรียนรู้ตลาดและสร้างความน่าเชื่อถือ

     3. การใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเร่ง โดยนำระบบดิจิทัลมาช่วยวิเคราะห์ตลาดและปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง

     4. ต้องลงมืออย่างรวดเร็ว  เพราะโอกาสทางธุรกิจมีกรอบเวลา ผู้ที่เริ่มก่อนย่อมได้เปรียบ 

 

     ปัจจุบันซาอุดีอาระเบียกำลังพลิกโฉมประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและนวัตกรรมแห่งตะวันออกกลาง ด้วยการลงทุนมหาศาลในเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และพลังงานสะอาด สำหรับสตาร์ตอัปและนักลงทุนไทย นี่คือโอกาสสำคัญในการขยายธุรกิจไปสู่ตลาดตะวันออกกลางที่มีทั้งศักยภาพและแรงสนับสนุนจากภาครัฐอย่างแท้จริง ซึ่งซาอุดีอาระเบียพร้อมแล้ว ที่จะเปิดประตูต้อนรับผู้สนใจจากทั่วโลก 

 

3

AI x Sustainability: โอกาสใหม่ของสตาร์ตอัปไทยบนเวทีโลกที่ต้องคว้า

AI x Sustainability: โอกาสใหม่ของสตาร์ตอัปไทย

บนเวทีโลกที่ต้องคว้า 

     “AI และ Sustainability คือ เทรนด์ระดับโลกที่เราทุกคนต้องทำความเข้าใจและนำมาปรับใช้ เป็นคำกล่าวเปิดงานของ ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในเวทีเสวนา AI and Sustainability on a Global Stage: Trends, Impacts and Opportunities ที่จุดประกายให้ผู้ประกอบการ สตาร์ตอัปไทยตระหนักถึงโอกาสและความท้าทายครั้งใหญ่ ในยุคที่เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมกลายเป็นประเด็นหลักที่โลกกำลังขับเคลื่อน 

     ดร.กริชผกา ชี้ว่า AI และ Sustainability หรือความยั่งยืน คือคำที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในเวทีนวัตกรรมระดับโลก และจะกลายเป็น The Next Era of Innovation ที่ SME และภาคอุตสาหกรรมไทยต้องปรับตัวให้สอดรับ เราต้องหาทางนำสองสิ่งนี้มาใช้พัฒนาธุรกิจ ให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยังรักษ์โลกไปพร้อมกัน และสามารถแข่งขันบนเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน”  

AI: จากเครื่องมือสู่โอกาสทางธุรกิจใหม่ 

     คุณปริวรรต วงศ์สำราญ รองผู้อำนวยการ ด้านระบบนวัตกรรม NIA ชี้ให้เห็นว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น เครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ ทั้งในวงการแพทย์ การเกษตร การเงิน การผลิต ไปจนถึงภาคบริการ 

     เดิมการแข่งขันในธุรกิจมักอยู่ที่ความเร็วและความเชี่ยวชาญของเทคโนโลยี แต่ปัจจุบัน การแข่งขันอยู่ที่ว่าใครจะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม หรือการปรับปรุงกระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด 

     แม้ว่าปัจจุบันในไทยจะมีสตาร์ตอัปที่พัฒนาโซลูชัน AI เพียงไม่กี่ร้อยราย แต่ตลาดยังเปิดกว้างอย่างมากสำหรับธุรกิจใหม่ เช่น Virtual Bank ที่ต้องอาศัย AI ในการวิเคราะห์เครดิตและให้บริการลูกค้า หรืออุตสาหกรรมที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการตัดสินใจ AI สามารถช่วยสร้างมูลค่าใหม่และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้ทันที 

Sustainability: จาก CSR สู่ความจำเป็นทางธุรกิจ 

     โลกธุรกิจกำลังเปลี่ยนมุมมองจากความยั่งยืนที่เคยเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ให้กลายเป็น ความจำเป็นเชิงกลยุทธ์ หากธุรกิจไทยต้องการส่งออกสินค้าไปยุโรป หรือเข้าร่วมห่วงโซ่อุปทานระดับโลก จะต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจนตาม กฎ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) 

     นั่นหมายความว่า ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ต้องมี ธุรกิจที่สามารถผนวกแนวคิด Sustainability เข้ากับกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ จะสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลก 

AI + Creativity: ผนึกกำลังสร้างแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก 

  ดร.ชาญวิทย์ บุญช่วย นายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) มองว่า โอกาสสำคัญของไทย คือการเป็นผู้พัฒนา AI” ไม่ใช่เพียงผู้ใช้เทคโนโลยี แต่ต้องสร้าง Use Case และนวัตกรรมที่มีผลกระทบสูง 

     AI ในปัจจุบันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดการข้อมูล แต่ยังมีพลังในการ สร้างสรรค์ ลดภาระ ลดต้นทุน และประหยัดเวลา ช่วยให้ธุรกิจต่อยอดโซลูชันเดิมหรือสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้โดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด การใช้ AI อย่างชาญฉลาด คือการนำจุดแข็งที่มีอยู่แล้วมาขยายผลให้ธุรกิจเติบโตและยั่งยืน 

 

ก้าวให้เร็วแต่ต้องก้าวให้ถูกทาง 

     AI และ Sustainability ไม่ใช่เทรนด์ที่มองข้ามได้อีกต่อไป แต่เป็น โอกาสและความท้าทายเชิงยุทธศาสตร์ ที่ผู้ประกอบการไทยต้องให้ความสำคัญไปพร้อมกัน 

     หากผู้ประกอบการไทยมองให้ไกล ลงมือทำจริงจัง และผนวก AI เข้ากับความยั่งยืน ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงผู้ตามโลก แต่สามารถ เป็นผู้สร้างนวัตกรรมที่โลกจับตามอง ได้ 

     ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทย โดยเฉพาะ สตาร์ตอัป ต้องกล้าที่จะ มองให้ไกล ก้าวไปข้างหน้า และลงมือทำอย่างกล้าหาญ ด้วย AI ที่ชาญฉลาด และ เป้าหมายที่ยั่งยืน เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิมทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ไม่เพียงในประเทศ แต่บนเวทีโลก 

Add Your Heading Text Here